Wednesday, June 3, 2020
More

    VERNADOC เส้นสายสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นสู่การอนุรักษ์

    เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้วที่มีการนำวิธีการเขียนแบบสถาปัตยกรรม VERNADOC เข้ามาเผยแพร่ในไทย ซึ่งเกิดจากการริเริ่มโดย ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว หรือ อ.ตุ๊ก แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้นำศาสตร์วิชาดังกล่าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งไม่มากก็น้อยที่บ้านเรือนและอาคารอายุนับร้อยปีได้รับการรักษาหรือปรับปรุงฟื้นฟูจากการเขียนภาพลายเส้นอันวิจิตรงดงามนี้

    ศาสตร์วิชาจากตะวันตกสู่ไทย
    ย้อนกลับไปในปี 2004 ถือเป็นจุดเริ่มต้นการนำวิธีการเขียนแบบที่สุดคลาสสิกเข้ามาในไทย เมื่ออาจารย์ตุ๊ก ผู้มีความสนใจในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของไทย ได้พบกับ มาระกุ มัตติลา  (Markku Mattila ) สถาปนิกชาวฟินแลนด์และอาจารย์พิเศษแห่ง Helsinki University of Technology (HUT) ในการประชุมประจำปีของคณะกรรมการวิชาการนานาชาติว่าด้วยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (CIAV) ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้หารือถึงเรื่องการจัดค่ายอาสาสมัครนานาชาติครั้งแรกของฟินแลนด์ในปี 2005 เพื่อสำรวจรังวัดมรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ทำได้ อ.ตุ๊กได้รู้จักกับ “VERNADOC” (เวอร์นาด็อก) ที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ



    ในอดีตการเขียนแบบทำนองเดียวกันนี้เป็นรู้จักอย่างแพร่หลายของสถาปนิกในยุโรป เฉพาะที่ฟินแลนด์มีการสอนให้นักศึกษาใช้ในการออกสำรวจเพื่อบันทึกข้อมูลสถาปัตยกรรมมานานกว่า 120 ปี “VERNADOC หรือ Vernacular Architecture Documentation เป็นคำที่มาระกุ มัตติลา เริ่มใช้เรียกตั้งแต่ปี 2006 ถึงแนวทางการศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น โดยเน้นการเก็บข้อมูลจริงในพื้นที่ ด้วยเทคนิคพื้นฐานของสถาปนิก” อ.ตุ๊ก กล่าวถึงที่มาของชื่อ VERNADOC

    เรียบง่ายแต่มากด้วยคุณค่า
    VERNADOC มีวิธีการทำงานที่เรียบง่ายมาก โดยการสำรวจรังวัดและบันทึกข้อมูล แล้ววาดลงกระดาษแผ่นเดียว ด้วยเครื่องมืออย่างตลับเมตร ที่วัดระดับน้ำ ไม้บรรทัด และดินสอ จะมีที่หายากหน่อยสำหรับสมัยนี้ก็คือปากกาเขียนแบบชนิดเติมหมึกได้ (Technical Pen)


    “VERNADOC เป็นที่รู้จักในไทย ผ่านสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่สนับสนุนทั้งทุนทำค่ายในชื่อ ASA VERNADOC และเอื้อเฟื้อพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการให้แก่ ASA VERNADOC และเครือข่ายในงานสถาปนิกมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2008-2018) สถาบันการศึกษาบางแห่งได้บรรจุเป็นวิชาเรียน ซึ่งทำให้ทักษะการเขียนแบบด้วยมือคืนกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่มุ่งใช้แต่คอมพิวเตอร์ ซึ่งนอกจากการออกค่ายในไทยแล้ว ช่วง 3 ปีหลังนี้ยังได้ขยายไปในภูมิภาคใกล้เคียง อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และจะมีที่ออสเตรเลียอีกในปีหน้า โดยผู้เคยผ่านค่าย (veterans) จากไทยเราเป็นทีมหลักในการถ่ายทอด” อ.ตุ๊ก อธิบาย

    สำหรับสถาปัตยกรรมที่เคยสำรวจและบันทึกไว้แล้วในไทย ไม่ได้จำกัดแค่สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชาวบ้าน เช่นบ้าน วัด โรงเรียน และตลาด แต่ยังได้มีโอกาสบันทึกมรดกสถาปัตยกรรมสำคัญของชาติในความดูแลของกรมศิลปากร การรถไฟฯ และหน่วยงานราชการอีกด้วย


    โดยประโยชน์ที่ได้ครอบคลุมทั้ง 1. การอนุรักษ์ เนื่องจากเป็นการบันทึกอาคารตามสภาพจริง มีการเก็บราย-ละเอียดกระทั่งความเสื่อมสภาพ ซึ่งสามารถนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงได้  2. ตัวผู้เขียน ได้ฝึกทักษะในการสำรวจเขียนแบบ ทำความเข้าใจถึงวิธีการก่อสร้าง ยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาคารไปพร้อมกันด้วย เพราะใช้เวลาปฏิบัติงานในพื้นจริงอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และ 3. สามารถนำผลงานไปต่อยอดเพื่อเผยแพร่คุณค่าของสถาปัตยกรรมนั้น เช่น การจัดทำหนังสือ หรือของที่ระลึก เป็นต้น

    “เราอยากจะใช้ VERNADOC จุดประกายคนให้เห็นคุณค่าของอาคารเก่าแก่ที่เสื่อมโทรม เป็นสิ่งที่ตอบว่าทำไมเราเขียนแต่อาคารเก่าๆ เพราะว่าอยากจะใช้เป็นตัวนำสู่การอนุรักษ์”


    ศุลกสถานและโรงงานมักกะสัน
    ในรอบปีที่ผ่านมาวิธี VERNADOC ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจของผู้คนอย่าง “ศุลกสถาน” โดย อ.ตุ๊ก ได้เล่าถึงที่มาของการได้รับโอกาสเข้าไปบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์และรูปแบบโครงสร้างดั้งเดิมของตัวอาคารศุลกสถาน จากการได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์ให้กับบริษัท ยู ซิตี้ (จำกัด) มหาชน ในโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม จึงเกิดเป็นการร่วมบันทึกสภาพอาคาร ซึ่งกำลังจะมีโครงการบูรณะปรับปรุงให้อาคารคืนสภาพกลับมาเหมือนเดิม แทนที่จะรื้อทิ้งตามที่หลายคนหวั่นเกรง

    VERNADOC มีข้อดีตรงที่คนที่ปฏิบัติงานสามารถเก็บเรื่องราวของอาคาร ตลอดจนวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องมาบอกเล่าได้ ต่างจากการบันทึกด้วยอุปกรณ์ไฮเทคซึ่งอาจให้ได้แค่มูลทางกายภาพ จึงเสนอให้ทำการสำรวจด้วยวิธีนี้เอาไว้เพื่อเรียนรู้และเก็บเป็นความทรงจำ ที่น่าสนใจคือกลุ่มอาคารศุลก-สถาน บางหลังสร้างก่อนปี 1890 ถือเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กยุคแรกๆ ในไทย (อาคาร A) นอกจากนี้ยังมีหอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่ผลิตจากอิตาลี (อาคาร B) ซึ่งคาดว่าทำงานด้วยระบบลูกตุ้ม (pendulum) เพราะปรากฏช่องทะลุที่พื้นชั้น 2-3  อีกอย่างชาวชุมชนบอกว่าประทับใจผลงาน VERNADOC และดีใจว่าอาคารจะได้รีโนเวทเสียที เพราะอาคารเสื่อมโทรมมาก


    “การเรียนรู้สถาปัตยกรรมต้องหัดลอกแบบจากอาคารที่ดี ถึงสัดส่วน วิธีการก่อสร้าง แล้วข้อดีของการเรียนรู้จากอาคารที่ไม่เคยมีแบบมาก่อน ก็คือจะได้เขียนแบบเก็บเอาไว้เพื่อเผยแพร่ต่อไป และยังทำให้อาคารถูกจัดเข้าระบบเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ”

    นอกจากนั้นยังมีการสำรวจที่ “ย่านโรงงานมักกะสัน” ซึ่งก่อนหน้านี้มีหลายกลุ่มที่เสนอโครงการเก็บรักษาโรงงานมักกะสัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การเรียนรู้ หรืออนุรักษ์ต้นไม้ให้เป็นปอดของเมือง แต่การสำรวจด้วยวิธี VERNADOC ถือเป็นกลุ่มแรกที่ได้เข้ามาบันทึกสภาพอาคารอย่างจริงจัง


    “มักกะสันยังใช้งานจริงอยู่ ซึ่งเป็นสถานที่ราชการที่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปเขียนแบบบันทึกสภาพ เพราะเขาต้อง การควบคุมความปลอดภัย มาเดินเป็นนักท่องเที่ยวไม่ได้เลย รางเก่าๆ ยังมีรถไฟวิ่งอยู่ ซึ่งภายในมีโรงงานหลายยุค ที่เก่าแก่สุดคืออาคาร 2465 ยังเขียนว่า ร.ฟ.ผ. ย่อมาจากกรมรถไฟแผ่นดิน ก่อนหน้าคือ ร.ฟ.ล. (กรมรถไฟหลวง) แล้วจึงมาเป็น ร.ฟ.ท. (การรถไฟแห่งประเทศไทย) ในปัจจุบัน เราได้ไปเก็บข้อมูล 3 อาคารคือ อาคาร 2465 (ร.ฟ.ผ.) อาคารโรงช่างไม้ และอาคารโรงเครื่องมือกลผลิตและโรงเบ็ดเตล็ด รวมทั้งหัวรถจักรสำคัญบางหัว ทำให้ได้เห็นชีวิตการทำงานของพนักงานในมักกะสัน และระบบเครื่องมือเครื่องไม้เก่าๆ ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของมักกะสันในอดีตได้เป็นอย่างดี”

    สู่การฟื้นฟูมรดกสถาปัตย์
    นอกจากนี้มีการนำ VERNADOC ไปใช้ฟื้นฟูอาคารและกระตุ้นสังคมในหลายพื้นที่ ตัวอย่างที่โดดเด่นเช่น ตลาดน้ำคลองแดน จ.สงขลา-นครศรีธรรมราช ซึ่งมีส่วนทำให้ชุมชนได้รับรางวัลกินรี จาก ททท., เทศบาลหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ที่นำไปสู่การอนุรักษ์ปรับปรุงชุมชนภายใต้การแนะนำทางวิชาการ จนได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ รวมถึงที่วัดคูเต่า จ.สงขลา และชุมชนริมน้ำจันทบูร ต่างก็มีส่วนทำให้ได้รางวัลอนุรักษ์จาก Pacific-Unesco


    “จากที่ตั้งใจนำ VERNADOC มาใช้ในกระบวนการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น แต่ปัจจุบันได้ขยายไปถึงมรดกทางสถาปัตยกรรมระดับชาติ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าสงสารอยู่เหมือนกันสำหรับบ้านเรา เพราะอาคารเหล่านี้ไม่มีใครเหลียวแล มีแต่จ้องจะเอาพื้นที่ไปพัฒนา อย่างศุลกสถาน หรือโรงงานมักกะสันที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลกในการอนุรักษ์มรดกทางอุตสาหกรรม (Industrial Heritage) ส่วนตัวคิดว่า VERNADOC สามารถนำไปต่อยอดดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ เพราะเรื่องการอนุรักษ์ คงไม่ได้ตัดสินกันแค่คุณค่าทางกายภาพของอาคาร แต่คงต้องคำนึงถึงคุณค่าที่ต้องจับต้องไม่ได้ ซึ่งอยู่คู่กันมากับอาคารนั้นด้วย โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้คนที่ใช้อาคาร เชื่อว่า VERNADOC จะช่วยสะท้อนสิ่งนี้ออกมาได้ในภาพของเรา” อ.ตุ๊กกล่าวทิ้งท้ายถึงการได้มีส่วนรักษามรดกทางสถาปัตยกรรมให้คงอยู่สืบไป