728 x 90

รัฐดันไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก ในปี 63 เล็งออก Medical Visa สำหรับผู้ป่วยต่างชาติ

img

จากการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ครั้งที่ 2/2562 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุม พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับส่งเสริมนวัตกรรมและศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้ประเทศ

ซึ่งปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3.42 ล้านครั้ง สร้างรายได้เข้าประเทศ 28,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.02% อีกทั้งยังมีสถานบริการสุขภาพผ่านมาตรฐาน JCI มากที่สุดในอาเซียนจำนวน 68 แห่ง ส่งผลให้รัฐบาลกำหนดให้ในปี 2563 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก (Medical Hub) และติดอันดับ 1 ใน 10 การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

โดยจะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขับเคลื่อนการดำเนินงานเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านบริการรักษาพยาบาล บริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน โดยยกระดับ Home Stay ที่ได้มาตรฐานให้เป็น Healthy Home Stay เน้นความสะอาด ปลอดภัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพสูงไปวางจำหน่ายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป รวมทั้งเตรียมการรองรับการประกาศผลการพิจารณารับรองบริการนวดไทยเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ที่จะมีผลพิจารณาในเดือนธันวาคม 2562

นอกจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังระบุว่า ในที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบใน 3 หลักการ ดังนี้
1. ให้เพิ่มเติมสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เข้าในรายชื่อประเทศที่สามารถเข้ามารักษาในไทยได้ โดยไม่ต้องมีวีซ่า ระยะเวลา 90 วัน สำหรับผู้ป่วย และผู้ติดตามรวมไม่เกิน 4 คน รวมเป็น 13 ประเทศจากเดิมที่มี 11 ประเทศ คือ กลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ 6 ประเทศ กลุ่มประเทศ CLMV และสาธารณรัฐประชาชนจีน
2. ให้เพิ่มเติม 4 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี เบลเยียม สาธารณรัฐออสเตรีย และนิวซีแลนด์ เป็น 18 ประเทศ ที่สามารถขอวีซ่าแบบพำนักระยะยาว 10 ปี (Long stay visa) จากเดิมที่มี 14 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา สหรัฐอเมริกา
3. เพิ่มประเภทขอวีซ่าแบบใหม่เป็นประเภทรักษาพยาบาล (Medical Visa) Non - MT ชนิดใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (Multiple Entry) คราวละไม่เกิน 1 ปี เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยที่เข้ามารักษาพยาบาลในไทย โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในหลักการต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับการส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ได้ให้จัดทำฐานข้อมูลสถานพยาบาลในแต่ละบริการรักษาพยาบาล และบริการ Wellness ที่มีศักยภาพสูง และดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Magnet) ได้แก่ เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ สปาทางการแพทย์ การแพทย์ทางเลือก โรคหัวใจ กระดูกและกล้ามเนื้อ ทันตกรรม การรักษาผู้มีบุตรยาก โรคมะเร็ง ศัลยกรรม/ศัลยกรรมเสริมสวย/ผ่าตัดแปลงเพศ โรคตาต้อกระจก การแพทย์แม่นยำ รวมทั้งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพให้ไปวางจำหน่ายในต่างประเทศ กำหนดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพสูง และประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านช่องทางหลักไปยังกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาประเด็นการจัดตั้งทูตสาธารณสุข (Medical Attaché) เพื่อทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ เป็นตัวแทนประเทศไทยในการชี้แจงข้อมูลด้านสุขภาพรองรับนโยบาย Medical Hub ในประเทศเป้าหมาย 5 ประเทศ ซึ่งได้มอบให้ฝ่ายเลขาฯ หารือกับกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน กพ. และนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะผลัดเปลี่ยนกันจัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการ ฯ ทุกไตรมาส เพื่อขับเคลื่อนมาตรการสำคัญที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทย

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments