Sunday, December 5, 2021
More

    อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษผู้กำกับ-นักแสดงจากภาพยนตร์สยองขวัญ “ร่างทรง”

    สัมภาษณ์พิเศษ ผู้กำกับ-นักแสดงจากภาพยนตร์สยองขวัญ “ร่างทรง” เรื่องราวการสืบทอดทายาทร่างทรง ที่กลับกลายเป็นการส่งต่อความตาย และท้าทายทุกความเชื่อที่เคยมีมา 


    เรียงจากซ้ายไปขวา / โบธนากร ชินกูล พิธีกร-ตัวแทนถามคำถาม / เอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมา / ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร / โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล

    กับผู้กำกับ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล, นา ฮง-จิน โปรดิวเซอร์ และ 2 นักแสดงนำ ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร, เอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมา 

    นา ฮง-จิน

    นา ฮง-จิน มาร่วมงานกับโต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ได้อย่างไร

    นา ฮง-จิน : เมื่อหลายปีก่อน ผมได้เจอกับผู้กำกับโต้ง ในงานอีเวนต์ที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ตอนอยู่ในงานเราได้พูดคุยกัน และรู้จักกัน มันเป็นความทรงจำที่ดีมาก ก่อนที่จะบินกลับเกาหลี 

    และระหว่างขั้นตอนที่ผมกำลังเขียนบท เตรียมผลงานหนัง และกำลังเริ่มจะผลิต ผมลองพิจารณาดูว่าจะให้ใครมากำกับเรื่องนี้ อะไรจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แล้วอยู่ ๆ ผมก็คิดถึงผู้กำกับโต้งขึ้นมา ก็เลยติดต่อให้มากำกับหนังเรื่องนี้ ต้องขอขอบคุณทางผู้กำกับโต้ง ที่ตอบตกลงกลับมา ก็เลยได้ร่วมงานกันในเรื่องร่างทรงครับ

    พอได้มาร่วมงานกันแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง 

    นา ฮง-จิน : ผลงานเรื่องนี้ เป็นการผลิตร่วมกันระหว่างผมกับผู้กำกับโต้ง ซึ่งมาช่วยกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย จริง ๆ ตัวผมเองก็ทำงานกำกับภาพยนตร์มาเหมือนกัน ผมเองก็ได้เรียนรู้มากขึ้น 

    ผมคิดว่าการที่ได้มาร่วมงานกับผู้กำกับที่มากความสามารถ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการทำงานของผมในเรื่องต่อไป ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากคุณโต้ง ยิ่งพอได้ดูฟุตเทจที่ผู้กำกับส่งมา มันทำให้หัวใจผมเต้นตึกตักตลอดเลยครับ สรุปคือเป็นช่วงเวลาที่นึกถึงแล้วมีแต่ความทรงจำดี ๆ

    การที่โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ได้มาร่วมงานกับคุณนา ฮง-จิน ผู้กำกับที่เราชื่นชอบ รู้สึกอย่างไรบ้าง 

    โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล : รู้สึกคุ้มค่ามากเลยครับ คุ้มตั้งแต่ยังไม่ได้ออกฉายด้วยซ้ำ เหมือนทุกอย่างที่เราได้ทำมากับเขา คือการเรียนรู้หมดเลย คือเขาละเอียดมากตั้งแต่สคริปต์ อย่างการคอมเมนต์บท 

    ถึงขั้นต้องแยกออกมาสามไฟล์ เพื่อพูดในคนละแง่มุมกัน ในแง่โครงสร้าง ความสยอง ปรัชญาของหนัง ถกกันขนาดนั้นเลย 

    ดีเทลมันเยอะมาก ยิ่งพอเริ่มถ่ายทำ แต่ละคำแนะนำของเขา มันเกินกว่าเราจะจินตนาการได้จริง ๆ แบบว่าไปสุดมาก ยิ่งทำให้เรานับถือเขามากขึ้น รู้เลยว่าทำไมเขาถึงไปได้ในระดับนั้น

