728 x 90

Lazy Economy ตลาดคนขี้เกียจมาแรง

img

Lazy Economy เป็นเทรนด์เศรษฐกิจใหม่ที่น่าจับตามอง จากปัจจัยคนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย ลดภาระในการทำงานเล็กน้อยแลกกับเวลา ซึ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคอาหาร งานบ้าน การดูแลตัวเอง ตลอดจนอุปกรณ์ไอที ซึ่งพบว่ามี 5 ธุรกิจที่มาแรงในไทย

ความขี้เกียจเกิดจากอะไร
อาจไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัย เพราะมีนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าความขี้เกียจอาจเป็นผลมาจากยีนชนิดหนึ่งที่ทำให้ตัวรับโดพามีน (สารแห่งความสุขที่สมองหลั่งออกมา) ลดน้อยลง เมื่อมีการทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุข อย่างเช่น ทานอาหาร ออกกำลัง เป็นต้น ซึ่งเมื่อไม่ค่อยทำกิจกรรมเหล่านี้ สารโดพามีนก็จะหลั่งออกมาน้อยลง ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่อยากจะทำอะไรหรือขี้เกียจมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการวิจัยระดับความขี้เกียจนเกิดเป็นระดับที่เรียกได้ว่า Couch Potato เป็นความขี้เกียจในระดับที่คนใช้เวลาในแต่ละวันส่วนใหญ่ไปกับการนั่งๆ นอนๆ ดูทีวี หรือไม่ทำอะไรเลย

อย่างไรก็ตามยังพบว่าความขี้เกียจยังมีปัจจัยหลายประการ ไม่เพียงแต่ระบบในร่างกายเท่านั้น แต่สภาพแวดล้อม การคมนาคม หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทำให้มนุษย์มีความต้องการความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยเช่นกัน จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Stanford ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความขี้เกียจโดยใช้เกณฑ์ในการเดินเป็นตัววัดค่า พบว่า อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ขี้เกียจเดินมากท่ีสุด เฉลี่ยอยู่ที่ 3,513 ก้าวต่อวัน ส่วนไทย รั้งอันดับ 31 จาก 46 ประเทศทั่วโลก เฉลี่ยอยู่ที่ 4,764 ก้าวต่อวัน


เทรนด์ธุรกิจจากความขี้เกียจทั่วโลก
ความขี้เกียจของผู้บริโภคในปัจจุบัน กำลังเป็นกระแสใหม่ที่น่าจับตามองก่อให้เกิดเศรษฐกิจที่เรียกว่า Lazy Economy หรือเศรษฐกิจขี้เกียจ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ช่วยเก็บเวลาหรือเก็บแรงไว้ไปทำอย่างอื่นที่ต้องทำมากกว่า โดยยินดีที่จะจ่ายเงินหากสินค้าหรือบริการนั้นช่วยทำให้รู้สึกว่าได้รับความสะดวกสบายมากกว่าเดิม ทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการและแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงปี 2561 Taobao (เถาเป่า) ผู้ดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในจีน ได้เก็บข้อมูลแนวโน้มผู้บริโภคของผู้ใช้บริการ พบว่าคนจีนรุ่นใหม่ที่เกิดหลังปี 2538 มีการใช้จ่ายไปกับอุปกรณ์หรือสินค้าที่ช่วยเรื่องความสะดวกสบายสูงถึง 70% มูลค่ากว่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในหมวดอาหารพร้อมรับประทาน เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อุปกรณ์ดิจิทัล และเครื่องสำอาง ซึ่งความต้องการที่เพิ่มขึ้นของคนขี้เกียจ ส่งผลให้สินค้าและบริการต้องปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อรองรับความต้องการ

ขณะเดียวกันก็เริ่มมีกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพในหลายประเทศ หันมาเน้นทำการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายนี้  โดยเฉพาะธุรกิจประเภท Food Delivery เนื่องจากผู้คนยังคงต้องการอาหารที่มีคุณภาพ รสชาติดี แต่ไม่ต้องการเสียเวลารอคิวหรือเดินทาง ตัวอย่างเช่น IBM คิดค้นโดรนส่งกาแฟเมื่อตรวจพบว่าคุณกำลังรู้สึกเหนื่อย Walmart ริเริ่มการอาหารส่งเข้าตู้เย็นเมื่อคุณออกไปข้างนอก และ Gojek มีบริการส่งน้ำมันให้คุณเติมน้ำมันรถได้ทุกที่

ยังมีธุรกิจหรือบริการรูปแบบ อื่นๆ เช่น Stitch Fix เว็บไซต์ที่ช่วยเลือกเสื้อผ้า โดยมีสไตลิสต์ทำการคัดสรรสินค้าจัดลงกล่องส่งถึงบ้านให้เลือก ชอบก็ชอป ควักเงินจ่าย ไม่ชอบก็สามารถจัดส่งคืนได้โดยไม่เสียค่าส่ง Blue Apron บริการจัดส่งวัตถุดิบปรุงอาหารพร้อมวิธีการทำที่ตั้งโจทย์จากผู้ที่ขี้เกียจทำอาหาร เนื่องจากไม่มีเวลาไปซื้อของ ซึ่งจะบรรจุวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่จัดเตรียมโดยเชฟมืออาหารลงกล่องพร้อมปรุง แนบการ์ดสูตรอาหารและขั้นตอนการปรุงอย่างละเอียด รวมถึง Y-Brush 10-Second Toothbrush เครื่องช่วยแปรงฟันให้เสร็จภายใน 10 วินาที ซึ่งสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้มากกว่าแปรงทั่วไปถึง 15% เป็นต้น


เผยคนไทยขี้เกียจออกกำลังกายมากสุด
เมื่อมองเข้ามาในไทย ล่าสุดมีการเปิดผลวิจัย Lazy consumer เจาะลึก อินไซต์พิชิตใจคนขี้เกียจ โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) พบว่า การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่ในไทยขี้เกียจมากที่สุด สูงถึง 84% รองลงมาอันดับ 2 รอคิวซื้อของ 81% ตามมาด้วยอันดับ 3 ทำความสะอาดบ้าน 77% อันดับ 4 อ่านหนังสือ และ อันดับ 5 ทำอาหาร 70% โดยผลวิจัยมาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,200 คน ในกลุ่ม Gen Z, Gen Y, Gen X และ  Baby Boomers

ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร  หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่าจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการความสะดวกสบายขั้นสุด ยังทำให้เกิดธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เช่น ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจจองคิว บริการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ สินค้าประเภทอาหารพร้อมรับประทาน เป็นต้น

โอกาสทางธุรกิจในยุคคนขี้เกียจครองเมือง
เมื่อทำการวิเคราะห์เชิงลึกของพฤติกรรมที่คนขี้เกียจที่สุด 5 อันดับแรก สามารถแยกออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้แก่ 1. กลุ่มมนุษย์อยากดูดีแต่ไม่มีแรงหรือการขี้เกียจออกกำลังกาย ซึ่งคนไทยมีพฤติกรรมดังกล่าวประมาณ 55 ล้านคนจากจำนวนประชากร 66.41 ล้านคน 2. มนุษย์ชอบช็อป แต่ไม่ชอบรอหรือขี้เกียจรอคิวซื้อของ ประมาณ 53 ล้านคน 3. มนุษย์บ้านรกสกปรกค่อยทำ ราว 50 ล้านคน 4. มนุษย์ไม่ชอบอ่านแค่ผ่านๆ ก็พอหรือขี้เกียจอ่านหนังสือ น่าจะมีกว่า 46 ล้านคน และ 5. มนุษย์ชอบกินแต่ไม่อินทำอาหารหรือขี้เกียจทำอาหาร มีมากถึง 45 ล้านคน โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่มีเวลา รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีแรงจูงใจ และทำไม่เป็น

คุณฝนทิพย์ กิตติประเสริฐแสง หัวหน้าทีมงานวิจัยการทำการตลาด  Lazy consumer เจาะลึกอินไซต์พิชิตใจคนขี้เกียจ  กล่าวว่า เคล็ดลับการทำการตลาดในยุคที่คนขี้เกียจครองเมืองนั้น เจ้าของสินค้าและบริการจะต้องมีการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า SLOTH โดยกลยุทธ์ประกอบด้วย  Speed คือต้องมีความรวดเร็ว และต้องไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเสียเวลา, Lean กระชับ ตัดท่อนขั้นตอนที่ยุ่งยากออก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน, Enjoy ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุก และเกิดแรงจูงใจในการใช้สินค้าและบริการ Convenient สินค้าหรือบริการต้องมี ความสะดวก ช่วยให้ชีวิตนั้นง่ายมากขึ้น และสุดท้ายคือ Happy ความสุข จากความต้องการที่ถูกเติมเต็มและปัญหาได้ถูกแก้ไขด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ทั้งนี้ ไม่ว่าลูกค้าจะมีพฤติกรรมอย่างไร เมื่อไรที่ผู้บริโภคมีความสุข  ก็จะส่งผลที่ดีให้กับยอดขายและสร้างความจงรักภักดีให้กับแบรนด์สินค้าได้


5 ธุรกิจเอาใจคนขี้เกียจที่มาแรง
นอกจากนี้ยังพบว่ามี 5 ธุรกิจและบริการที่กำลังมาแรงที่สุดในไทย และคาดว่าในอนาคตจะสามารถครองใจตลาดคนขี้เกียจได้ดี คือ 1. ธุรกิจที่ทำแทนได้ อาทิ ทำบริการความสะอาดบ้าน บริหารสั่งอาหาร บริการซื้อของแทน รับจ้างต่อคิว 2. ธุรกิจที่ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องจับ ไม่ต้องถือ อาทิ สินค้าประเภท Automation และ Hand Free 3. ธุรกิจที่พร้อมใช้งานทันที เช่น สินค้าประเภทพร้อมกิน พร้อมดื่ม 4. ธุรกิจร่วมมือ ร่วมใจ เช่น community ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในรูปแบบออนไลน์ 5. ธุรกิจที่เน้นการฟัง เช่น Podcast content หรือ VDO content  

อย่างไรก็ตามธุรกิจและบริการเหล่านี้ในอนาคตคาดว่าจะได้รับความนิยมและตอบสนองความต้องการตลาดกลุ่มคนขี้เกียจได้เป็นอย่างดี หากสตาร์ทอัพที่กำลังมองหาแนวทางทำธุรกิจอาจจะหันมาศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมตลาดคนขี้เกียจและนำไปต่อยอดได้ในอนาคต  


ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร - หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) 
“ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะในเรื่องของการประหยัดแรงงานและเวลา จนมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่สังคมของความเคยชิน หรือที่เรียกว่าความขี้เกียจ และเศรษฐกิจขี้เกียจ Lazy Economy ซึ่งเกิดจากความต้องการความสะดวกสบายในชีวิต โดยที่ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินหากสินค้าหรือบริการที่ช่วยทำให้รู้สึกว่าได้รับความสะดวกสบายมากกว่าเดิม”

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments