Tuesday, September 29, 2020
More

    Retrospect เราจะเรียกสายร็อกกลับมารวมกันแล้วทำให้ปี 2020 มีความหมาย

    สำหรับชาวร็อก หวังกันว่าปีนี้จะเป็นปีทองของดนตรีสายพันธุ์นี้ เฉพาะอย่างยิ่งกับแนวเพลงหนักๆ สัญญาณหนึ่งคือการที่ศิลปินทยอยส่งผลงานใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน หนึ่งในนั้นคือ Retrospect ที่มีสมาชิกคือ แนป-ชนัทธา สายศิลา, น็อต-ธนพล ศรีกาญจนา, บอม-ณพวัชร คชาชีวะ และเบิร์ธ-ศุทธิพันธ์ สังข์ยุทธ ซึ่งได้ส่งซิงเกิลใหม่ที่ทำให้เห็นถึงทิศทางความคิดที่ต่างจากเดิม จากความต้องการที่จะถ่ายทอดตามวัยและวุฒิภาวะ BLT จึงชวนพวกเขามาพูดคุยถึงก้าวย่างของวงที่จะได้เห็นต่อไปในปีนี้

    วงเข้าสู่ปีที่ 19 ชวนให้มองการเติบโตของตัวเองหน่อย

    แนป “มันเริ่มจากความสุขของเด็กที่เล่นดนตรีแรงๆ แล้วอยากพิสูจน์ตัวเอง ชั่วโมงนั้นเป็นเรื่องยากมากสำหรับการที่สังคมจะยอมรับ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปิดตามซูเปอร์มาเก็ต เราก็ฝืนว่าอยากสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการดนตรี แล้วก็ฝ่ามาทีละขั้น ก่อให้เกิดพลัง  ร็อกรุ่นใหม่เล็กๆ สืบเนื่องจากพี่ที่เขาทำกันมาแล้ว เราเป็นยุคคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นอะนาล็อกและดิจิทัล ฉะนั้นการหลอมรวมมวลชนให้เป็นชาวร็อกในยุคของเราถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์สุดๆ ถ้าใครเป็นเด็กที่โตทันยุค Silly Fools Big Ass Bodyslam แล้วก็มาเป็น Retrospect จะรู้ว่าเพลงร็อกอาจจะเป็นช่วงท้ายๆ ที่ชาวร็อกแบบซ่าๆ เกิดขึ้นด้วยซ้ำ”


    บอม “19 ปีอย่างที่แนปบอก ก็ค่อยๆ สำเร็จความฝันไปทีละฝัน เราฝันว่าอยากมีวงดนตรีกัน ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เราซ้อมดนตรีกันทุกวัน วันละ 2-3 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด  อยากมีเพลงของตัวเอง ร่วมทำงานกับค่ายเพลงก็ทำฝันนั้นสำเร็จ ค่อยๆ สู้กันมาทีละนิด เหมือนการเติบโตของเด็กคนหนึ่ง ผมว่า Retrospect เติบโตขึ้นในรูปแบบที่หลายคนอาจจะมองว่าก้าวกระโดด แต่ในความเป็นจริงเราทำตามขั้นตอนที่ต้องเป็นทุกอย่าง แค่ใส่ใจ ใส่แรงกับทุกขั้นตอนที่ต้องทำ เหมือนเด็กที่เข้าเรียนอนุบาล พยายามสอบเข้าโรงเรียนให้ได้ จากโรงเรียนพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เราเดินทางมาแบบนั้น ตามรูปแบบที่ต้องสู้ในสิ่งที่อยากได้”

    อย่างที่บอกว่าช่วงแรกในการเกิดขึ้นของ Retrospect สังคมยังไม่ยอมรับกับดนตรีหนักๆ เทียบกับปัจจุบันมันเปลี่ยนไปไหม

    แนป “ปัจจุบันดีขึ้นมาก ผมสามารถไปทำเสียงแบบนี้ในรายการฟรีทีวีได้ แต่หลายคนก็ยังมองเราว่าเป็นเรื่องตลก ทุกวันนี้แนวเพลงก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ลูปที่เคยหายไปก็กลับมา ลูปที่เราเปลี่ยนไปก็ไม่แน่ใจว่ามันจะกลับมาหรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่ามันเป็น Circle เดี๋ยวพอวันหนึ่งที่ฮิปฮอปสุกงอมเต็มที่ ก็อาจจะมีอะไรใหม่ๆ มาให้เราฟัง มันก็เป็นวัฏจักรแบบนี้แหละครับ”

    ที่ว่าจังหวะดนตรีก็มีขึ้นๆ ลงๆ เป็นลูป ซึ่งช่วงนี้วงสายว๊ากทั้งในไทยและต่างประเทศ ปล่อยผลงานใหม่ออกมากันไม่น้อยเลย แน่นอนว่าคอเพลงสายนี้ตื่นเต้นกันมาก วงมองปรากฏการณ์นี้กันยังไง

    บอม “พวกเราไม่นัดกันนะ ผมว่ามันอาจจะอิ่มตัว ทุกคนก็อั้นกัน แล้วคำว่าได้เวลาแล้วล่ะ มันคงเกิดขึ้นพร้อมกัน”

    แนป “ไม่มีใครนัดกันเลย Slipknot หรือ My Chemical Romance แล้วก็มีหลายวงที่กำลังรวมตัวกันอยู่ มันอาจจะกลับมา Circle เดิม แต่เด็กรุ่นใหม่ ม.1 ม.2 เขาไม่รู้จักผมแล้ว เขาอยู่อีกโลกหนึ่ง ที่รู้ๆ เด็กชอบฮิปฮอป มันก็เปลี่ยนไปตามวัฏจักร ซึ่งผมก็ไม่ได้ปิดกั้น ผมก็ชอบฟังเด็กรุ่นใหม่ที่ก็มีไรม์ที่ดี”

    ถ้าแบบนั้นก้าวต่อไปของ Retrospec จะเสิร์ฟฝั่งไหน กลุ่มที่ฟังอยู่แล้ว หรือจะก้าวไปสู่อีกเจเนอเรชันหนึ่งที่เขาไม่รู้จักเรา

    แนป “ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น การมองโลกมันเปลี่ยน ตอนนี้อายุ 30 กว่าแล้ว คือคนที่ผ่านโลกพอสมควร เล่าเรื่องเด็กๆ ก็คงไม่เหมาะสมกับวัยสักเท่าไร แล้วก็ไม่รู้จะเล่าไปทำไม ปล่อยให้เด็กรุ่นใหม่เล่ากันเอง เขาเข้าใจดีกว่า เรามาประคับประคองชีวิตคนที่ผ่านโลกมาแล้ว ไปพร้อมกับเราดีกว่า แต่ว่ามีหลายช่วงที่ Retrospec สามารถเอาเด็กตัวเล็กๆ มาฟังเพลงร็อกได้ มันหว่านเมล็ดไว้เยอะมากนะ หว่านจนเขาโตมาเรียนจบแล้ว ไม่งั้น Retrospec อยู่มานานขนาดนี้ไม่ได้

    ห่างหายจากการมีเพลงใหม่ร่วมๆ 2 ปี นับแล้วก็หลังคอนเสิร์ตหัวใจเสือดำ ช่วงที่เงียบไปนั้นวงไปทำอะไรกันบ้าง

    บอม “ที่หายไปในลักษณะไม่มีเพลงใหม่ปล่อยออกมามากกว่า เพราะเราก็ยังทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ตลอด ทุกคนก็ยังออกมาทำงาน แต่ละคนอาจจะมีชีวิตส่วนตัวด้วย ซึ่ง Retrospect ยังเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา”

