728 x 90

เผยแนวทางแก้วิกฤตขยะไทย 4 ข้อ ที่นายกรัฐมนตรีเห็นด้วย

img

วิกฤตขยะได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่กำลังได้รับการกล่าวถึงในวงกว้างมากขึ้น โดยพบว่าปัจจุบันคนไทยสร้างขยะเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจ หากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ยังคงดำเนินต่อไป ทุกภาคส่วนทั้งผู้ที่ก่อให้เกิดขยะ ผู้จัดเก็บขยะ ผู้คัดแยกขยะ และผู้รีไซเคิล จึงได้ร่วมกันระดมสมองหาแนวทางการจัดการปัญหาขยะ

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล รองประธานกรรมการบริษัท เอสซีจี ได้หยิบยกประเด็นขยะที่เกี่ยวข้องกับทุกมิติของชีวิตขึ้น โดยกล่าวภายในการประชุม SD Symposium 10 Years: Collaboration for Action ว่า สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นวิกฤตของประเทศ เห็นได้จากจำนวนขยะปี 2561 ที่มีกว่า 28 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 2 จากปี 2560 ทำให้เกิดทั้งปัญหาขยะล้นเมืองที่ขาดการจัดการอย่างเหมาะสม ขยะอุดตัน ขยะในแม่น้ำลำคลองไหลสู่ทะเล อีกทั้งสถานที่กำจัดขยะที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมก็มีไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งคนและสัตว์ รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศมากกว่าร้อยละ 20  จึงนับเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมแก้ไขปัญหา


จากการประชุม SD Symposium 10 Years: Collaboration for Action นี้ ได้สรุปเป็นแนวทางนำเสนอ 4 ข้อ เพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรีฯ เร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ได้แก่ 1. ยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานรองรับการบริหารจัดการขยะ โดยหน่วยงานภาครัฐควรสนับสนุนให้เกิดระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน และจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้การบริหารจัดการขยะแบบคัดแยกแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดเก็บ คัดแยก และนำกลับไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะขยะตามแหล่งชุมชนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ทั้งแม่น้ำลำคลองและชายทะเล ซึ่งเป็นแหล่งที่ขยะถูกทิ้งลงน้ำ รวมถึงการเปลี่ยนเป็นพลังงาน หากไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างเหมาะสม

2. ผลักดันให้ภาคธุรกิจผลิตสินค้าที่เอื้อต่อการรีไซเคิล และมีส่วนรับผิดชอบจัดการซากสินค้าเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน โดยกำหนดมาตรฐานการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงขยะที่จะเกิดขึ้นหลังการใช้งาน ให้สามารถนำมาหมุนเวียนและเพิ่มมูลค่าได้ และสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมให้มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลในปริมาณที่เหมาะสม ด้วยการกำหนดเป็นนโยบายการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานของส่วนราชการและภาครัฐ

3. รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ประชาชนลดการสร้างขยะและเพิ่มการรีไซเคิล โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เริ่มจากครอบครัวต้องปลูกฝังลูกหลาน โรงเรียนต้องบรรจุแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหลักสูตรภาคบังคับในทุกระดับชั้น ส่วนภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า การคัดแยกขยะเปียกและขยะที่รีไซเคิลได้ และการไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง

และ 4. การบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษที่มีอยู่อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดการขยะเปียกในครัวเรือนให้มีประสิทธิภาพ กำหนดวันจัดเก็บขยะตามประเภท ห้ามทิ้งขยะลงแหล่งน้ำ ดูแลบ่อทิ้งขยะใกล้แหล่งน้ำเพื่อป้องกันการรั่วไหลสู่ทะเล อีกทั้งต้องมีการบังคับใช้กฎหมายมาตรฐานฉลากผลิตภัณฑ์ ให้ผู้ผลิตแจ้งข้อมูลวิธีการรีไซเคิลผลิตภัณฑ์หลังใช้งานตามประเภทของวัสดุ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน และภาครัฐต้องบังคับใช้กฎหมายห้ามทิ้ขยะลงแหล่งน้ำอย่างเคร่งครัด จับจริง ลงโทษจริง


“หากข้อเสนอได้รับการพิจารณาและดำเนินการต่อไป เชื่อมั่นว่าวิกฤตขยะจะลดน้อยลง ลูกหลานของเราจะมีโลกจะน่าอยู่ขึ้น เพราะเราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นร่วมกัน” ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวในตอนท้าย

ภายหลังจากการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะในไทยทั้ง 4 ข้อต่อนายกรัฐมนตรี และได้มีการตอบรับข้อเสนอดังกล่าว ทั้งยังระบุว่า ที่ผ่านมาภาครัฐจึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา เพื่อผลักดันการดำเนินการบริหารจัดการขยะ เช่น การจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (พ.ศ.2559-2564), การจัดทำ (ร่าง) โรดแมปการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ พ.ศ.2561-2579 ซึ่งทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เห็นผลจริงภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วนต่อไป  

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นความพยายามของทุกภาคส่วนร่วมระดมสมองแก้ไขปัญหา โดยภาครัฐจะทำหน้าที่หลักในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ ควบคู่การการส่งเสริมพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตรวมทั้งการพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ผสมผสานนวัตกรรม และภาคประชาชนต้องปรับพฤติกรรม สร้างขยะให้น้อยลง และคัดแยกขยะ ส่วนการเก็บขยะ ไม่เทรวม ไม่ทิ้งรวม ต้องแยก โดยมอบให้กระทรวงมหาดไทยไปแก้ปัญหาตรงนี้

“ผมในฐานะผู้นำภาครัฐ จะนำสิ่งที่ทุกท่านได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมความคิด ไปส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปรับใช้ ตลอดจนสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อร่วมกันผลักดันสู่การลงมือปฏิบัติจริงให้ได้ต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าวสรุป

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments