Saturday, May 8, 2021
More

    Social Distancing ส่งคนไทยเชื่อเรื่องโชคลางมากขึ้น พบนิยมตามเรื่องสายมูทางโซเชียล

    รายงานวิจัย “Marketing in the Uncertain World การตลาดของคนอยู่เป็น” ของ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) พบว่าหลากหลายปัจจัยที่ทำให้คนไทยเกิดความรู้สึกกังวล ส่งผลให้เกิดปรากฎการณ์ 3 สิ่งน่าสนใจ

    โควิด-19 อันดับ 1 ปัจจัยที่ทำให้คนไทยวิตกกังวล และรู้สึกถึงความไม่แน่นอนในชีวิต

    วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) เผยรายงานวิจัย “Marketing in the Uncertain World การตลาดของคนอยู่เป็น” พบปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้คนไทยเกิดความกังวล และรู้สึกถึงความไม่แน่นอน มีดังนี้
    – โควิด-19 ร้อยละ 76.8
    – อันตรายจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM2.5 ไอเสีย ขยะล้นโลก ฯลฯ ร้อยละ 74.6
    – ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และความเห็นต่างกันในสังคม ร้อยละ 65
    – ค่าครองชีพสูง และความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน ร้อยละ 64
    – ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ร้อยละ 62.8
    – การเมืองที่มีสถานการณ์อันส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน ร้อยละ 62.6

    สำรวจเผย Gen X มีความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดมากที่สุด


    ขณะที่ข้อมูลยังเผยให้เห็นว่ากลุ่มคนเจนเอ็กซ์ (Gen X), กลุ่มคนเบบี้
    บูมเมอร์ (Baby Boomer), กลุ่มคนเจนวาย (Gen Y) และกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) มีความกังวลเกี่ยวกับด้านโรคระบาดมากที่สุด

    Social Distancing ทำให้คนไทยหันมาพึ่งสายมูมากขึ้น

    ประกอบกับสถานการณ์การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทำให้คนไทยในทุกกลุ่มเจเนอเรชัน ต้องหาวิธีจัดการกับความรู้สึก จนเกิดปรากฏการณ์ 3 สิ่ง ได้แก่

    – หันหน้าพึ่งสายมู หรือมีความเชื่อโชคลาง (Superstitious)
    – เกิดความเชื่อในอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer)
    – นิยมพูดคุยคลายเหงาในคอมมูนิตี้ออนไลน์ (Online Community)

    5 อันดับความเชื่อโชคลาง ที่มีผลต่อคนไทยมากสุด

    โดยที่ 5 อันดับความเชื่อโชคลางที่มีผลต่อคนไทยมากที่สุด ได้แก่
    1.พยากรณ์ โหราศาสตร์ ลายมือ ไพ่ยิปซี
    2.พระเครื่องวัตถุมงคล
    3.สีมงคล
    4.ตัวเลขมงคล
    5.เรื่องเหนือธรรมชาติ

    คนไทยติดตามข้อมูลด้านโชคลาง ผ่านโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ ร้อยละ 73.8

    และมีการติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับของสายมู หรือมีความเชื่อโชคลาง (Superstitious) ได้แก่
    – โซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ ร้อยละ 73.8
    – บุคคลรอบข้าง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ร้อยละ 59.6
    – ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้น ๆ ร้อยละ 29.7
    – หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร ร้อยละ 20.1
    – สื่อโทรทัศน์ และวิทยุ ร้อยละ 19.6

    อินฟลูเอนเซอร์ เข้ามามีอิทธิพลต่อคนไทยมากขึ้น

    ทั้งยังพบข้อมูลว่า อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ได้เข้ามามีอิทธิพล และผลต่อการรับรู้ และวิถีการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก ซึ่งเหตุผลที่ติดตาม ได้แก่
    – เพราะเนื้อหา ร้อยละ 81.9
    – เพราะรูปแบบการนำเสนอ ร้อยละ 69.2
    – เพราะความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 45.3

    ยูทูบ แพลตฟอร์มอันดับหนึ่ง ที่คนไทยใช้ติดตามอินฟลูเอนเซอร์มากสุด

    ขณะที่แพลตฟอร์มซึ่งคนไทยใช้ติดตามอินฟลูเอนเซอร์มากที่สุด ได้แก่
    1.ยูทูบ (Youtube)
    2.เฟซบุ๊ก (Facebook)
    3.อินสตาแกรม (Instagram)

    Social Distancing ทำให้คนไทย เข้าสู่ออนไลน์คอมมูนิตี้มากขึ้น

    ส่วนความกังวล และสถานการณ์การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทำให้คนไทย เข้าสู่การสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบออนไลน์คอมมูนิตี้ (Online
    Community) มากขึ้น ผ่านหลากหลายกลุ่ม เช่น
    1.กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
    2.กลุ่มท่องเที่ยว
    3.กลุ่มครอบครัว
    4.กลุ่มสุขภาพและความงาม
    5.ความบันเทิง ดนตรี ภาพยนตร์
    6.ธรรมชาติ
    7.ชอปปิ้ง
    8.การศึกษา
    9.การเงินและการลงทุน
    10.สัตว์เลี้ยง

    โดยกลุ่มคนเบบี้ บูมเมอร์ส่วนใหญ่ ให้ความสนใจกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงกลุ่มสุขภาพและความงาม ผ่านการรับรู้ข้อมูลบนแฟลตฟอร์มเฟซบุ๊ก และไลน์

    กลุ่มคนเจนเอ็กซ์ และกลุ่มคนเจนวาย มีความสนใจกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่มรวมถึงการท่องเที่ยวผ่านบนแฟลตฟอร์มไลน์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม

    ส่วนกลุ่มคนเจนซี สนใจกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการศึกษาผ่านบนแฟลตฟอร์มเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม โดยการมีส่วนร่วมในคอมมูนิตี้ ได้แก่

    – ติดตามและกดไลค์ ร้อยละ 72.9
    – แชร์ข้อมูล ร้อยละ 44.6
    – แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 37.2
    – ซื้อ-ขายสินค้า ร้อยละ 24.4