Thursday, October 1, 2020
More

    Nap A Lean: 9 ปีบนเส้นทางดนตรี อัลบั้มเต็มชุดแรก และบทเพลงจากความเหงา

    เพลงของ Nap A Lean มีกรุ่นกลิ่นที่สัมผัสได้คือความเหงา เมื่อบวกกับอัลบั้มเต็มชุดแรก Lonelypop ที่ปล่อยเมื่อมาปลายปีก่อน ก็ยิ่งตอกย้ำในสิ่งที่วงได้ถ่ายทอดอย่างชัดเจน ประกอบกับในปัจจุบันหากเลื่อนฟีดในโซเชียล มีเดีย ความเหงาก็ถือเป็นหัวข้อเด่นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้คนพูดถึง ฉะนั้นเราจึงชวน โต้-ธนพล ทองสวัสดิ์, ฮั้ว-พิสิฐ สมบัติพินพง, บาส-ปณิธิ สุขสายชล และ ดอน-นภัสรพี ยาอินทร์ มาพูดคุยถึงผลงานของวง ซึ่งพวกเขาบอกว่าอัลบั้มแรกคือหมุดหมายในฐานะศิลปินแบบเต็มตัว รวมถึงก้าวต่อไปของวงที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 นี้ กระทั่งปรากฏการณ์ความเหงาของคนเมือง

    ก้าวแรกบนเส้นทางดนตรี

    ฮั้ว “เริ่มต้นเลยเราอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่คนเล่นดนตรีด้วยกันจะมีเพลงแต่งของตัวเอง ผมกับโต้เลยชวนกันทำวงดนตรีกันสองคนเมื่อปี 2011 คิดว่ายุคนั้นมี Sqweez Animal Scrubb Singular เป็นดูโอ้ได้ ก็เลยเป็น Nap A Lean”


    โต้ “จากวันที่ปล่อยเพลงแรกก็ปี 2011 นับแล้วก็เข้าสู่ปีที่ 9 ถ้าให้ย้อนกลับในช่วงเวลานั้นที่เชียงใหม่มีการจัดงานดนตรีค่อนข้างเยอะ แต่ละวงก็จะเอาเพลงของตัวเองไปเล่น อย่าง Boomtown’s Tune คอนเสิร์ตที่รวมวงในเชียงใหม่และวงที่มาอยู่กรุงเทพฯ เช่น Polycat Musketeers 60 Miles ซึ่ง Nap A Lean ก็ได้ขึ้นเล่นก่อนวง Mild พอดี ตอนนั้นเขาอยู่ค่าย SpicyDisc แล้ว พี่ที่ค่ายก็เคยฟังเพลงของเราเพราะว่าปล่อยทางยูทูบ เลยมีการพูดคุยกันและให้ส่งเดโม พี่เต้ง (พิชัย จิราธิวัฒน์) บอสใหญ่ของค่าย Spisydisc ได้ฟัง ก็ชวนให้มาเล่นที่งาน Melody of Life ปรากฏว่าชอบ จึงเข้ามาอยู่ในค่าย Spisydisc ซึ่งทั้งหมดเริ่มมาจากการที่เราปล่อยเพลงกันเอง”

    อัลบั้มแรกที่ใช้เวลาบ่มเพาะ 3 ปี

    ฮั้ว “เราทำเพลงกันเองทั้งหมดทุกขั้นตอน โต้เขียนเนื้อร้อง ผมทำดนตรี    บาสกับพี่ดอนช่วยเรียบเรียง ด้วยความที่เราอาจจะยังไม่เก่งก็เลยต้องใช้เวลา อีกอย่างตอน EP. Jetlab (ปี 2015) จะค่อนข้างเพียวอินดี้ พอทำ Lonelypop เราก็อยากเติบโตขึ้น เล่าเรื่องสู่คนฟังที่กว้างขึ้น เลยใช้เวลาในการปลุกปั้นกับ 4 เพลงแรกคือ ระวังแตก ไม่คิดถึงเลย หยุดเลยอย่าร้องไห้ ไม่ใช่เธอก็ไม่ใช่ เพื่อให้ได้เพลงที่ดีที่สุด อย่างระวังแตก ก็ได้ Tahiti 80 มาช่วยทำ แล้ว 3 เพลงต่อมาก็เป็นเพลงที่ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นตามที่คาดหวังไว้”

    โต้ “นานเพราะว่ามีการบ่มเพาะเราใช้เวลาทำทั้ง 4 เพลงประมาณ 2 ปี ผมเป็นคนเขียนเนื้อร้อง บางเรื่องอย่างเช่นเพลงไม่คิดถึงเลย หรือหยุดเลยอย่าร้อง ถ้าไม่เคยได้ผ่านประสบการณ์หรือความรู้สึกนั้นก็ไม่สามารถนำมาแต่งได้ เลยใช้เวลาในการบ่มเพาะความคิด ความรู้สึกพอสมควร แล้ว EP. Jetlab ค่อนข้างเพียวอินดี้ เราก็อยาก Weight ความสำคัญมาให้แฟนเพลงสามารถฟังได้กว้างขึ้น ก็ใช้เวลาในการปรับตัวอยู่พอสมควร”