    ปลายปีที่แล้วมีเพลงใหม่ ‘ปีศาจ’ เพลงนี้มาได้ยังไง

    แนป “ในวงตั้งโจทย์ว่าขอเล่าอะไรแรงๆ มันๆ หน่อย กลับมาเป็นลูปดนตรีที่ต้องการ เรานึกอยู่แล้วในใจว่าจะเขียนเรื่องโรคซึมเศร้า เพราะอยากเขียนมานานแล้ว ความรู้สึกของผม ความซึมเศร้าต้องรุนแรง จนได้เป็นเพลงปีศาจ การทำงานใช้ระบบเดิม ทุกคนทำดนตรี ผมเขียนเนื้อ แล้วเราทำงานกันเร็ว Retrospect หนึ่งวันก็ทำได้หนึ่งเพลง”

    ตัวเนื้อหาได้แรงบันดาลใจมาจากไหน

    แนป “สิ่งที่เจอทุกวันในหน้าเฟซบุ๊ก หน้าข่าว แต่ก่อนอาจจะได้ยินข่าวพวกนี้อาทิตย์ละครั้ง สองอาทิตย์ครั้ง แต่ตอนนี้แทบทุกวัน มันน่ากลัว ด้วยสภาพสังคมที่บีบคั้น เราอาจจะไม่ใช่หมอที่มาให้ยาที่ดีที่สุด แต่จะประคับประคองส่งไปให้เขารู้สึกได้ว่ายังมีเพื่อนอยู่ข้างๆ ถึงคุณล้มมันไม่ได้ แต่คุณมีวิธีอยู่กับมัน ใช้ชีวิตต่อได้ แค่นั้นก็พอแล้ว”

    ปรากฏการณ์หนึ่งคือ เอ็มวีปีศาจปล่อยไป 4 วัน ทะลุล้านวิว สำหรับวงแล้วเป็นมาตรวัดในเรื่องใดไหม

    แนป “ยังมีคนคิดถึงเพลงร็อกอยู่นะครับ คนคงอั้นกัน ไม่มีดนตรีอะไรมาระบาย คือทุกคนมาชื่นชม บอกว่าไม่ได้ฟังอะไรแบบนี้นานแล้ว รู้สึกดีใจเพราะอย่างว่าวงร็อกที่ยังบ้าเลือดคงเหลืออยู่ไม่กี่วงแล้ว คิดว่า Retrospect จะเป็นสะพานที่เรียกสายร็อกกลับมารวมกัน ทำให้ปี 2020 มีความหมาย แล้วเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่พูดเรื่องนี้ มีน้องๆ ที่อินบ็อกซ์มาหาผมเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าหลายคน เราก็เหมือนเป็นที่ปรึกษา พยายามใส่ความคิดแง่บวกให้ เพื่อทำให้เขาดีขึ้น สาเหตุหนึ่งของเพลงนี้คือมีเด็กเขียนข้อความมาบอกว่า เขียนเพลงเกี่ยวกับอะไรอย่างนี้ให้หน่อย นั่นคือครั้งแรก ทุกวันนี้ผมก็ยังคุยเรื่องภาวะซึมเศร้ากับน้องคนนี้อยู่”

    พูดถึงพาร์ทดนตรีหน่อย นู เมทัล สำหรับคนฟังที่อาจจะยังไม่รู้จัก วงช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่าแนวนี้เป็นอย่างไร แล้วอะไรถึงเลือกมานำเสนอในปีศาจ

    แนป “นู เมทัลมันเริ่มยุคที่เรากำลังเติบโตพอดี ประมาณปี 2000 เรากำลังอยู่ ม.1 ม.2 เป็นยุคที่เป็นร็อกหนักๆ กับสัดส่วนของดนตรีแรปมาผสมกัน กลายเป็นวงมากมายเลย Korn, Lim Bizkit, Linkin Park, Slipknot การใช้สัดส่วนแรปกึ่งว๊ากกับดนตรีหนักๆ เราไม่เคยได้ใช้ พอทำดนตรีแบบนี้ก็เลยเขียนเป็นท่อนการระบายอะไรในใจการเป็นโรคซึมเศร้า”

    อาจจะประจวบเหมาะกับที่ยุคนี้ดนตรีแรปเฟื้องฟู เลยเป็นการเชื่อมโยงกับกลุ่มคนฟังยุคนี้ไหม

    แนป “มีส่วนแต่ไม่เชิงเจาะจง ก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสได้ไป Featuring กับพี่กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร ได้ไปอยู่ในบรรยากาศของคนแรป เลยนั่งคุยกับพี่กอล์ฟ เขาบอกว่าลองทำดู ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ถามว่าจะไปสื่อสารกับเด็กรุ่นใหม่ไหม เปล่าเลย ผมแค่ต้องการกลับไปยุคของผมเท่านั้นเอง”

    ติดตามสองเพลงล่าสุด ทั้งหัวใจเสือดำ และปีศาจ ต่างก็มีเนื้อหาที่สะท้อนสภาพสังคม จะเป็นทิศทางทำเพลงต่อไปของวงเลยไหม

    แนป “น่าจะเป็นเรื่องที่รู้สึกอะไรในตอนนี้ กับวุฒิภาวะทางความคิดของตัวเอง แต่ก่อนอาจจะเจ็บปวดรวดร้าวมาก ชีวิตโดนทิ้ง พอเลยจุดนั้น มันเบาบางลงด้วยความเข้าใจ เลยคิดว่าเล่าตามอายุ เล่าเรื่องความเป็นผู้ใหญ่น่าจะเหมาะสม ด้วยความที่เป็นเรา ไม่โกหกตัวเอง ถ้าไปเล่าเรื่องเจอสาวสวยในคลับ เมียตบตาย (หัวเราะ)”

    นอกจากเสือดำกับโรคซึมเศร้า วงเองมีประเด็นการพูดคุยเรื่องสังคมที่อยากเล่าอีกไหม

    น็อต “จริงๆ มีเพลงโลก พูดเรื่องธรรมชาติ โลกร้อน น่าจะเริ่มตั้งแต่เพลงนั้นแล้ว”

    ซิงเกิลใหม่ปล่อยออกมาแล้ว หวังได้ใช่มั้ยว่าจะนำไปสู่อัลบั้มใหม่

    แนป “ในปี 2020 เรามีไทม์ไลน์ที่วางไว้แล้ว ก็ลองติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะว่าทำอะไรเราวางแผน”

    ร็อกไม่มีวันตาย คำนี้มีความหมายต่อวงอย่างไร

    บอม “ร็อกไม่ใช่แค่แนวดนตรี มันไม่เคยเป็นเท่านั้นด้วย ร็อกเป็นวิถีชีวิต แนวคิด และมุมมองของคนคนหนึ่ง ร็อกมันไม่มีวันตาย เพราะว่าคนที่คิดเป็นหัวขบถ คิดต่างเห็นต่าง คนเหล่านี้จะยังคงอยู่ในทุกยุคทุกสมัย แล้วมันก็ทำให้ดนตรีร็อกยังคงอยู่”

    แนป “เป็นคำที่เตือนสติและเป็นพลังให้ตัวเอง เรารู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมาแล้วก็ต้องไป คนร็อกทยอยแก่ตายไปไม่รู้กี่คนแล้ว เราได้แต่คาดหวังว่า คำว่าร็อกไม่มีวันตายจะอยู่ได้ด้วยเจเนอเรชันใหม่ ที่จะเข้ามาแทนที่ เป็นคนถือหอกถือดาบแทนเราได้ วันหนึ่งทุกคนก็ต้องแก่ตัว ไม่มีใครอยากอยู่ในสภาพที่เล่นเพลงแล้วแก่หงำไม่ไหว เราก็ต้องเข้าไปโอบไหล่เด็กรุ่นใหม่ที่เราพาขึ้นไปเล่นดนตรี แล้วนั่งเป็นคนแก่ดูอย่างภูมิใจว่าร็อกไม่มีวันตาย แล้วเราก็ได้จะช่วยมันด้วย คุณหว่านเมล็ดให้เด็กๆ แล้วหรือยัง วงไหนก็ตามเถอะ”