728 x 90

ติดไซเรนเร่งดัน “ฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์” สู่การกินอาหารปลอดภัยของคนไทยภายใน ปี 65

img

ปัจจุบันเทรนด์การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมอย่างสูง จากความใส่ใจต่อการกินอาหารที่ดีต่อร่างกาย รวมถึงการร่วมกันปกป้องสิ่งแวดล้อม ล่าสุดยังได้มีการเร่งผลักดันให้ภาครัฐของไทยออกกฎหมายติด “ฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์” ทุกประเภท ภายในปี 2565 อันนำไปสู่การบริโภคอาหารที่ปลอดภัยอย่างครบวงจร

ปลุกกระแสกินอาหารอย่างรู้ที่มา
การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพและปลอดภัยได้รับความสนใจของคนไทยเป็นอย่างมากในปัจจุบัน จากรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่าธุรกิจสินค้าออร์แกนิคมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2,700-2,900 ล้านบาท และคาดว่าจะพุ่งไปสู่ระดับ 5,400 ล้านบาท ในปี 2564 จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาตระหนักและใส่ใจกับสุขภาพการกินอยู่ที่ดีมากขึ้น จนการบริโภคสินค้าออร์แกนิคไม่ใช่เพียงแค่เป็นเทรนด์แต่ถือเป็น “วิถีการดำรงชีวิตรูปแบบใหม่”

ขณะเดียวกัน “การรู้ถึงที่มาของอาหาร” นั้น กำลังมีการรณรงค์ให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ซึ่งการได้รู้ว่าอาหารที่กินนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพแค่ไหน ใครเป็นคนปลูกและมีวิธีการปลูกอย่างไร จะช่วยให้เราสามารถเลือกบริโภคและสนับสนุนอาหารที่ไม่ทำร้ายสุขภาพของทั้งคนปลูกและสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงคือ การออก “กฎหมายติดฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทุกประเภท” ภายในปี 2565 โดยจะต้องระบุถึงลักษณะการเลี้ยง ที่มาของอาหารที่เลี้ยงสัตว์ว่ามีส่วนในการทำลายผืนป่าและก่อมลพิษทางอากาศหรือไม่ รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ และมีบทลงโทษที่เข้มงวดสำหรับกรณีละเมิด

คุณรัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซประเทศไทย กล่าวว่าเราไม่เคยรู้ข้อมูลเหล่านี้เลย เวลาอ่านฉลากก็จะเห็นแค่ว่าเป็นส่วนไหนของสัตว์ วันหมดอายุน้ำหนัก สิ่งที่ผู้บริโภครับรู้ได้ผ่านการมองฉลากเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมเองก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้บริโภคได้ด้วย ถ้าผู้บริโภคมีข้อมูลตรงนี้ก็จะช่วยในการตัดสินเลือกสินค้าให้ถูกต้องกับสุขภาพของเราและโลก

“การผลิตเนื้อสัตว์เชิงอุตสาหกรรมได้เข้ามาแทนที่การเลี้ยงสัตว์โดยเกษตรกรรายย่อย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มากขึ้น ระบบนี้ตัดขาดผู้บริโภคและการรับรู้ที่มาของอาหาร จึงจำเป็นที่จะต้องมีการออกกฎหมายติดฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ข้อมูลทั้งหมดนี้จะเชื่อมโยงผู้บริโภคกับที่มาของอาหารอีกครั้ง และเป็นนโยบายด้านความโปร่งใสที่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมสามารถร่วมมือกันได้ อีกทั้งยังเป็นสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลและเลือกบริโภค”


ข้อมูลอาหารที่ผู้บริโภคไม่เคยรู้
“สิ่งที่น่ากังวลในการเลี้ยงสัตว์ของระบบผลิตอาหาร คือการใช้ยาต้านแบคทีเรียหรือยาปฏิชีวนะ” ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี กล่าวถึงผล กระทบต่อสุขภาพจากการกินเนื้อสัตว์ ในเสวนาภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Eating Animals เนื่องในวันอาหารโลก 16 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเรื่องราวในภาพยนตร์ได้เผยถึงเบื้องหลังอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่ไม่คำนึงถึงวิธีการหรือผล กระทบที่เกิดขึ้น ต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงวิกฤตเชื้อดื้อยา

