728 x 90

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ คาดช่วยดันเศรษฐกิจไทยปี 2019 โตที่ 3% ส่วนปี 2020 อาจอยู่ที่ 2.7 - 3.2%

img

EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ เผย GDP ไทยไตรมาส 2/62 โตต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาส ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐช่วยดันเศรษฐกิจไทยปี 2019 โตที่ 3% ส่วนปี 2020 มีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อยที่ 3.2% แต่อาจชะลอเหลือโตเพียง 2.7% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสงครามการค้า

GDP ไตรมาส 2/2019 โตชะลอลงที่ 2.3%YOY ต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาส

ขณะที่การเติบโตเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล (%QOQ_sa) ขยายตัวที่ 0.6% โดยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 อยู่ที่ 2.6%YOY ใกล้เคียงกับประมาณการของอีไอซีที่เคยคาดไว้ที่ 2.5%YOY

ในด้านการใช้จ่าย (Expenditure Approach) เศรษฐกิจไทยมีแรงฉุดหลักจากภาคส่งออกและท่องเที่ยว โดยมูลค่าการส่งออกที่แท้จริงหดตัวมากถึง -5.8%YOY ส่วนการส่งออกบริการหดตัวมากถึง -7.0%YOY ตามการลดลงของรายรับบริการขนส่งและจำนวนนักท่องเที่ยว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังสามารถขยายตัวได้ดีต่อเนื่องที่ 4.4%YOY โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปีผ่านบัตรสวัสดิการที่มีเม็ดเงินกว่า 1.32 หมื่นล้านบาท

ด้านการผลิต (Production Approach) พบว่า ภาคเกษตรหดตัวที่ -1.1%YOY จากผลกระทบภัยแล้ง ขณะที่การผลิตอุตสาหกรรมลดลงเช่นกันที่ -0.2%YOY จากการผลิตสินค้าส่งออกที่ปรับตัวลดลงตามการหดตัวของภาคส่งออก ในส่วนของภาคการผลิตด้านอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะมีทิศทางชะลอลงจากไตรมาสแรก สะท้อนว่าเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มได้รับผลกระทบจากการหดตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ


มูลค่าการส่งออกเดือน ก.ค.2019 พลิกกลับมาขยายตัวในตลาด สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน
อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกในเดือน ก.ค. พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 4.3% ซึ่งการส่งออกไทยในหลายตลาดสำคัญพลิกกลับมาขยายตัว ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวที่ 9.8%YOY หลังหดตัวในเดือนก่อนหน้าที่ -2.1%YOY ด้านการส่งออกไปญี่ปุ่นขยายตัวสูงสุดในรอบ 9 เดือนที่ 8.0% ได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบ (11.5%YOY) ไก่แปรรูป (9.2%YOY) และคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (40.1%YOY) ขณะที่การส่งออกไปจีนที่ขยายตัวครั้งแรกในรอบ 9 เดือนที่ 6.2% ได้รับผลดีจากการส่งออกผลไม้สด-แช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง (117.3%YOY) รถยนต์และส่วนประกอบ (79.4%YOY) และยางพารา (13.4%YOY)

ซึ่ง อีไอซี เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์พบว่า การส่งออกผลไม้ไปจีนที่ขยายตัวในระดับสูง ประกอบกับราคายางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 11.0% ในช่วงเดือน ก.ค. ทำให้ภาพรวมการส่งออกดีกว่าคาด แต่ในช่วงต่อไปคาดว่ายังมีทิศทางซบเซาต่อเนื่อง เนื่องจาก
- สหรัฐฯ มีการประกาศเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนเพิ่มเติม ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 รอบ ในรอบแรกจะขึ้นภาษีในวันที่ 1 ก.ย. นี้ บนสินค้านำเข้ามูลค่าราว 1.04 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีกรอบมีกำหนดจะขึ้นภาษีวันที่ 15 ธ.ค. บนสินค้ามูลค่าราว 1.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่นำมาสู่การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งออกไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบจากการอยู่ในห่วงโซ่ผลิต แต่ในระยะต่อไปอาจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ
- เหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกง ที่อาจทำให้การส่งออกไทยไปฮ่องกงได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ รถยนต์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์และพลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง

อย่างไรก็ดี แม้การส่งออกในช่วงที่เหลือของปีจะมีทิศทางซบเซาต่อเนื่อง แต่อัตราการขยายตัว (แบบ %YOY) จะได้รับอานิสงค์จากปัจจัยฐานต่ำ ทำให้คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกจะปรับตัวดีขึ้น โดยมีแนวโน้มขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย


ภัยแล้งกระทบต่อผลผลิตข้าว โดยอาจมีความเสียหายสูงสุดประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท หรือราว 0.16% ของ GDP
สถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2019 ทำให้ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลดต่ำลงจนในหลายภาคมีระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย โดยผลผลิตเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือข้าว ซึ่งความเสียหายอาจสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท (ราว 0.16% ของ GDP) แต่หากมีฝนตกเพียงพอก็จะช่วยบรรเทาความเสียหายจากภัยแล้งให้น้อยลงได้

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2019
แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ ครม. ได้อนุมัติ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2019 จะมีเม็ดเงินกว่า 3 แสนล้านบาท แต่อีไอซีประเมินว่า ผลต่อเศรษฐกิจจะมีจำกัด เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นมาตรการด้านสินเชื่อ ซึ่งมาตรการประเภทเงินโอนที่ให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการให้เงินเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านโยบายประเภทสินเชื่อ soft loan ที่มีประมาณ 2 ใน 3 ของวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อตามมาตรการส่วนหนึ่งอาจจะเป็นสินเชื่อที่จะมีการจัดทำอยู่แล้วแม้ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับสินเชื่อที่ได้ไปอาจจะเป็นการ refinance ซึ่งทำให้เกิดการใช้จ่ายหรือลงทุนใหม่ในระดับต่ำ

นอกจากนี้ มาตรการสินเชื่อยังอาจมีข้อจำกัดจากนโยบายอื่น เช่น มาตรการ LTV ที่ทำให้มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอาจจะไม่มีประสิทธิผลเท่าที่ควร ขณะที่มาตรการที่อยู่ในรูปแบบเงินโอนนั้น มีแนวโน้มเพิ่มการใช้จ่ายใหม่ได้ดีกว่า เพราะเป็นการเพิ่มความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนโดยตรง ทั้งนี้อีไอซีประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตเพิ่มเติมได้อีก 0.3 percentage point 


อีไอซีปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2019 จากเดิมคาดขยายตัว 3.1% เหลือขยายตัว 3.0%
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากปัจจัยฐานต่ำเป็นหลัก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.6% ขณะที่ในระยะต่อไป คาดว่าจะยังมีทิศทางชะลอต่อเนื่องตามภาคส่งออกที่ยังเป็นปัจจัยกดดัน รวมถึงภาคเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มได้รับผลกระทบจากภาคส่งออก แต่หากพิจารณาด้านอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าในช่วงครึ่งหลังเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.4% ซึ่งสูงกว่าครึ่งปีแรกจากปัจจัยฐานต่ำของปีก่อนที่เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า

ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากประมาณการรอบล่าสุดของอีไอซีเมื่อเดือน ก.ค. ภาวะเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการทั้งด้านบวกและลบ ดังนี้
ปัจจัยลบ
- ผลกระทบภัยแล้งที่มีความรุนแรงมากกว่าที่คาด
- ภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวมากกว่าคาด ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ภาคส่งออกของไทยหดตัวเพิ่มเติมจากที่เคยคาดไว้ที่ -1.6% เป็น -2.0%
- ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและการแข็งค่าของเงินบาท
ปัจจัยบวก
- การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ลง 25 bps  ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ซึ่งอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนได้ส่วนหนึ่ง
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่มีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาสูงกว่าที่เคยคาด

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านบวกและลบข้างต้น อีไอซีประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 3.0% โดยจากปัจจัยลบจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 3% แต่เมื่อรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2019 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 3.0% ซึ่งปรับลดจากประมาณการเศรษฐกิจปี 2019 ที่ 3.1% 


เศรษฐกิจไทยปี 2020 มีแนวโน้มฟื้นตัวที่ 3.2% แต่อาจชะลอเหลือโตเพียง 2.7% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสงครามการค้า
ปี 2020 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อยตามการส่งออกที่คาดว่าจะพลิกกลับมาขยายตัว แม้ว่าการส่งออกยังได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้าต่อเนื่อง แต่ฐานที่ต่ำในปี 2019 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าการส่งออกกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในปี 2020

ทั้งนี้หากสินค้าจีนมูลค่ากว่า 2.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐโดนเก็บภาษีที่ 10% อีไอซีประเมินว่า มูลค่าการส่งออกในปี 2020 จะขยายตัวที่ 1.2% และ GDP จะขยายตัวได้ที่ 3.2% แต่หากภาวะสงครามการค้าปรับตัวแย่ลง โดยสหรัฐฯ มีการเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นบนสินค้านำเข้าจากจีน ก็อาจทำให้ GDP ไทยปี 2020 ชะลอลงมากเหลือโตเพียง 2.7%

อย่างไรก็ตาม อีไอซีคาดว่าในปี 2020 การลงทุนภาครัฐด้านการก่อสร้างมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีที่ประมาณ 10% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รถไฟทางคู่ มอร์เตอร์เวย์ และรถไฟความเร็วสูง ทั้งนี้การลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวต่อเนื่องจะเป็นผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2019 ของ กนง. ก็จะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในปีหน้าให้สามารถขยายตัวเร่งขึ้นมากกว่าปี 2019 เล็กน้อย ขณะที่ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะมีทิศทางขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากภาวะการจ้างงานและรายได้ของแรงงานมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากภาคส่งออกที่ซบเซาต่อเนื่อง รวมถึงเม็ดเงินจากการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปี 2019

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยปี 2020 ยังคงเป็นประเด็นเรื่องสงครามการค้า โดยปีหน้าจะเป็นช่วงที่สหรัฐฯ มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งนโยบายกำแพงภาษีที่มีต่อประเทศคู่ค้าหลัก น่าจะเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ในช่วงระหว่างหาเสียง นั่นหมายถึงความผันผวนจากสงครามการค้าน่าจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงปี 2020

ขณะที่ความเสี่ยงภายในประเทศ ยังคงเป็นเรื่องความสามารถในการบริหารของรัฐบาลที่การประสานผลประโยชน์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ประกอบกับการที่จำนวนที่นั่งในสภาของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านใกล้เคียงกันมาก ก็จะส่งผลถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอีกด้วย

ทั้งนี้ภาครัฐยังมีความสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ในปี 2020 โดยจากตัวเลขล่าสุดของการจัดทำงบประมาณปี 2020 ที่มีการนำเสนอ ครม. พบว่ามีรายจ่ายรวมที่ 3.2 ล้านล้านบาท คิดเป็นการขาดดุลงบประมาณ 4.69 แสนล้านบาท ซึ่งจากการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องพบว่าเพดานหนี้ในการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลของภาครัฐมีมากถึงราว 7.1 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่าภาครัฐยังมีความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกมาก ราว 2.4 แสนล้านบาท (ประมาณ 1.5% ของ GDP) โดยมาตรการที่อาจมีการจัดทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมสามารถแบ่งได้เป็น 5 หมวดสำคัญ ได้แก่ 1.มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 2.มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร 3.มาตรการช่วยเหลือ SMEs 4.มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และ 5.มาตรการด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งหากภาครัฐมีการจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปี 2020 ก็อาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments