Wednesday, September 30, 2020
More

    ลดเครียด-กินมังฯ เทรนด์สุขภาพคนวัยทำงานปี 2020

    ค่าใช้จ่ายสุขภาพด้านความเครียดของคนไทยสูงถึง 21,600 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 4.3% ของจำนวนเงินสำหรับรักษาความเจ็บป่วยทั้งหมด โดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องพบสภาวะต่างๆ มากกว่าวัยอื่น ด้านสสส. ชี้นอกจากความเครียดแล้วคนวัยทำงานยังเผชิญกับโรคร้ายแรง อย่างโรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และหัวใจขาดเลือด อันเกิดจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม

    คนไทยจ่ายค่ารักษาความ เครียด 21,600 ล้านบาท/ปี 

    ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ปี 2562 พบว่า ทุก 1 ชั่วโมงจะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 6 ราย สาเหตุที่ทำให้คนไทยเครียดอันดับ 1 มาจากปัญหาความสัมพันธ์โดยเฉพาะครอบครัว ตามด้วยเรื่องหน้าที่การงาน การถูกกลั่นแกล้ง และความรุนแรง


    จากข้อมูลของซิกน่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแห่งภูมิภาคเอเชีย พบว่า คนไทยจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้านความเครียดถึง 717 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 21,600 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 4.3% ของจำนวนเงินสำหรับการดูแลรักษาความเจ็บป่วยทั้งหมด

    สัดส่วนค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการดูแลรักษาสุขภาพของประชากรมาจากปัญหาความเครียดเรื้อรัง โดยมีการเข้ารับการรักษาพยาบาลที่เกิดจากความ เครียดแบบผู้ป่วยใน 25% เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน 19% เข้ารับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 35% และเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกอีก 12%

    ปัญหาความเครียดเรื้อรังส่งผล  กระทบร้ายแรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชากรทั่วทุกมุมโลก ผลเสียที่มีต่อสุขภาพจิต เช่น กลุ่มอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล ซึ่งอาการเหล่านี้ก็จะส่งผลเกี่ยวเนื่องโดยตรงไปถึงสุขภาพร่างกายด้วย เช่น มีอาการลำไส้แปรปรวน หรือ อาการปวดหลังส่วนล่าง

    นอกจากนั้น การวิจัยพฤติกรรมการใช้บริการสถานพยาบาลของผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต พบว่า ผู้เข้ารับบริการมีปัญหาทางร่างกายที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ ซึ่งมีผลมาจากความ เครียด และผลการวิจัยยังพบว่า การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกันกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโรงพยาบาลชั้นนำหันมาใส่ใจการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบมาจากความเครียดมากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่าการหันมาดูแลใส่ใจและหาทางป้องกันเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนในสังคมควรให้ความสำคัญ เพื่อที่จะได้สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและลดค่าใช้จ่ายในการรักษา

    Flexitarian กินมังฯ ครั้งคราวกำลังมาแรง

    นอกจากสภาวะความเครียดแล้ว ปัญหาด้านสุขภาพที่คนวัยทำงานเผชิญคือเรื่อง “พฤติกรรมกินอยู่อย่างไทย” เนื่องจากการเสียชีวิต 3 อันดับแรกของคนไทยยังคงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน หัวใจขาดเลือด พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค

    ผลการสำรวจ Top Post อาหารยอดนิยมในโลกออนไลน์ ปี 2562 จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า รสเผ็ดและหวานยังคงเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย วัยทำงานเน้นอาหารรสจัด วัยรุ่นเน้นที่รูปลักษณ์ ขณะที่เด็ก คนโสด กินผักน้อยที่สุด สสส.จึงรณรงค์เพื่อปรับพฤติกรรมการกิน รวมถึงการทำงานเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงอาหารสุขภาพมากยิ่งขึ้น

    สำหรับการบริโภคแบบมังสวิรัติ และวีแกน (Vegan) คือการไม่บริโภคเนื้อสัตว์แบบ Full-time ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะผู้ไม่ทานเนื้อสัตว์อาจร่วมวงโต๊ะอาหารกับผู้อื่นลำบาก หาทานยาก จำเจบ้าง ไม่อร่อยบ้าง จึงทำให้ผู้บริโภคทั้ง 2 กลุ่มนี้มักจะล้มเลิกความตั้งใจกลางคัน

    โดยปัจจุบันวงการอาหารมีเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า Flexitarian หรือ การบริโภคมังสวิรัติเป็นครั้งคราว คือกลุ่มคนที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์แต่ไม่ต้องการเลิก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้น

    มังสวิรัติ VS วีแกน

    หากย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน การไม่บริโภคเนื้อสัตว์เลยนั้นยังไม่เป็นที่นิยมมากนักในหมู่ผู้บริโภคทั่วโลก แต่ในยุคปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นอย่าง มังสวิรัติ คือการไม่บริโภคเนื้อสัตว์แต่บริโภคนมและไข่ และ วีแกน คือกลุ่มคนที่ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ซึ่งทั้งสองกลุ่มเติบโตอย่างเห็นได้ชัดจากยอดขายอาหารวีแกนทั่วโลกในปี 2561 สูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตกว่า 5% จากปีก่อน นอกจากนี้มีผู้สนใจค้นหาคำว่า Veganism บน Google ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 26% ต่อปี จากปี 2558 ถึง 2562

    ด้านงานวิจัยโดย Humane Research Council พบว่า 5 ใน 6 ของกลุ่มคนบริโภคมังสวิรัติและวีแกนล้มเลิกความตั้งใจกลางคัน สาเหตุเกิดจากการบริโภคแบบ Full-time นั้น อาศัยความอดทนอย่างมาก ทำได้ยาก และรบกวนวิถีชีวิตประจำวัน คนส่วนมากจึงหันมา บริโภคแบบ Flexitarian ซึ่งคือการบริโภคมังสวิรัติเป็นครั้งคราวมากขึ้นนั่นเอง

    สำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ เติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Google Trends พบว่า ตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2562 มีการค้นหาร้านอาหารมังสวิรัติและวีแกนในประเทศไทยสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ของทุกปีที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ อีกทั้งข้อมูลโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า สัดส่วนของคนไทยที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น จาก 4% ในปี 2556 เป็น 12% ในปี 2560

    นอกจากนี้ยังพบว่า กรุงเทพฯ มีพื้นที่สำหรับคนรักสุขภาพเกิดขึ้นมาก มาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ฟิตเนสและสปา สถาบันส่งเสริมสุขภาพ และไลฟ์สไตล์มอลล์เพื่อคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ อย่าง ไลฟ์ เซ็นเตอร์ (Life Center)  บนถนนสาทร ที่รวบรวมแบรนด์ด้านสุขภาพและความงามมาไว้ในที่เดียว

    สร้างพฤติกรรมที่ดีในปี 2020

    ส่วนประเด็นที่คนกรุงให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือ “ชีวิตติดฝุ่นอันตราย” เนื่องจาก PM2.5 เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 5 ของประชากรโลกในปี 2558 องค์การอนามัยโลกประกาศให้ในปี 2559 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ 7 ล้านคน ซึ่ง 91% เกิดในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้และแปซิฟิกตะวันตก หากดูจากค่าความเข้มของฝุ่น PM2.5 ในกทม. ย้อนหลังจะพบแนวโน้มฝุ่นพิษเกิดขึ้นในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีประเด็น “ขยะอาหาร อาหารส่วนเกิน” ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยสามารถลดปัญหาได้ โดยผลสำรวจพบว่า คนไทยสร้างขยะอินทรีย์ที่ บางส่วนเป็นขยะอาหารเฉลี่ยปีละ 254 กิโลกรัม มากกว่าชาวฝรั่งเศส 30% และมากกว่าชาวอเมริกัน 40% ขณะที่การจัดการขยะจากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอพบว่า การกำจัดโดยการเผา ฝังกลบ เป็นวิธีการที่หลายประเทศแนะนำให้ทำน้อยที่สุด ขณะที่ประเทศไทยใช้วิธีการนี้มากที่สุด ดังนั้นภาครัฐ ในระดับนโยบายควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลดขยะอาหารและการนำอาหารที่ต้องทิ้งไปใช้ประโยชน์อื่นหรือนำไปบริจาคแทนการฝังกลบ

    สำหรับปี 2563 นี้ต้องรอดูว่าพฤติกรรมด้านสุขภาพเหล่านี้มีแนวโน้มจะมากขึ้นหรือลดลง เพราะสาเหตุล้วนมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนั้นการลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อให้มีสุขภาพยั่งยืนต่อไป 


    ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส.

    “รสเผ็ดและหวานยังคงเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย วัยทำงานเน้นอาหารรสจัด วัยรุ่นเน้นที่รูปลักษณ์ ขณะที่เด็ก คนโสด กินผักน้อยที่สุด เราจึงรณรงค์เพื่อปรับพฤติกรรมการกิน รวมถึงการทำงานเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงอาหารสุขภาพมากยิ่งขึ้น”