    Lonelypop ความเหงา อมยิ้ม

    ฮั้ว “ผมเป็นคนตั้งชื่ออัลบั้มว่า Lonelypop เพราะโต้แต่งเพลงมาจะมีสองประเด็นอยู่ในนั้น ผมรู้สึกว่าเพลงมีความย้อนแย้ง เหมือนหลอกตัวเองนิดนึง และมีความเหงา เลยคิดถึงคำว่า Lonelypop ซึ่งจริงๆ แล้วคืออมยิ้ม (Lollipop) เวลาเด็กร้องไห้ พอได้อมยิ้มจะมีความสุข เลยนำมาล้อเสียงให้เป็นเพลงป๊อปเหงาๆ”

    โต้ “คอนเซ็ปต์อัลบั้มถูกตั้งหลังจากทำเพลงเสร็จแล้ว ฮั้วเลยมองอย่างที่รู้สึกว่าโทนอัลบั้มมาจากความหมายของเพลงที่ซ่อนความเหงาอยู่ อย่างเพลงล่าสุด เพลงที่ฟังด้วยกันบนรถ ตอนแต่งผมรู้สึกถึงความอบอุ่นนะ เลยไปตั้งคำถามในสตอรี่อินสตาแกรมของวงว่า ฟังเพลงนี้รู้สึกอบอุ่นหรือเหงา ปรากฏว่า 70 เปอร์เซนต์คือเหงา ซึ่งดีมากๆ กับการที่คนฟังแล้วอาจจะรู้สึกแตกต่างกัน บางทีิมีความรู้สึกโหวงเหวงในใจ แต่พูดไม่ออก บอกใครไม่ได้ เพลงพวกนี้พูดแทนได้ ถ้าเกิดมี 12 ความเหงา เพลงในอัลบั้มนี้ต้องตรงกับความรู้สึกสักเพลง”

    คนเมืองกับความเหงา

    ดอน “สังคมในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน ต่างคนต่างโฟกัสกับการทำงาน อยู่ที่ทำงานผู้คนเยอะ จนบางทีเลิกงานกลับมาบ้าน ไม่เจอใคร ไม่รู้จะคุยกับใคร ก็เกิดความรู้สึกเหงา ความเหงามีกันทุกคน เลยคิดว่าคงจะมีเพลงในอัลบั้มที่ไปตรงใจกับคนฟังไม่มากก็น้อย”

    โต้ “ในมุมมองของผม เวลาเราเหงาก็ต้องการใครสักคนที่จะพูดคุยด้วย ผมเลยใช้ช่วงเวลาที่อยากพูดกับใครสักคนมาเขียนเป็นเพลงที่อยากจะบอกทุกคนแทน เวลาที่อยู่คนเดียวมันมีสมาธิ ใน 24 ชั่วโมงของหนึ่งวันก็มีบางช่วงเวลาที่รู้สึกเหงา บางทีอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็มีอารมณ์นั้นโผล่เข้ามาบ้าง ผมเลยแค่อยากเขียนเพลงในมุมมองของคนที่เหงาในช่วงเวลาที่ต่างกันออกไป จริงๆ ก็สนใจความสุขหรือความรู้สึกอื่นนะ แต่การเขียนเพลงที่เศร้าหรือเหงามันอิมแพ็คกับใจ แล้วเขียนออกมาได้ง่ายกว่า”

    ก้าวต่อไปหลังจากปล่อยอัลบั้มชุดแรก

    ฮั้ว “ผมคาดหวังว่าการที่มีอัลบั้มเต็มจะเป็นหมุดหมายในการที่จะก้าวไปข้างหน้า ในฐานะศิลปินแบบเต็มตัว เพราะถ้าเป็นร้านอาหารร้านหนึ่ง เราแค่แกรนด์โอเพนนิง ฉะนั้นเป้าหมายหรือความคาดหวังหลังจากแกรนด์โอเพนนิง ถ้าเกิดว่าประสบความสำเร็จ ผลประกอบการดี มีคนรู้จักเยอะ เราก็อยากจะให้ร้านเปิดสาขาสอง ก็คืออัลบั้มสอง

    โต้ “ในวงของเราคือพูดไปแล้วจะต้องทำ ซึ่งปีนี้จะได้ฟังซิงเกิลใหม่ของอัลบั้มหน้าด้วยครับ”

    บาส “ถ้ารวมเพลงเก่าของวงใน EP. Jetlab กับ Lonelypop ก็มีเพลงเยอะพอสมควรแล้ว แน่นอนว่าครั้งหนึ่งในชีวิตนักดนตรี ก็อยากจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเอง อัลบั้มนี้ก็คงจะต่อยอดสู่คอนเสิร์ตใหญ่ของเรา”