    หนังเรื่อง “The Wailing” (เดอะ เวริ่ง) มีอิทธิพลต่อหนังเรื่องร่างทรงอย่างไรบ้าง ทั้ง 2 เรื่องมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร  

    นา ฮง-จิน : เริ่มแรกผมคิดว่าจะทำเป็นเหมือน Spin-off ของเรื่อง The Wailing ผมก็เลยนั่งคิดคนเดียว แล้วก็ปรึกษากับทีมเพื่อเขียนผลงานออกมา แม้ว่าสไตล์อาจจะต่างจากเรื่อง The Wailing 

    แต่คิดว่าเป็นผลงานที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันครับ แต่ว่าหลังจากส่งไม้ต่อให้ผู้กำกับโต้งไปแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงครับ ฉะนั้นเรื่องร่างทรง ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่อง The Wailing เลยครับ

    โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล : ผมว่า The Wailing มีอิทธิพลต่อหนังแน่ ๆ ครับ แต่ว่าตอนทำหนังร่างทรง เราไม่ได้คิดว่าจะสืบทอด หรือจะต่อยอดเป็นภาค 2 จากเรื่อง The Wailing แน่ ๆ  

    เพราะด้วยตัวเรื่องร่างทรง มันมีดราม่าของตัวมันเอง และด้วยความที่เรื่องราวเกิดขึ้นในประเทศไทย ผมว่ามันมีเอกลักษณ์ในแบบของเราแน่นอน ถึงแม้ความเชื่อมโยงบางอย่าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านต่างจังหวัดเล็ก ๆ และมีเรื่องร่างทรง ความเชื่อ มันคล้ายกันแบบนี้แหละครับ แต่สไตล์การถ่ายทำ ความเข้มข้นในอีกแบบนึง มันคนละรสชาติเลยครับ

    เรื่องร่างทรง คุณนา ฮง-จิน มีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน และมีส่วนร่วมในเรื่องใดบ้าง 

    นา ฮง-จิน : ผมก็พยายามจะซัพพอร์ตทางผู้กำกับโต้งให้ได้มากที่สุดครับ สิ่งที่ผู้กำกับต้องการที่จะทำ และเสนอมา ผมก็พร้อมจะช่วยเหลือในส่วนนั้น ส่วนใหญ่จะให้ทางผู้กำกับโต้งทำเองทั้งหมดครับ แต่ผมจะมีหน้าที่คอยดูแลแนวทาง และซัพพอร์ตเรื่องที่ยาก ๆ

    โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล คิดว่าจุดที่น่าสนใจของหนังร่างทรง ที่น่าจะแตกต่างจากหนังไทยในเรื่องอื่น ๆ ในแนวนี้คืออะไร 

    โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล : ผมว่าเป็นรสชาติที่ค่อนข้างแปลกใหม่ อย่างแรกคือมันไม่ใช่หนังผีที่เป็นคนตายแล้วกลับมาหลอก เป็นนิยามใหม่ของหนังสยองขวัญเหมือนกัน เราได้นำความเชื่อของคนอีสานที่ว่า ผีมีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ต้นไม้ ใบหญ้า สัตว์ หรือผู้คนมีหมดเลย 

    และมันเชื่อมโยงกับสิ่งที่เข้ามาอยู่ในตัวมิ้ง (รับบทโดย ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร) ว่ามันคืออะไรกันแน่ ความน่ากลัวของเรื่องนี้คือปริศนาอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ผีออกมาหลอกไปมา ผมว่าแค่อันนี้ก็เป็นมิติใหม่ที่ดึงดูด ให้ผมอยากทำเรื่องนี้

    นา ฮง-จิน คิดว่าหนังเรื่องนี้ แตกต่างจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ อย่างไรบ้าง 

    นา ฮง-จิน : หนังเรื่องนี้ผมวางแผนสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความเป็น International ทั่วโลก ไม่ใช่แค่เป็นหนังไทยหรือหนังเกาหลี และถ้าจะให้พูดถึงหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้มีขั้นตอนอะไรมากมาย 

