Friday, October 23, 2020
More

    เผยอันดับแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อและเติบโตสูงสุดในกลุ่มสินค้า FMCG แห่งปี 2020

    Kantar บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาการตลาดระดับโลกจัดอันดับ “Thailand Brand Footprint 2020” แบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุดและเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มสินค้า FMCG ประเภทเครื่องดื่ม อาหาร นม สุขภาพและความงาม และดูแลบ้าน วิเคราะห์จาก 571 แบรนด์และครอบคลุมผู้บริโภคทั่วทั้งประเทศไทย

    5 แบรนด์ยืนหนึ่งที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด


    สำหรับ 5 แบรนด์สินค้ายืนหนึ่งที่สุดในประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มดังนี้

    – Dutch Mill 186 ล้านครั้งสูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทนม

    – Mama (มาม่า) 170 ล้านครั้งสูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร

    – Nescafé 139 ล้านครั้งสูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่ม

    – Colgate 128 ล้านครั้งสูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม

    – Hygiene 116 ล้านครั้งสูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทดูแลบ้าน

    5 แบรนด์ดาวรุ่งที่เติบโตสูงที่สุด

    สำหรับ 5 แบรนด์ดาวรุ่งที่มีอัตราเติบโตสูงสุดในประเทศไทยได้แก่

    – Wall’s 24 ล้านครั้ง สูงขึ้น 3.6 ล้านครั้งในกลุ่มสินค้าประเภทนม

    – Mitr Phol (มิตรผล) 53 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4.7 ล้านครั้งในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร

    – Singha Drinking Water (น้ำดื่มสิงห์) 39 ล้านครั้ง สูงขึ้น 9 ล้านครั้งในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่ม

    – Tepthai (เทพไทย) 10 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4.3 ล้านครั้งในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม

    – Pro (โปร) 28 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4 ล้านครั้งในกลุ่มสินค้าประเภทดูแลบ้าน

    แบรนด์ม้ามืดที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 10 ล้านครั้งเป็นครั้งแรก

    นอกจากนี้ยังพบว่า เป็นที่น่าจับตามองสำหรับ 2 แบรนด์ม้ามืดที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 10 ล้านครั้งเป็นครั้งแรกได้แก่

    – C-vitt 11 ล้านครั้ง สูงขึ้น 5.8 ล้านครั้งในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่ม

    – Tepthai (เทพไทย) 10 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4.3 ล้านครั้งในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม

    ด้าน ฮาวเวิร์ด ชาง กรรมการผู้จัดการ ประเทศไทยและมาเลเซีย Kantar (Worldpanel Division) กล่าวว่า ก่อนที่จะมีผลกระทบจาก COVID-19 การเติบโตของตลาด FMCG ในประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงรูปร่าง ‘L’ จากจุดสูงสุดในปี 2011 ตั้งแต่นั้นมาค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยมีอัตราการเติบโตอยู่ระหว่าง -0.4% และ 0.9%

    แม้การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจะต่ำ แต่ก็ยังมีแบรนด์ที่ยังคงชนะใจผู้บริโภคมากขึ้นในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ เรียนรู้จากความสำเร็จจะช่วยให้เราเข้าใจกุญแจสำคัญและต่อยอดจากแบรนด์เหล่านี้ โดยผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินสำหรับสินค้าพรีเมี่ยม หากสินค้านั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและมีคุณค่าสูงกว่าราคา ตลาดอาหารและเครื่องดื่มตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ โดยการเน้นย้ำในเรื่องของสุขภาพ คุณประโยชน์ทางโภชนาการ และรสชาติที่แปลกใหม่

    ขณะที่ ชีวานนท์ ปิยะพิทักษ์สกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประเทศไทยและมาเลเซีย Kantar (Worldpanel Division) เปิดเผยว่าแม้กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศไทยจะอ่อนแอลง จากอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และมาตรการ Movement Control ต่างๆที่ส่งผลทำให้เกิดการหยุดชะงักในหลายธุรกิจหากเรียนรู้จากวิกฤตทางการเงินครั้งก่อนๆจะแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมักจะมีวิธีการจัดการค่าใช้จ่ายของพวกเขาเสมอ

    คำถามคือสินค้าของแบรนด์ไหนมีความจำเป็นเมื่อวิกฤตเกิดขึ้น กลยุทธ์การตลาดต้องปรับตัวอย่างไรหากผู้บริโภคมี Price Sensitive มากขึ้น หาก Lifeline Journey ปัจจุบันคือการผสานระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ดังนั้นการสื่อสารแบบ Holistic จะมีความจำเป็นกว่าที่เคย ที่น่าจับตามองคือการแข่งขันของตลาด FMCG ในวันนี้และวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่ยากกว่าเดิม

    สุดท้ายแล้วแบรนด์ต้องไม่เพียงเข้าใจความต้องการผู้บริโภคแบบผิวเผิน แต่ต้องมองเข้าไปถึงแก่นแท้แบบเชิงลึก ต่อสิ่งที่พวกเขาคิด สิ่งที่พวกเขาซื้อ อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจไปบริโภคอีกแบรนด์ เพื่อแบรนด์จะได้สร้างผลกำไรในระยะยาว สามารถยืนหยัดในตลาดทุกสถานการณ์ และทำให้เกิด ‘Footprint’ อย่างยั่งยืน

    กุญแจสำหรับการเติบโตของแบรนด์

    ทั้งนี้ ในบรรดา 571 แบรนด์ กว่า 50% มีอัตรา CRPs ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ โดยมี 3 ประการเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ชนะใจผู้บริโภคมากขึ้นคือ Innovation Healthy และ Convenience ผู้บริโภคมองหาสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาตาม Lifestyle และความต้องการใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในการจับจ่าย อัตราการเติบโตอาจกลายเป็นสิ่งที่ยากขึ้นซึ่งมาพร้อมกับ New Norm ความสำคัญที่สุดคือแบรนด์ต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคให้ดีให้ลึก

    โดย 5 กุญแจสำหรับการเติบโตของแบรนด์มีดังนี้

    – New Needs: การตระหนักรู้ถึงความต้องการของผู้บริโภคและสร้างหมวดหมู่สินค้าใหม่

    – More Moments: การสร้างช่วงเวลาหรือโอกาสในการจับจ่ายมากยิ่งขึ้นโดยการทำให้สินค้าพร้อมซื้อและมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค

    – More Categories: การสร้างหมวดหมู่สินค้าที่แตกต่างออกไปเพื่อดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับการตอบสนองจากสินค้าที่มีอยู่เดิมของแบรนด์

    – More Targets: การสร้างสินค้าที่ดึงดูดความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้างขึ้นเพื่อดึงดูดเป้าหมายใหม่

    – More Presence: การเพิ่มจำนวนช่องทางจัดจำหน่ายที่ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงและจับจ่ายได้