728 x 90

การท่องเที่ยวนิยามใหม่ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” คาดปี 2030 จะมีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์

img

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เผยรายงาน โอกาสและความท้าทายการท่องเที่ยวนิยามใหม่แบบเศรษฐกิจสีน้ำเงินโดยระบุว่า นับวันการใช้ประโยชน์ทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งทางตรง และทางอ้อม ยิ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทะเลและชายฝั่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วยิ่งเป็นตัวเร่งการทำลายระบบสมุทรนิเวศ

ซึ่งเศรษฐกิจสีน้ำเงิน คือการเป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน ซึ่งการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจทวีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในแง่ของการนำมาใช้โดยตรงและโดยอ้อม และเป็นวาระที่องค์การระหว่างประเทศและภาคีเครือข่ายนานาชาติ อาทิ องค์การสหประชาชาติ (UN) ธนาคารโลก กลุ่มประเทศ OECD และพันธมิตรเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลในเอเชียตะวันออก (PEMSEA) ต่างหยิบยกหัวข้อนี้เป็นวาระสำคัญทางนโยบาย

จากข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่าในปี ..2030 มูลค่าของเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ล้านตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาส และความท้าทาย

จึงมีการหยิบยกแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีน้ำเงินขึ้นหารือบนเวทีระดับโลก เพื่อหาแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อันเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน


สำหรับในประเทศไทย รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว ระบุว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีน้ำเงินไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทั้งหมด เนื่องจากแนวคิดนี้มีความคล้ายคลึงกับแนวทางเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ที่มีการปรับกลยุทธ์การขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วยการผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจสีเขียวจึงอาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจสีน้ำเงินเป็นการพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจให้คำนึงถึงการใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือระบบนิเวศทางทะเลให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณแนวชายฝั่งเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าสูง ถูกตักตวงทรัพยากรจนเสื่อมโทรม ท่ามกลางเศรษฐกิจประเทศที่ถดถอย การท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์สุดท้าย เป็นความหวังในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน หรือการเปิดซิงอันซีนสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ จำเป็นต้องมีมาตรการดูแลระบบนิเวศอย่างยิ่งยวด 

รศ.ดร.นิรมล จึงชวนตั้งคำถามความหมายของการท่องเที่ยวในนิยามใหม่ ที่มองลึกไปถึงทรัพยากรการท่องเที่ยว เพราะทุกทรัพยากรล้วนมีที่มาที่ไป กับการท่องเที่ยวแบบเศรษฐกิจสีน้ำเงินจากฐานโครงการวิจัยศึกษาแนวโน้มของการพัฒนาจังหวัดชายฝั่งทะเลของไทยเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงินโดยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยอาศัยการสังเคราะห์เอกสาร รายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีน้ำเงิน การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจ/กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของ 24 จังหวัดชายฝั่งทะเลของไทย 

ซึ่งแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศไทย มีภาคการท่องเที่ยวและภาคการประมงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยมีจังหวัดปัตตานี สุราษฎร์ธานี ตรัง ระนอง สมุทรสาคร ตราด และจันทบุรี เป็นจังหวัดที่มีการพึ่งพิงทรัพยากรประมงมากเป็นอันดับต้นๆ ขณะที่การจัดลำดับจังหวัดที่สามารถสร้างรายได้จากผู้มาเยี่ยมเยือนจากมากไปหาน้อยไล่เรียงไปตามลำดับ พบว่ามากที่สุดคือ จังหวัดภูเก็ต รองลงมาเป็นชลบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา ตราด และพังงา


จากการศึกษาเชิงลึกจากชุมชน และองค์กรรัฐในพื้นที่ พบว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีน้ำเงินยังไม่เป็นที่รู้จัก การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินมีอุปสรรคที่สำคัญคือ ปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การขาดการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน และการทำงานอย่างบูรณาการจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกันการพัฒนาจังหวัดไปสู่ทิศทางเศรษฐกิจสีน้ำเงิน จะต้องมาจากการเห็นพ้องร่วมกันของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสังคม ภาคธุรกิจ และภาคชุมชน เช่น การจัดระเบียบด้านการท่องเที่ยว และการสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรทางทะเล ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของชาวบ้าน และธุรกิจบนเกาะ เจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจตราพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เป็นต้น

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายนั้น นอกจากการทำฐานข้อมูลที่มีความละเอียด และเป็นระบบในระดับพื้นที่เพื่อใช้ในการติดตาม ประเมินสภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ระบุให้มีระบบเศรษฐศาสตร์และเครื่องมือทางการคลังที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน จึงเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างเช่น การจัดเก็บภาษีการท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก เพื่อนำรายได้มาใช้ในการจัดการ และบำรุงรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติในพื้นที่ท่องเที่ยว และมีการชดเชยความเดือดร้อนด้วยการยกเว้นการจัดเก็บภาษีท่องเที่ยวสำหรับโรงแรมขนาดเล็ก และการท่องเที่ยวชุมชน รวมทั้งการปรับค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มีความเปราะบางจากการเข้าไปรบกวนของนักท่องเที่ยว


การจัดเก็บภาษีมลพิษทางน้ำจืดและน้ำทะเลเนื่องจากปัจจุบันการควบคุมมลพิษทางน้ำของไทยใช้กฎหมายควบคุมโรงงานและสถานประกอบการต่างๆ ซึ่งไม่ส่งเสริมให้เกิดความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียให้ดีมากยิ่งขึ้น จึงควรมีการจัดเก็บภาษีมลพิษทางน้ำ โดยจัดเก็บเป็นอัตราต่อปริมาณมลพิษในน้ำที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

รวมทั้งการจัดเก็บภาษีถุงพลาสติกหูหิ้วซึ่งปัจจุบันมีการใช้นโยบายนี้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงการลดการใช้ถุงพลาสติกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสร้างรายได้ให้กับรัฐเพื่อนำไปใช้ในกิจการด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

โดย รศ.ดร.นิรมล ระบุว่า มาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจัดทำขึ้นควบคู่ไปกับส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารทรัพยากรชายฝั่งมากขึ้น การให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีด้านสิ่งแวดล้อม และภาษีท่องเที่ยว เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลในรูปแบบของการอนุรักษ์ร่วมเรียนรู้กับวิถีชุมชน หรือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยชุมชนสามารถรวมกลุ่มกันจัดทำเป็นโฮมสเตย์ ซึ่งเมื่อเกิดการพึ่งพาทรัพยากรทางทะเลเพื่อการท่องเที่ยวแล้ว ชุมชนก็จะเกิดความหวงแหน และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อให้สามารถทำธุรกิจท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments