728 x 90

คมนาคมสั่งลดค่ารถไฟฟ้า-ทางด่วน-มอเตอร์เวย์-โทลล์เวย์

img

นอกจากจะเร่งขับเคลื่อนแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ไปพร้อมกับการ เสริมสร้างให้ประชาชนได้รับความสะดวก สบาย ปลอดภัย ลดปัญหาการจราจรแล้ว การลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ก็เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคมภายใต้การนำของรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าภายในปลายปี 62 จะสามารถประกาศลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าได้ในโครงข่ายที่เป็นของรัฐ 

เห็นผลงานใน 1 เดือน 3 เดือน 3 ปี  
สำหรับนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับดูแลของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คือมุ่งเน้นในด้านการคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก สบาย ปลอดภัย ประหยัด ไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาภาระค่าครองชีพ โดยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ขณะเดียวกันก็ลดภาระงบประมาณให้รัฐบาลด้วย โดยจะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ และทุกโครงการของกระทรวงคมนาคม ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะเร่งทำงานให้เห็นผลภายใน 1 เดือน ใน 3 เดือน และใน 3 ปี


เล็งลดค่ารถไฟฟ้า-ทางด่วน-มอเตอร์เวย์-โทลล์เวย์ 
ในเรื่องของการลดภาระค่าครองชีพ โดยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ประชาชนนั้น กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายที่จะลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม โดยขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางการปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า รวมถึงให้ศึกษาแนวทางการปรับลดค่าผ่านทางพิเศษทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ทางพิเศษ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และ โทลล์เวย์ ซึ่งอาจจะลดตั้งแต่ 5 – 10 บาท หรือจะเป็นเท่าไรแน่อยู่ที่ผลการศึกษา โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทาง พร้อมนำเสนอแผนงานแนวทางปฏิบัติ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน


คาดสายสีม่วง-แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ลดได้ก่อน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเน้นย้ำว่าในการปรับลดอัตราค่าโดยสารของแต่ละโครงข่าย ต้องศึกษาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด รอบคอบ และในกรณีของโครงการที่เป็นการร่วมทุนกับเอกชน จะต้องดูเงื่อนไขให้ชัดเจน ดูต้นทุนที่แท้จริง และหารือร่วมกับเอกชน ซึ่งจะต้องไม่มีผลกระทบต่อสัญญา และยืนยันว่าหากลดค่าโดยสารแล้วจะต้องมีการอุดหนุน ก็จะไม่ใช้เงินงบประมาณหรือภาษีของประชาชนมาใช้ ซึ่งเชื่อว่ามีวิธีการที่ไม่กระทบต่องบประมาณแน่นอน

ทั้งนี้คาดว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน และ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่รัฐบาลลงทุนจะสามารถดำเนินการลดอัตราค่าโดยสารได้ก่อน ส่วนจะลดได้เท่าไร จะเป็น 20 บาทตลอดสาย หรือไม่ ขอพิจารณาข้อมูลโดยละเอียดก่อน แต่จะลดแน่ๆ และคาดว่าจะประกาศใช้อัตราใหม่ได้ภายในปี 62 นี้

เร่งพัฒนา E-Ticket - ระบบตั๋วร่วม 
นอกจากนั้นยังมีนโยบายที่จะพัฒนาการให้บริการรถโดยสารประจำทาง ขสมก. และรถร่วมโดยสารประจำทาง ให้เป็นรถโดยสารปรับอากาศทั้งระบบ และมีการจัดเก็บค่าโดยสารเป็นระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E–Ticket ระบบตั๋วร่วม พร้อมกันนี้ยังมีนโยบายพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยให้ศึกษาและจัดทำแผน การใช้บัตรโดยสารเชื่อมโยงรถไฟฟ้าทุกระบบ


เร่งศึกษาแนวทางที่เหมาะสม
สำหรับกรณีการปรับลดอัตราคาโดยสารรถไฟฟ้านั้น ก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมเคยศึกษารูปแบบการเก็บค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายไว้ ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ 1. ลดราคาในเส้นทางรถไฟฟ้าที่รัฐดำเนินการเอง เช่น สายสีม่วง แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที 2. เจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานในสายสีน้ำเงิน คือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ และรถไฟฟ้าสายสีเขียว คือ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เพื่อเหมาซื้อการบริการ เช่น ซื้อตั๋วล่วงหน้าเป็นรายปี พร้อมรับภาระส่วนต่างบางส่วน

ขณะที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดในการปรับลดค่าโดยสาร ซึ่งเบื้องต้นมีหลายทางเลือก เช่น ใช้ภาษีท้องถิ่นที่ กทม. จัดเก็บ หรือภาษีจากการต่อทะเบียนป้ายวงกลมของผู้ใช้รถยนต์มาชดเชยส่วนต่าง และเป็นการจูงใจให้หันมาใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น หรือ จัดตั้งกองทุน โดยเปิดให้เอกชนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าแล้วนำรายได้มาจ่ายชดเชยจากการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า แต่จากแนวนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ต้องการให้นำเงินภาษีของประชาชนหรืองบประมาณมาจ่ายชดเชย จึงต้องพิจาณณาแนวทางเลือกเพิ่มเติมที่เหมาะสมและสอดรับกับนโยบาย 


