728 x 90

วิกฤติป่าไม้ไทย ผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ

img

พื้นที่ผืนป่าในไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเหลือเพียง 102.17 ล้านไร่ โดยภาคเหนือเหลือป่ามากที่สุด ขณะที่ตัวเลขงบผู้พิทักษ์ป่า มีแค่ 61 บาทต่อ 625 ไร่ ด้าน สคช. ผุดยุทธศาสตร์ชาติชุบคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น หวังไทยเป็นที่หนึ่งในอาเซียนใน 20 ปี

จับชีพจรป่าไม้ไทย
จากการแปลภาพถ่ายดาวเทียม พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยปี 2559 โดยกรมป่าไม้ พบว่าปัจจุบันมีพื้นที่ป่าไม้ ร้อยละ 31.58 ของพื้นที่ประเทศไทย หรือเท่ากับ 102.17 ล้านไร่ คิดเป็น 163,479.69 ตารางกิโลเมตร ลดลงจากปี 2558 ร้อยละ 0.02 หรือประมาณ 65,500 ไร่ และจากสถิติพื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยจากปี 2557-2559 ที่ผ่านมา พื้นที่ป่าลดลงร้อยละ 0.02 ทุกปี

เมื่อดูปริมาณป่าแยกเป็นรายภูมิภาคพบว่า ภาคเหนือ มีพื้นที่ป่ามากที่สุดร้อยละ 64.37 ของพื้นที่ในภูมิภาค รองลงมาคือภาคตะวันตก ร้อยละ 59.03, ภาคใต้ ร้อยละ 24, ภาค   ตะวันออก ร้อยละ 21.84, ภาคกลาง ร้อยละ 21.09 และภาคที่มีพื้นที่ป่าเหลือน้อยที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 14.93 โดยภูมิภาคที่มีอัตราการลดลงของพื้นที่ป่าไม้รุนแรงที่สุดคือภาคตะวันออก ร้อยละ 36.38 ของพื้นที่ป่าที่เคยมีจากปี 2504 รองลงมาคือ ภาคใต้ มีพื้นที่ป่าหายไปถึงร้อยละ 34.82 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 27.68, ภาคตะวันตก ร้อยละ 24.45 ภาคกลาง ร้อยละ 23.01 และภาคเหนือ ร้อยละ 9.1
พื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย
ขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 443 แห่ง ครอบคลุม 66.3 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 20.68 ของพื้นที่ทั้งประเทศ โดยเป็นอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ เฉลี่ยแล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า 1 คน ต้องดูแลพื้นที่ป่าไม้ 2,083 ไร่ โดยในส่วนงบประมาณการรักษาป่าอนุรักษ์ขนาดเล็ก (ไม่เกิน 62,500 ไร่) เจ้าหน้าที่ 1 คน ต้องดูแลพื้นที่ 156 ไร่ ได้รับงบประมาณเพียง 104 บาทต่อไร่ และป่าอนุรักษ์ขนาดกลางและใหญ่ (62,500 ไร่-2.9 ล้านไร่) เจ้าหน้าที่ 1 คน ต้องดูแล 625 ไร่ ได้รับงบประมาณแค่ 61 บาท

เปิดผลตรวจสุขภาพป่าไม้ไทย
ตัวเลขที่บ่งบอกถึงจำนวนพื้นที่ป่าไม้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ได้ โดยปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยมีอัตราค่อนข้างคงที่ หรือลดลงเพียงเล็กน้อย จากข้อมูลสุขภาพป่า โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร พบว่าป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด (3 คะแนน) มี 4 กลุ่มป่า ได้แก่ กลุ่มป่าตะวันตก (ที่มีการเข้าไปล่าเสือดำ), กลุ่มป่าภูเขียวน้ำหนาว, กลุ่มป่าตะวันออก และกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ส่วนกลุ่มป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก (2 คะแนน) มี 13 กลุ่มป่า ได้แก่ กลุ่มป่าฮาลาบาลา, กลุ่มป่าแก่งกระจาน, ภูเมี่ยง-ภูทอง, ลุ่มน้ำปาย-สาละวิน, คลองแสง-เขาสก, ศรีลานนา-ขุนตาล, แม่ปิง-อมก๋อย, พนมดงรัก-ผาแต้ม, ภูพาน, เขาหลวง, เขาบรรทัด, ดอยภูคา-แม่ยม และชุมพร