    ความสำคัญอยู่ที่ตัวคนแสดงเลยครับ เป็นความรู้สึกเหมือนการไม่ใช้อุปกรณ์เสริมใด แต่สร้างทุกอย่างด้วยมือเปล่า เป็นหนังที่ให้ฟีลแบบนั้นครับ พอคิดถึงหนังเรื่องอื่น ๆ แนวนี้ 

    ก็ทำให้คิดว่าจะมีหนังเรื่องไหนที่ใส่ความเป็นอาร์ตได้เหมือนเรื่องนี้ไหมนะ เรื่องนี้ก็เหมือนผลงานชั้นยอดชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นที่น่าจดจำ เป็นหนังที่จะถูกพูดถึงในวงการหนังสยองขวัญต่อไปอย่างแน่นอน

    หลังจากเรื่องร่างทรง มีโปรเจกต์ไหนที่อยากทำ หรืออยากไปร่วมงานกับประเทศไหนอีกหรือไม่ 

    นา ฮง-จิน : ผมอยากไปถ่ายหนังในประเทศไทยครับ อยากจะลองสลับหน้าที่กันดู แล้วให้คุณโต้งมาช่วย Producing หนังให้สักครั้งหนึ่งครับ ถ้าได้ไปถ่ายทำหนังในประเทศไทย ก็คงจะดีมากเลยครับ

    นา ฮง-จิน คิดว่าหนังผีไทยกับเกาหลีแตกต่างกันอย่างไร 

    นา ฮง-จิน : สำหรับหนังสยองขวัญของเกาหลี หนังเรื่อง Tales of Two Sister ที่กำกับโดย คิมจีอุน น่าจะ 10 กว่าปีได้ ตลอดสิบปีที่ผ่านมา น่าจะยังไม่มีหนังสยองขวัญเรื่องไหนมาทำลายสถิติได้เลย 

    ในประเทศเกาหลีหนังแนวสยองขวัญไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่ ผมคิดว่าหนังสยองขวัญของไทย เป็นหนังที่มีคุณภาพเป็น
อันดับต้น ๆ เลยครับ ครั้งนี้ผมเองก็ได้ร่วมงานกับผู้กำกับ และทีมงานคนไทยด้วยตัวเอง

    และหนังสยองขวัญของไทยมีความเรียล สมคำร่ำลือ เลยน่าจะไปได้ไกลเป็นอันดับท็อป ๆ ในตลาดโลก และหากต้องเปรียบเทียบกันจริง ๆ หนังเกาหลีเองก็ต้องพยายามมากขึ้นไปอีกครับ

    โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล : ในมุมมองของผมคล้าย ๆ กับที่นา ฮง-จินบอก หนังผีเกาหลียุคหลัง ๆ น้อยลงนะครับในความรู้สึกของผม มันเหมือนมีทริลเลอร์เยอะกว่า หนังผีก็มีบ้าง แต่เรื่องที่มาถึงเราให้ได้ดูมันมีน้อย แต่ไทยหนังสยองขวัญก็มีอยู่บ้าง และหนังไทยแนวสยองขวัญก็มีถูกพูดถึงอยู่บ้างในนานาชาติ ผมรู้สึกว่ามันเป็นการผสมที่แปลกดีที่เขามาทำร่วมกันในครั้งนี้

    องค์ประกอบไหนของเรื่องร่างทรง ที่โดดเด่นที่สุดในมุมมองของคนทำหนังเกาหลีของนา ฮง-จิน 

    นา ฮง-จิน : ในโลกปัจจุบันที่เราอยู่ เป็นโลกที่เปี่ยมไปด้วยโชคชะตา ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น พวกเราเองก็ยังเชื่อในเทพเจ้าอยู่ครับ และในภาพยนตร์เรื่องร่างทรงก็เล่าย้อนไปถึงในครั้งสมัยก่อนว่าเทพคืออะไร ความเชื่อคืออะไร และพยายามจะเล่าเรื่องเหล่านั้นออกมา 

    ผมว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ คือความเสมือนจริงในการถ่ายทำ และเป็นเรื่องราวที่อยากจะนำมาเสนอมานานแล้ว เรื่องความเชื่อ เรื่องเทพ เรื่องผี เรื่องร่างทรง เป็นหนังที่ยังไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน มันเลยกลายเป็นจุดเด่น และความแปลกใหม่

    โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล : ผมว่าจุดเด่นคือสไตล์ที่เราเลือกด้วยแหละครับ การที่เราดีเทลมาก ๆ เรื่องการสืบทอดสายเลือดร่างทรง ซึ่งผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการสืบทอดเป็นครอบครัว และพอมีโครงเรื่องมาแบบนี้ ทำให้เราก็มาคิดเพิ่ม ได้ไปเจอนั่นเจอนี่ ก็เลยสนใจ

    การรับบท “มิ้ง” ของญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร

    ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร : ก่อนที่จะได้ไปถ่ายทำจริง ๆ เราทำการบ้านกับตัวละคร “มิ้ง” หนักมาก เป็นคาแรคเตอร์ที่ห่างไกลไปจากตัวตนของเราหลายเบอร์เลยค่ะ

    แต่เราไม่ได้มีความรู้สึกว่าท้อเลยนะคะ ในระหว่างถ่ายทำ คือด้วยร่างกายมันเหนื่อยอยู่แล้วค่ะ แต่พี่โต้ง เขาเก่งมาก ๆ ค่ะ ในการช่วยพูด ช่วยอธิบาย ให้เราสามารถเข้าใจตัวละครได้อย่างรวดเร็ว และแสดงได้แบบไม่เครียด หรือกดดันระหว่างถ่ายทำเลย

    การลดน้ำหนัก 10 กก. ในเวลา 1 เดือนของญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร

    ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร : ช่วงนั้นจะมีนักโภชนาการดูแลตลอด เราต้องตื่นมาชั่งน้ำหนักทุกเช้า-เย็น และวัดความดันในทุก ๆ วัน แล้วก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนอาหารให้เหมาะกับสภาพร่างกายของเรา 

    การรับบท “ป้านิ่ม” ของเอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมา

    เอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมา : เราเริ่มด้วยการเลือกก่อนว่าอยากได้ “ร่างทรง” ประมาณไหน เพราะถ้าไปเสิร์ชยูทูบดู จะเห็นร่างทรงหลากหลายรูปแบบมาก สุดท้ายก็คุยกับทีมงาน และเลือกวิธีของร่างทรงมา ก่อนโฟกัสไปกับการทำการบ้านของตัวละคร “ป้านิ่ม” และยังมีการนำประสบการณ์การเล่นละครเวทีมาปรับใช้ เพื่อให้เข้ากับบทบาทการแสดงที่พี่โต้งต้องการ

    ในมุมมองโต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล เบรนด์ความเป็นไทย และความเป็นเกาหลีอย่างไร 

    โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล : ผมว่ามีอะไรบางอย่างที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับขนบคนดูหนังไทยไปบ้าง ส่วนตัวผมไม่คิดเลยว่าจะเป็นหนังไทยหรือเกาหลี ผมคิดว่าเรากำลังสร้างบางอย่างที่เหมาะกับเรื่องนี้จริง ๆ 

    คือทุกอย่างที่เกิดในหนัง มันเกิดจากการที่เราปูเรื่องไว้หมดแล้ว ซึ่งมันอาจจะเป็นรายละเอียดที่นา ฮง-จิน บอกผมเองแหละ ว่าหนังเรื่องนี้ อยากให้คนดูค่อย ๆ ปะติดปะต่อด้วยตัวเอง 

    สิ่งที่เกิดในหนังเราบอกไว้หมดแล้ว เพียงแต่อาจจะไม่ได้
บอกตรง ๆ แต่เราต้องไปดูเองว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ บางรสชาติอย่างผมว่ามันเป็นความแปลกใหม่ของหนังไทยเหมือนกัน ซึ่งตัวผมเองตื่นเต้นที่จะได้ทำ และเป็นหนังที่ผมอยากให้ผู้ชมได้ดูในโรงภาพยนตร์ครับ

    ภาพยนตร์ร่างทรง 

    – 28 ตุลาคม 2564  

    – โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