ทีดีอาร์ไอชี้ค่ารถไฟฟ้า 30 บ./เที่ยว เหมาะสม
ต่อเรื่องนี้ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีความเห็นว่า การลดภาระค่าครองชีพโดยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ประชาชนเป็นนโยบายที่ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำการศึกษา พบว่าค่ารถไฟฟ้าในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีราคาแพงเกินไป หากแบ่งประชาชนเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ประมาณ 20% ไม่สามารถเข้าถึงการใช้บริการได้ เพราะค่ารถไฟฟ้ามีค่าเฉลี่ย 100 บาท/วัน จึงเสนอให้เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 500 บาท เป็น 700 บาท/เดือน ส่วนอีก 80% เป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายค่ารถไฟฟ้าแต่มีส่วนที่เอื้อมถึงรถไฟฟ้าแค่ 45% เท่านั้น ดังนั้นหากลดราคาลงมาจะช่วยเพิ่มสัดส่วนอีก 35% ให้เข้าถึงรถไฟฟ้าได้

ส่วนอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมสำหรับการใช้บริการรถไฟฟ้าอยู่ที่ 30 บาท/เที่ยว เดินทางไป-กลับจ่ายวันละไม่เกิน 60 บาท เป็นอัตราที่รับได้ทั้งต่อผู้โดยสาร ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงกรณีที่รัฐจะต้องจ่ายชดเชยให้ผู้รับสัมปทาน ภาระในการจ่ายค่าส่วนต่างจะเหมาะสมกว่าอัตรา 15 บาทตลอดสาย 


ค้านลดค่าทางด่วนหวั่นรถติดเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่จะลดค่าผ่านทางสำหรับทางด่วนนั้น ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากวัตถุประสงค์ของทางด่วนสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นทางเลือกในการเดินทางที่รวดเร็วกว่าถนนพื้นราบ และเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด โดยที่ประชาชนต้องจ่ายค่าผ่านทางเพื่อใช้บริการ ซึ่งค่าผ่านทางนั้นกำหนดจากความคุ้มค่าในการใช้บริการ การลงทุน และประชาชนสามารถจ่ายได้ หากลดค่าผ่านทางลงจะส่งผลให้ปริมาณรถยนต์บนทางด่วนเพิ่มสูงขึ้น จะมีรถติดบนทางด่วนมากขึ้น รวมถึงไม่เป็นการสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งมวลชน เพราะทางด่วนเน้นขนรถมากกว่าขนคน นอกจากนี้ยังมีกรณีพิพาทในสัญญาสัมปทานที่ต้องคำนึงถึงอีกด้วย อย่างไรก็ตามเห็นว่าควรยกเว้นค่าผ่านทางให้รถโดยสาร ขสมก. มากกว่า เพราะรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก ช่วยลดภาระของ ขสมก. รวมถึงผู้โดยสารที่ต้องเสียค่ารถเพิ่มในเส้นทางที่ขึ้นทางด่วนคนละ 2 บาท

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะสามารถเปิดสูตรการลดอัตราค่าโดยสารทั้งระบบออกมาเป็นอย่างไร จะลดได้หรือไม่ จะลดได้เท่าไร จะลดได้ตลอดสายหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะทำได้เพียงแค่ในเส้นทางที้รัฐบาลลงทุน และทำออกมาเพียงแค่เป็นโปรโมชันระยะสั้นเพียงเท่านั้น และจะสามารถทำให้เอกชนผู้รับสัมปทานร่วมลดค่าโดยสารได้โดยไม่ใช้เงินภาษีของประชาชน หรืองบประมาณมาใช้จ่ายชดเชยได้จริงหรือไม่ต้องมาลุ้นกัน 


คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
“เป้าหมายของรัฐบาล คือทำให้ระบบขนส่งมวลชนสามารถตอบโจทย์การเดินทางให้แก่ประชาชนได้ ซึ่งจะเร่งศึกษาพิจารณาเพื่อหาแนวทางลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ซึ่งได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการศึกษาแนวทาง พร้อมนำเสนอแผนงานแนวทางปฏิบัติ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และคาดว่าจะเริ่มปรับลดราคาในส่วนที่ทำได้ก่อนภายในปีนี้”


[English]
Lower electric train-expressway-tollway fare and fee cut planned to help lower cost of living.
Under the leadership of the new Minister of Transport, the ministry is set to be focusing on the improvement of public transport services to make them convenient, safe and economical for the public while ensuring that it can help ease the government’s financial burden.

One of the plans the ministry has recently rolled out is the reduction of electric train fares and expressway-tollway fees, which all related agencies have already been instructed to conduct studies for the solutions.

According to Transport Minister Saksiam Chidchob, the Purple Line train and the Airport Rail Link will be the first systems to implement the fare reduction, although it remains to be decided how much the fares would be reduced.  Mr. Saksiam expects the final details to be announced before the end of this year.

The Transport Ministry’s earlier studies suggested charging a flat rate of 20 baht for all electric train rides although it was not clear if that would be implemented for the routes the government operates only or also for those operated under concession.

Thailand Development Research Institute (TDRI) concurred with the government’s plan to help lower the cost of living, particularly after its previous research found electric train fares in Bangkok are too high, especially among low-income earners, who represent 20% of commuters.  

Therefore, TDRI has proposed that the government should increase the subsidy granted to these people to help shore up the traveling costs and suggested that electric train fares should be kept between 30 baht and 60 baht.

In addition, the Transport Ministry also plans to upgrade the public bus service by cancelling all non-air-conditioned buses and introducing the joint e-ticketing system.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments