728 x 90

คมนาคม สั่งศึกษาไอเดียระบบสแกนใบหน้า หวังลดเวลาการเช็กอินให้เหลือ 45 วินาที

img

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียเข้าพบ และร่วมหารือว่า สายการบินไทยแอร์เอเชียได้นำเสนอการนำเอานวัตกรรม เช็กอินด้วยระบบจดจำใบหน้า (FACEs Recognition) มาใช้ในประเทศไทย เพื่อความสะดวกรวดเร็วของผู้โดยสาร พัฒนาการให้บริการ และลดระยะเวลาการเช็กอิน ซึ่งปัจจุบันระบบดังกล่าวมีการใช้อยู่ในประเทศมาเลเซีย

ซึ่ง นายถาวร เสนเนียม ระบุว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษารายละเอียดต่างๆ ในเรื่องดังกล่าว โดยมอบหมายให้นายสมเกียรติ มณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เป็นประธานฯ ในการพิจารณาถึงความเหมาะสม และรูปแบบในการดำเนินงาน รวมถึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกัน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และสายการบิน เนื่องจากเรื่องดังกล่าว เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล และความมั่นคง ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆ อย่างรอบคอบ

โดยกำหนดกรอบระยะเวลาให้ศึกษาแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม นี้ และหากยังไม่แล้วเสร็จให้สามารถขยายระเวลาได้ครั้งละ 15 วัน โดยในเบื้องต้นได้พิจารณาให้นำไปทดลองใช้กับ 4 สนามบินภายใต้การกำกับดูแลของ ทย. ประกอบด้วย ท่าอากาศยานนครพนม, น่าน, บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ซึ่งอาจจะเริ่มทดลองใช้ได้ก่อน 1 แห่งภายในปีนี้

ด้านนายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า เทคโนโลยีในระบบการจดจำใบหน้าในการเช็กอิน ยืนยันว่ามีความปลอดภัยในการยืนยันตัวตน และสามารถลดเวลาเช็กอินลงได้ครึ่งหนึ่ง จากเดิมการเช็กอินที่เคาท์เตอร์ต้องใช้เวลา 90 วินาที จะเหลือไม่เกิน 45 วินาที

ทั้งยังระบุว่า ศักยภาพท่าอากาศยานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้การเช็กอินของผู้โดยสารไม่สะดวก และมีความล่าช้า ซึ่งหากนำระบบการเช็กอินแบบจดจำใบหน้ามาใช้ จากเดิมที่ให้บริการเช็กอินที่เคาท์เตอร์ และตู้เช็กอินอัตโนมัติ จะทำให้ลดเวลาในการเช็กอินได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรอบระยะเวลาในการศึกษา 1 เดือน จะเป็นการศึกษาความรอบคอบ ว่ากระบวนการนี้สามารถทำได้หรือไม่ โดยเบื้องต้นได้หารือร่วมกับ ทย. รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการเก็บข้อมูลบุคคล และจะเริ่มใช้กับผู้โดยสารที่เดินทางภายในประเทศ ก่อนที่จะขยายไปยังผู้โดยสารระหว่างประเทศในอนาคต ส่วนวงเงินลงทุนจะต้องรอผลการศึกษาก่อน เนื่องจากแต่ละท่าอากาศยานใช้วงเงินลงทุนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาด และจำนวนผู้โดยสารด้วย

ทั้งนี้ระบบเช็กอินดังกล่าว มีการใช้แล้วในต่างประเทศ อาทิ ท่าอากาศยานชางงี สิงคโปร์, ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรส์ อังกฤษ และ ท่าอากาศยานบังกาลอร์ อินเดีย เป็นต้น

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments