Thursday, February 6, 2020
More

    มาริโอ้ เมาเร่อ พระเอกหนังรอมคอมเบอร์ต้นของไทย กับหนังรักฉบับคนโสดรับวาเลนไทน์

    มาริโอ้ เมาเร่อ เอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาคงรับรู้ได้ทันทีถึงความสามารถในการแสดงและความโด่งดัง ในเมื่อตลอดเวลากว่า 13 ปีเขาได้พิสูจน์ให้ได้เห็น ทั้งยังยืนระยะในฐานะพระเอกแถวหน้าของเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน ล่าสุด มาริโอ้กลับมารับบทบาทในภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี ที่เขาชื่นชอบอีกครั้งในรอบ 6 ปี โดยได้ร่วมงานกับผู้กำกับสาระแนนสิบล้อที่เคยมีผลงานร่วมกันมาแล้วอีกหน ใน Low Season สุขสันต์วันโสด ท่ามกลางฉากหลังเรื่องราวความรักพังๆ ของคนโสด และทริปรักษาแผลใจในสถานที่อันซีนที่แสนจะโรแมนติก ซึ่งถือว่าเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าสนใจอย่างยิ่งในช่วงวาเลนไทน์ 2020 นี้

    13 ปีกับอาชีพนักแสดง

    ผมอยู่ในวงการบันเทิงประมาณ 13 ปีแล้วครับ ทุกปีมีค่าสำหรับผมมาก มีประสบการณ์ใหม่ๆ หนังใหม่ๆ ให้เราเล่นตลอดเลย มันสนุกที่ได้เจออะไรใหม่ๆ ตลอด ได้เรียนรู้ ได้ฝึกสกิลใหม่ๆ เป็นประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ ตลอดการทำงานผมมักจะได้รับบทที่เป็นดราม่า แอคชัน แต่ดูเหมือนบทบาทที่คนชอบผมจะเป็นแนวโรแมนติกคอมเมดีมากกว่า อย่างเรื่องสิ่งเล็กเล็ก ที่เรียกว่ารัก ถัดมาเป็นพี่มากพระโขนง ก็ มาถึงเรื่องล่าสุด Low Season สุขสันต์วันโสด

    การกลับมาร่วมงานกับผู้กำกับสาระแนสิบล้อ

    ผมร่วมงานกับพี่เป้ นฤบดี  เวชกรรม ตั้งแต่เรื่องสาระแนสิบล้อ ตอนอายุ 20 ปี เมื่อก่อนผมจะเล่นบทดราม่าเยอะ พี่เป้เป็นคนแรกที่พาผมมาเล่นคอมเมดีครับ ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับเขาอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเป็นผู้กำกับที่น่ารัก มีวิธีดึงคาแรคเตอร์ออกมาไม่เหมือนใคร มีความเป็นธรรมชาติสูง ค่อนข้างที่จะปล่อยให้นักแสดงเล่น แต่จะดูและคอยคอมเมนต์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เราต้องปรับต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับคาแรคเตอร์มากขึ้น

    ผมไม่ได้ร่วมงานกับพี่เป้นานแล้วครับ พอมีโปรเจกต์เรื่องนี้ก็รู้สึกว่าน่าสนใจตั้งแต่สถานที่แล้ว เป็นที่ที่พิเศษแล้วก็ลับๆ หน่อย คนไม่ค่อยรู้จัก ซึ่งสวยมาก อีกอย่างคือเรื่องของบท ผมได้รับบทเป็นคนเขียนบท ซึ่งต้องหา Inspiration ในเรื่องของการเขียนบท แล้วตัวเองก็พังมาด้วย

    โสดหมาดๆ จากความรักที่พัง

    “Low Season สุขสันต์วันโสด เป็นเรื่องราวของพุธ ซึ่งเป็นนักเขียนบทหนังสายอินดี้ที่เพิ่งโสดมาหมาดๆ เรียกว่าพังหนักเลย จึงประชดรักโดยการรับงานเขียนบทหนังผี แต่งานยากของเขาคือต้องเขียนเรื่องผีที่ต้องแมสให้ได้ ซึ่งพุธไม่เชื่อเรื่องผี ไม่เคยเห็นผี จึงต้องออกเดินทางเพื่อไปหาแรงบันดาลใจในการเขียนบท ทำให้บังเอิญได้เจอกับหลิน ที่เพิ่งโดนเทแล้วเซมาดอย เพื่อหาทางเยียวยาจิตใจ แต่ที่หนักกว่านั้นคือหลินดันเป็นคนที่เห็นผี พุธจึงเหมือนได้เจอแหล่งวัตถุดิบชั้นดี ตามติดหลินไม่ห่าง ทำให้ทั้งสองคนต้องออกเดินทางด้วยกัน ซึ่งก็ไปที่โฮมสเตย์บ้านบนดอย และได้เจอกับเหล่าแก๊งคนโสดด้วย จนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นโฮมสเตย์หรือแหล่งบำบัดของคนพังกันแน่ เรื่องราวต่างๆ จึงเริ่มต้นขึ้นที่นี่ครับ

    บทที่แตกต่างไป

    พี่เป้อยากเห็นผมในรูปแบบคนธรรมดา พังหรือว่ามีความเป็น Loser ผมเชื่อว่าทุกคนก็ต้องมีมุมนั้น เพราะพี่เป้บอกว่าผมมีแต่ความเป็นพระเอ้กพระเอก แต่พอมาดูจริงๆ แล้วผมก็มีแววตาของความเป็น Loser อยู่เหมือนกัน เลยอยากให้ลองเล่นบทนี้ ซึ่งปกติจริงๆ ผมก็เป็นเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ที่มีอะไรที่ทำไม่สำเร็จบ้าง ไม่สมหวังกับสิ่งต่างๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องความรักก็เช่นกัน ซึ่งในเรื่อง Low Season รับรองว่าทุกคนจะไม่เคยเห็นผมในคาแรคเตอร์แบบนี้ที่ไหนแน่นอน

    ครั้งแรกกับนางเอกน้องใหม่

    น้องพลอยเป็นคนที่ผมเจอครั้งแรกก็รู้สึกว่าเขาน่ารักครับ วันแรกๆ ที่เจอกันจะมีปาร์ตี้รอบกองไฟเลย เขามีความสามารถคือเล่นกีตาร์ ร้องเพลงได้ แต่ผมว่าสิ่งที่จะพิสูจน์ตัวน้องพลอยมากๆ เลยคือหนังเรื่องแรกแล้วเขามาเจอ Low Season มันหนักครับ เพราะผมเองเล่นหนังมาเป็น 10 เรื่องก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้หนักมากครับ หนึ่งคือสถานที่ถ่ายทำ สองคือบท แล้วก็บรรยากาศทั้งการเดินทาง โลเคชันที่ต้องไป ซึ่งเหมือนกับเป็นการพิสูจน์กันเองละครับว่าแต่ละคนไหวแค่ไหน พอเหนื่อยที่สุดแล้วเราจะท้อหรือเปล่า จะวีนเหวี่ยงมั้ย ซึ่งผมก็ไม่เคยเห็นน้องพลอยวีนเหวี่ยงเลย เห็นเขามีความสุขกับการเดินไกลและก็ไม่เคยท้อ เลยรู้สึกว่าเขาเป็นนักแสดงที่แกร่งคนหนึ่งเลย

    เรื่องความรักที่คนเคยเจอ

    สำหรับเรื่อง Low Season จริงๆ ก็เป็น Base on true story ครับ อย่างคาแรคเตอร์ของหลายๆ คนในเรื่อง พี่โจ๊ก (โจ๊กอัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ) ซึ่งรับบทเป็นพี่โอม เจ้าของโฮมสเตย์ที่ดูแกร่งๆ ดูโหดๆ เขาก็เฮิร์ทก็พังด้วย ซี่งในชีวิตมีอยู่จริงๆ มีตัวตนจริง เรื่อง Low Season เขียนบทมาประมาณ 20-30 ร่าง ใช้เวลา 2-3 ปี ก่อนที่จะมาเป็นบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบเรื่องนี้ เพื่อให้คนดูได้อินมากขึ้น แล้วก็เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือโลเคชันในเรื่อง ซึ่งไปถ่ายทำในหลายที่มาก แต่ละที่ก็มีความสวยในแบบที่ต่างกัน อย่างกิ่วแม่ปาน ดอย    อินทนนท์ ถึงแม้ทางขึ้นจะลำบาก แต่ก็คุ้มค่ามากครับที่จะลองขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ข้างบน ทุกคนจะได้เห็นวิวแบบ 360 องศา ท่ามกลางบรรยากาศของป่าหน้าฝน หรืออย่างนาขั้นบันได ต้นข้าวต้นอ่อนเขียวขจีที่กำลังพัดปลิวไปกับสายลมแห่งฤดูฝน ผมรู้สึกว่ามีเสน่ห์ ดูเหงาๆ ดูโรแมนติกครับ” 

    รับข่าวสารอัพเดตจาก BLT Bangkok

    ทุกความเคลื่อนไหวของเมือง & ทุกไลฟ์สไตล์มีเรื่องเล่า