Monday, September 28, 2020
More

    ปฏิบัติการฟื้นคืนชีพหอยแครงคลองโคน เมื่อผู้เลี้ยงหอยอัปเลเวลเป็นนักวิจัย (ท้องถิ่น)

    หอยแครง ถือเป็นอาหารขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างของคลองโคน ซึ่งผู้คนไม่มากก็น้อยคงต้องเคยได้สัมผัสรสชาติกันมาบ้างแล้ว ด้วยชุมชนคลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ถือเป็นเมืองปลายน้ำที่ดีที่สุดอีกแห่งของไทย ตั้งอยู่ในบริเวณชายฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง มีลักษณะเป็นพื้นที่งอกชายฝั่งทะเล ประกอบกับเป็นบริเวณน้ำกร่อย หอยแครงจึงมีรสชาติหวาน เนื้อหนึบ ไม่มีรสเค็ม ตัวใหญ่ และเปลืองบาง

    หากแต่หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่มวลน้ำถูกระบายมา ยังแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำเสีย ได้กระทบกับพื้นที่เลี้ยงหอยแครงที่อยู่ห่างจากประมาณ 500 เมตร – 2 กิโลเมตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หอยแครงซึ่งเป็นสัตว์น้ำอยู่กับที่ก็ไม่สามารถว่ายน้ำหนีได้ ในที่สุดทำให้เกิดโรคระบาดจนทำให้ตายแบบยกฟาร์ม และหอยแครงที่เคยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ


    คุณวรเดช เขียวเจริญ ผู้นำชุมชนคลองโคน เล่าให้ฟังว่า หอยแครงปากแบนถือเป็นหอยประจำถิ่นของแม่น้ำแม่กลอง เป็นตัวดัชนีชี้วัดระบบนิเวศของคลองโคนได้เป็นอย่างดี เพราะจะเจริญเติบโตได้ดีในน้ำที่สะอาด แต่เดิมหอยแครงเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อพื้นที่เลี้ยงหอยได้รับผลกระทบจากน้ำจืดที่ไหลลงมามากๆ ประกอบกับรับน้ำเสีย และปัจจัยอื่นๆ อย่างปรากฏการณ์น้ำเบียดน้ำกัน ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของหอยแคลงคลองโคน

    จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นที่มาของโครงการศึกษาเพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคระบาดและการป้องกันการตายหมู่ (ยกฟาร์ม) ของหอยแครงตำบลคลองโคนโดยมีส่วนร่วมของชุมชน ในปี 2560-2562 ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ม.บูรพา

    ดร.ไพฑูรย์ มกกงไผ่ นักวิิทยาศาสตร์ จากสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ม.บูรพา เปิดเผยว่า โดยทั่วไปน้ำเสียไม่ได้ทำให้หอยแครงตายโดยตรง แต่เป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุให้เกิดการตาย แต่การค้นหาคำตอบของการตายยกฟาร์มของหอยแครงคลองโคน ต้องนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาช่วย เริ่มจากการให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบน้ำและดิน วิธีและช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเก็บตัวอย่าง เพื่อหาค่าความเค็มของน้ำและตรวจสอบน้ำและดิน ซึ่งทั้งหมดใช้เวลา 15 เดือน พร้อมกันนั้น ยังเจาะเลือดหอยแครงเพื่อตรวจหาปริมาณปรสิต

    ผลการตรวจสอบพบว่า การตายของหอยแครงโดยตรงมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในรอบวันที่แตกต่างกัน ปริมาณตะกอนสารแขวนลอยในน้ำทะเล และปริมาณไนโตรเจนสูงเกินปกติ รวมทั้งดินมีการสะสมของสารอินทรีย์ในปริมาณมาก ทำให้หอยแครงอ่อนแอและตายเป็นจำนวนมาก

    จากการทำวิจัยทำให้เกิดการตื่นตัวและหันมาร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือกลุ่มผู้เลี้ยงหอยแครงรู้จักที่จะเก็บข้อมูลและบันทึกตัวอย่างน้ำ ตัวอย่างดิน และปฏิทินผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงหอยแครง อีกทั้งยังกระตุ้นให้ภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ที่พักโฮมสเตย์ ต่างติดตั้งบ่อดักไขมันและบำบัดน้ำเสีย อบต.คลองโคนก็ยังกำหนดกติกาให้ร้านค้าผู้ประกอบการ รวมทั้งกรม ชลประทานยังได้ร่วมมือในการปล่อยน้ำเพื่อช่วยเจือจางสารอินทรีย์ที่ปะปนในน้ำ

    ภายหลังจากการขับเคลื่อนงานวิจัยโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน พบว่าเมื่อต้นปี 2562 หอยแครงเริ่มเกิดขึ้นตามธรรมชาติในแหล่งน้ำของชุมชนอีกครั้ง หลังหายไปนานกว่า 8 ปี ถือเป็นดัชนีชี้วัดให้เห็นว่าระบบนิเวศของชุมชนคลองโคนและพื้นที่ใกล้เคียงดีขึ้น จนเกิดเป็นแนวคิดต่อยอดสู่โครงการวิจัยระยะที่ 2 ขึ้นในโครงการการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน กรณีศึกษา : กลุ่มผู้เลี้ยงหอยแครง และสัตว์น้ำอื่นๆ และชาวประมงพื้นบ้าน ในพื้นที่ คลองด่าน จ.สมุทรปราการ คลองโคน จ.สมุทร-สงคราม บางตะบูน จ.เพชรบุรี และบ้านน้ำเชี่ยวและอ่าวมะขาม จ.ตราด เพื่อสร้างนวัตกรรมและทางเลือกใหม่ให้แก่กลุ่มผู้เลี้ยงหอยแครงสู่ช่องทางอาชีพใหม่

    ตัวอย่างหนึ่งคือการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงหอยแครงในบ่อปิด เช่นที่ฟาร์มของคุณวรเดช เขียวเจริญ และกลุ่มผู้เลี้ยงหอยแครงคลองโคน ซึ่งแต่เดิมการเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติต้องใช้เวลา 8 เดือน-1 ปี จึงจะได้ขนาดที่ต้องการ แต่ระบบบ่อปิดสามารถร่นเวลาลงเหลือ 6-8 เดือน นอกจากนั้นยังจะสามารถต่อ ยอดสู่อาชีพเพาะพันธุ์หอยแครง เพาะแพลงตอนเพื่อเป็นอาหารของหอยแครง และการขนส่งหอยแครง (โลจิส-ติกส์) ในอนาคต