การใช้ดัชนีแบบการประเมินสุขภาพป่าทำให้มองเห็นภาพรวม สามารถกำหนดรูปแบบในการจัดการไปในทางเดียวกัน และสามารถกำหนดมาตรฐานการจัดการขั้นพื้นฐานให้เป็นระบบเดียวกัน เป็นวิธีการศึกษาหรือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ให้มากขึ้นต่อไปในอนาคต ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าเป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ ร้อยละ 25 และพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ร้อยละ 15 ดังนั้นหากต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ตามเป้าหมายที่วาดหวังไว้จะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าอีก 26 ล้านไร่ 

คุณศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เผยว่า จากคดีเรื่องเสือดำ ทำให้ต้องกลับมามองว่าสุขภาพของป่าบ้านเราเป็นอย่างไร มีป่าใหญ่ให้สัตว์ป่าดำรงชีวิตอยู่พอไหม ดังนั้นพื้นที่ป่าต้องไม่แตกออกเป็นหย่อมๆ ต้องมีอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชื่อมโยงกัน ปีที่แล้วมูลนิธิสืบฯ ได้ร่วมกับนักวิชาการ ทำการศึกษาเพื่อประเมินกลุ่มป่าในประเทศไทย พบว่าพื้นที่ที่ใหญ่มากพอ มีกลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าเขาใหญ่ และแก่งกระจาย ส่วนสัตว์ป่าพบเยอะที่ภูเขียว เขาใหญ่ และป่าตะวันออก

อีกทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิสืบฯ ร่วมกับกรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขยายโมเดลการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เพื่อจัดการพื้นที่ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ฯ คือ 
1. เจ้าหน้าที่เดินสม่ำเสมอ 
2. เดินแล้วเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้วย เช่น เจอเสือดำไหม เจอสัตว์ป่าอะไรบ้าง วันนี้กรมฯ พยายามจะขยายผลไปสักครึ่งหนึ่งของพื้นที่ป่าทั่วประเทศ ต้องให้เกิดการลาดตระเวนเชิงคุณภาพทั่วประเทศจะเป็นการแก้ปัญหาสัตว์ป่าได้ถูกจุด โดยที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรต้องทำแบบนี้ทั่วทั้งป่าตะวันตกและทั่วประเทศ นี่คือเรื่องใหญ่ ก็ถือเอาโอกาสตรงนี้ในการลาดตระเวน เพิ่มประสิทธิภาพในหน่วยพิทักษ์ป่า การเพิ่มสวัสดิภาพและสวัสดิการ การเพิ่มองค์ความรู้ให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ที่สำคัญจะทำอย่างไรให้หัวหน้าเขตฯ เป็นแบบวิเชียรโมเดล

ดันไทยมีสิ่งแวดล้อมดีที่สุดในอาเซียน
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดในอาเซียน ภายในปี 2579 ให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งจะดำเนินการบนพื้นฐานการเติบโตร่วมกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต  ภายใต้กรอบแนวคิด 
1. การอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศเพื่อความยั่งยืนให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้อย่างสมดุล   
2. ฟื้นฟูและพัฒนาฐานรากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศบนเส้นทางสีเขียว และ 
3. บริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ไม่ให้เกินขีดความสามารถในการรองรับของธรรมชาติ และลดผลกระทบจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

โดยมี 6 ยุทธศาสตร์ 17 เป้าหมาย ได้แก่ 
ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว พัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตบนความสมดุลของฐานทรัพยากรธรรมชาติด้วยเศรษฐกิจฐานชีวภาพ เป้าหมายสู่ระดับคุณภาพชีวิตสูง กระทบสิ่งแวดล้อมต่ำ เน้นผลิตและบริโภคอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยเป้าหมาย
1.) เพิ่มมูลค่าของเศรษฐกิจฐานชีวภาพ อย่างเช่น สินค้าออร์แกนิก ไบโอ สารอินทรีย์ เป็นต้น จากปัจจุบันร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เป็นร้อยละ 10 ในอีก 20 ปี 

2.) อนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยลดอัตราการสูญเสียชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม 
3.) ฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศ 
4.) รักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ได้แก่ ป่าธรรมชาติ ร้อยละ 35 พื้นที่สวนป่าใช้ประโยชน์ ร้อยละ 15 และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจร้อยละ 5 ให้ปกคลุมพื้นที่ ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ และ 
5.) ส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เช่น สินค้าฉลากเขียว เป็นต้น จากเดิมร้อยละ 10 เพิ่มเป็นร้อยละ 30 ของการผลิตและบริโภคทั้งประเทศ

สร้างคุณภาพชีวิตดีได้ สิ่งแวดล้อมดีด้วย