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา ยังได้สะท้อนปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ว่า หากใช้ไม่ถูกต้องหรือใช้เกินความจำเป็น ก็จะเร่งให้เกิดการดื้อยาต้านแบคทีเรียเพิ่มมากขึ้น และหากจัดการอย่างไม่เหมาะสมจะมีการตกค้างในเนื้อสัตว์ ทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นวิกฤตร่วมของประเทศไทยและของโลก เพราะเชื้อแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายระหว่างคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม การที่ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 - 2564 สามารถช่วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพได้ ภายใต้สุขภาพหนึ่งเดียว คน สัตว์ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้บริโภคต้องประกาศจุดยืนว่าเราจะต้องสนับสนุนเกษตรที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ


ลดกินเนื้อสัตว์ ลดโลกร้อน
ระหว่างปี พ.ศ. 2533-2556 การบริโภคเนื้อวัวต่อหัวทั่วโลกลดลงร้อยละ 10 เป็นข้อมูลจากรายงานเรื่อง “ลด” เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเชิงอุตสาหกรรม “เพิ่ม” สุขภาวะที่ดีของมนุษย์และโลก แต่ขณะเดียวกันยังระบุว่าการบริโภคเนื้อหมู กลับเพิ่มขึ้น 23% และสัตว์ปีก ก็เพิ่มขึ้นสูงถึง 96% โดยที่การผลิตหมูและไก่คิดเป็น 70% อีกทั้งยังคาดการณ์ว่าสัตว์ปีกจะกลายเป็นเนื้อสัตว์ที่ถูกบริโภคมากที่สุดในโลกแทนที่เนื้อหมูในปี 2565 แน่นอนว่าอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อสัตว์ในปริมาณมหาศาลย่อมส่งผล กระทบต่อโลก

คุณรัตนศิริ กล่าวว่า สิ่งที่เราไม่ได้รับรู้เท่าที่ควรคือในด้านสิ่งแวดล้อมนั้นส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือวิกฤติโลกร้อน  อุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับภาคคมนาคมขนส่งทั้งหมด รวมถึงกระทบสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่นการบุกรุกป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวสำหรับเลี้ยงสัตว์ อย่างป่าอเมซอนที่นักวิจัยต่างประเทศได้วิเคราะห์ว่ามีการบุกรุกถึง 80% เพื่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ การเลี้ยงวัว หรือปลูกถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกเนื้ออันดับ 1 ของโลก แม้จะเป็นเรื่องที่อาจจะไกลตัวคนไทย แต่เบอร์เกอร์หลายแบรนด์ก็มาจากป่าผืนนั้น

การขยายพื้นที่ทำปศุสัตว์และการเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์มาพร้อมกับการสูญเสียพื้นที่ป่าดั้งเดิมและท้องทุ่ง ในช่วงระยะตั้งแต่ปี 2503-2554 ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นตัวการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทั่วโลกถึง 65% ขณะที่ปัจจุบันมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากภาคเกษตรกรรม 24% เฉพาะการทำปศุสัตว์ คิดเป็น 14%      

กรีนพีซจึงได้เรียกร้องให้ทั่วโลกลดการผลิตและบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 50% ภายในปี 2593 ซึ่งจะทําให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงถึง 64% หรือราว 7,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ การลดลงนี้เท่ากับ 35% ของปริมาณทั้งหมดที่ข้อตกลงปารีสอนุญาตให้ทุกภาคส่วนปล่อยออกมาได้ภายในปี 2593 เพื่อที่อุณหภูมิของโลกจะได้ไม่เพิ่มขึ้นจนถึงขีดอันตราย

ศ.พีท สมิธ สถาบันวิทยาศาสตร์  สิ่งแวดล้อมและชีววิทยา มหาวิทยาลัยอเบอร์ดีน เผยในรายงาน “ลด” เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเชิงอุตสาหกรรม “เพิ่ม” สุขภาวะที่ดีของมนุษย์และโลก ว่าเราสามารถลดการบริโภคเนื้อสัตว์และนมทั่วโลกได้ในปริมาณมาก ซึ่งจะฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์ ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ช่วยจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเลี้ยงคนได้มากขึ้น โดยใช้ที่ดินน้อยลง บางทีอาจจะได้ที่ดินกลับคืนมาใช้เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

“เราไม่จำเป็นต้องตัดสินใจที่จะเป็นมังสวิรัติหรือวีแกนไปชั่วชีวิต แต่เพียงลดการบริโภคเนื้อสัตว์และนม หรือหันมาเลือกบริโภคเนื้อสัตว์และนมที่ “ดีกว่า” การผลิตเชิงอุตสาหกรรม เพียงเท่านี้ก็ช่วยได้มากแล้ว”

สอดคล้องกับรายงานพิเศษในเดือนสิงหาคม 2562 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ว่ามนุษย์มี ความจำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยการรับโปรตีนจากพืชมากขึ้น และบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง เพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

ขณะที่ Food ingredients (FI Asia) ได้เผยถึงเทรนด์การบริโภคอาหารในปี 2563 ว่า Plant Based Food หรือโปรตีนแทนเนื้อสัตว์จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ในอนาคต เนื่องจากเป็นโปรตีนที่ไม่สร้างมลพิษในขั้นตอนการผลิต ทั้งยังดีต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุไว้ว่า ข้อมูลบนฉลากคือช่องทางหนึ่งในการสื่อสารระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ที่จะเสริมสร้างความเข้าใจกันยิ่งขึ้น และภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการตรวจสอบที่รัดกุม เพื่อรับรองความปลอดภัยทางอาหารและสุขภาพให้กับประชาชน

ดังนั้นเมื่อมีการติดฉลากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ก็จะทำให้เราสามารถรับรู้ข้อมูลว่าสัตว์มีสภาพการเป็นอยู่อย่างไร ที่สำคัญคือกินอาหารและยา รวมถึงเชื่อมโยงกับการทำลายป่า ก่อหมอกควันพิษแค่ไหน เพื่อประกอบการตัดสินใจทุกครั้งก่อนซื้อสู่ทางเลือกการกินอาหารที่ปลอดภัย  


คุณรัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ - ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซประเทศไทย
“ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเราบริโภคก็เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต ระบบนี้ทำให้เราถูกต้องขาดจากที่มาของอาหารและผู้ผลิตอย่างเกษตรกร ทำให้ไม่รู้เลยว่าอาหารที่กินมีที่มาอย่างไร อย่างเช่น ไก่อาจจะเชื่อมโยงกับการที่ทำให้ภูเขากลายเป็นหัวโล้น หรือใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะที่เกินความจำเป็นที่เราไม่อยากจะได้รับเข้าสู่ร่างกาย กระทั่งเบื้องหลังการเลี้ยงสัตว์ที่ทารุณ  ซึ่งเป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่เรามี เพื่อจะรับรู้ว่าอาหารที่ซื้อมาว่ามีข้อมูลอย่างไร”


ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี - ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.)
“เรามีมีแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 และกรรมการให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มีกฎหมายที่ทยอยออกมา ประเด็นคือจะบังคับใช้กฎหมายได้จริงแค่ไหน เช่น ตั้งแต่ปี 2558  การใช้ปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเติบโตในเนื้อสัตว์ผิดกฎหมาย และล่าสุดห้ามใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนหนึ่งเพื่อป้องกันโรค เพราะฉะนั้นผู้บริโภคต้องเข้ามามีส่วนร่วมกันในการสะท้อน ผู้บริโภคก็มีสิทธิเรียกร้องที่จะบอกว่าควรจะมีฉลากที่ชัดเจนว่า ไก่ของซูเปอร์มาร์เก็ตนี้มาจากฟาร์มที่ใช้หรือไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ”

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments