Monday, June 1, 2020
More

    คณะขวัญใจ การเปิดใจวงดนตรีรุ่นใหม่ที่เขียนเพลงอกหักด้วยภาษาที่สวยงาม

    หากใครเพิ่งจะเคยได้ยินชื่อ “คณะขวัญใจ” ชวนให้เปิดยูทูบแล้วหาเพลงอย่าง ฉันคือดวงจันทร์ ฉันสิคนบ้า, รอไม่มีกำหนดการ หรือย้ายป่า คลอตาม บทเพลงของ เบิ้ล-ชีวิน โกมารทัต, คิง-วิชัยรัตน์ ปรีดี, ตั๋น-อดิศร บรบุตร และเบ็ด-พงศนาถ บุญแสนแก้ว มีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยท่วงทำนองที่ฟังสบาย โดดเด่นด้วยการใช้ภาษาที่สวยงาม คมคาย และเพราะจับใจ ซึ่งน่าสนใจเหลือเกินว่าอะไรกันที่ทำให้วงดนตรีของคนรุ่นใหม่เฉกเช่นพวกเขาถึงได้คิดและรังสรรค์ผลงานให้ออกมาด้วยความงดงาม จนใครหลายคนที่ฟังคล้ายกับต้องมนต์สะกด BLT จึงได้ชวนสมาชิกทั้งสี่มานั่งล้อมวงคุยถึงเรื่องราวของวงดนตรีที่อยากจะเป็นขวัญใจคนไทย

     

    รวมตัวกันในนามคณะขวัญใจได้อย่างไร


    เบิ้น “เราเคยเล่นวงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลชื่อว่าอินทนิลด้วย เป็นวงประกวด แล้วตอนปี 2559 ผมทำเพลงปล่อยลงยูทูบ เป็นศิลปินเดี่ยวชื่อชีวิน ตอนนั้นวงอินทนิลไม่ค่อยได้เล่น เลยอยากลองทำเพลงเพื่อตอบสนองตัวเองเฉยๆ แต่งเพลงมาเรื่อยๆ พออยากจะทำเป็นวงของตัวเองที่จริงจังขึ้นก็ใช้ชื่อคณะขวัญใจ”

    ช่วงเริ่มต้นวงมีเป้าหมายกันอย่างไร

    เบิ้น “ไม่ถึงกับจริงจังมาก ต่างคนก็ต่างหาอะไรทำกันไป ผมเรียนไม่จบก็ทำเพลงไปเรื่อย มีอาชีพรับจ้างวาดรูปทั่วไป ตอนแรกที่ลงคลิปทางยูทูบเป็นชื่อของผมก่อนคือชีวิน พอเพลงมีกระแส ทั้งสี่คนก็เลยต้องเป็นวง”

    ชื่อคณะขวัญใจ มีที่มาอย่างไร อยากสื่อสารอะไรเป็นพิเศษ

    เบิ้น “ตั้งแต่สมัยทำวงอินทนิลมันมีชื่อขวัญใจวนเวียนในหัว พอมาทำวงแยกย้ายไป แล้วมาทำใหม่ก็เลยตั้งชื่อคณะขวัญใจ มันดูเชยๆ และเป็นสิริมงคล มาจากเพลงลูกทุ่งของสายัณห์ สัญญา คือนักเพลงคนใช่ ขวัญใจคนเดิม”

    บอกตัวเองว่าเป็นวงดนตรีแนวใดกัน

    เบิ้น “ในวงต่างคนก็ต่างฟังเพลงหลากหลาย แต่ละคนก็ชอบไม่เหมือน ก็มีที่ตรงร่องตรงรอยกัน อย่างผมชอบลูกทุ่ง เพื่อชีวิต หมอลำ เพลงฝรั่งอย่าง The Beatle หรือ Loso ก็มีอิทธิพลกับผม ตอนนี้เราก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเป็นแนวเพลงอะไร ก็ถกเถียงกันอยู่ บางทีก็เป็นโฟล์ก ร็อก ลูกทุ่ง บลูส์ โดยรวมแล้วก็คือแนวขวัญใจ เรียบง่าย เล่นคอร์สง่ายๆ ภาษาเหมือนจะดูยาก แต่ก็เข้าใจง่าย เลยเรียกว่าเป็นแนวของเราเองนี่แหละ

    คิง “วงเด่นเรื่องภาษามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรีอะไร แต่ภาษาก็ยังเป็นเหมือนเดิม”

    ในเพลงมีการเล่าถึงความรักธรรมดาสามัญที่เกิดขึ้น การเฝ้ารอคอยอย่าง ไม่มีกำหนด การตกหลุมรัก อะไรถึงอยากจะกลั่นกรองเรื่องเหล่านี้ออกมา

    เบิ้น “ผมแค่อยากลองเขียนเเพลงให้ตัวเองฟัง บางทีเปิดเพลงฟัง พูดเรื่องอกหักก็จริง แต่ในเรื่องอกหักของบางท่านไม่ตรงกับเรา ก็เลยเขียนเอง เป็นเรื่องที่ตรงกับเราทั้งหมด ซึ่งมาจากประสบการณ์คนนั้นคนนี้บ้าง จากสังคม จินตนาการ แต่หลักๆ แล้วก็เอาเรื่องจากตัวเองมาเล่า ขมวดให้เป็นเพลงภายใน 3-4 นาที แล้วลองให้คนอื่นฟังบ้าง เป็นการตอบสนองตัวเองมากกว่า”

    ชื่อเพลงแต่ละเพลงน่าสนใจมาก อย่างรอไม่มีกำหนดการ, คุณคือดวงจันทร์ ฉันสิคนบ้า, คุณไปอยู่กับดาวพลูโตแล้ว คำเหล่านี้ทำไมมาอยู่ในเพลงของวง

    เบิ้น “ช่วงที่เขียนเพลงตอนนั้น วงดนตรี โฟล์กก็มี Selina and Sirinya, เขียนไขและวานิช เราอยากให้เพลงฮิตบ้าง เลยไปหาคีย์เวิร์ดไม่ไกลจากเพลงโฟล์ก อย่างคำว่าดวงดาว ท้องฟ้า สายลม นภา อากาศ แต่ไม่ได้อยากจะใส่ก็ใส่นะ ผมทำให้ดูเป็นเรื่องเป็นราว ไม่น่าเบื่อ ความจริงคำสวยๆ มันเยอะมาก แต่เอาใส่ไม่ได้ เพราะบางทีเป็นการสิ้นเปลืองคำ หลังๆ ก็พยายามหาอะไรใหม่ๆ ไม่ได้พูดวนเวียนพวกนี้ ถ้าสังเกตวงโฟล์กรุ่นใหม่จะมีคีย์เวิร์ดเหล่านี้อยู่ 70-80% เลยก็ว่าได้”

    แล้วได้กรอบประเด็นกันจริงๆ ว่าเพลงของวงจะเล่าประเด็นอะไร

    คิง “ไม่ได้จำกัด”

    เบิ้น “เวลาผมเขียนเพลงก็จะให้คะแนนด้วยตัวเองเลย ถ้าไม่ผ่านก็จะไม่เอาออกมาเลย เมื่อก่อนเขียนๆ ก็เอาให้คนอื่นฟัง เราก็ไม่มั่นใจว่าจะดีหรือเปล่า แต่เดี๋ยวนี้เขียนจบเอง ตัวเองโอเคแล้วส่งให้คนอื่นฟังพอแล้ว อาจจะปรึกษากันบ้าง เปลี่ยนคำนิดหน่อย

    คิง “บางเพลงเล่นมาหนึ่งปีแล้วเปลี่ยนคำก็มี อย่างเพลงมาลงแมลง ยังไม่จบสักที อย่างแรกเราไม่ได้อัดมาสเตอร์สักที เราเอาไปเล่นก็จะเห็นว่ามันยังขาดอันนี้ เพิ่มอันนี้ ในพาร์ท  ดนตรีก็เปลี่ยนไปเรื่อย ส่วนภาษา พอเราเอาไปเล่นแล้วรู้สึกว่าต้องใช้คำนี้ ก็เปลี่ยนตามที่เราคิดว่าเหมาะสม”

    เบิ้น “อาจมีแต่งเพลงเพิ่มในบางท่อน มันไม่ได้เสร็จในทีเดียว เพราะเป็นเดโมอยู่ ก็เลยยังทำอัลบั้มไม่เสร็จสักที เพราะเรื่องนี้ด้วย”

    เบิ้นบอกว่าไม่ได้เป็นคนอ่านหนังสือแต่เพลงคุณภาษาสวยงามมากเลยภาษาในเพลงทั้งหมดสั่งสมมาจากไหน

    เบิ้น “ผมฟังเพลงลูกทุ่งยุคเก่าเยอะ เขาจะมีภาษาที่คมเหลือเกิน ถ้ามานั่งฟังจะขนลุก ส่วนนั้นก็เอามาใช้ด้วย แล้วตอนเด็กๆ ผมก็ชอบพูดเป็นบทเล่นอยู่คนเดียว เรื่องเล่านั้นเลยอัตโนมัติของมันเอง น่าจะเรียกว่าความเคยชิน สิ่งที่เราได้ยินด้วยมา ได้เสพมาจากหลายช่องทาง ทำให้เกิดเป็นภาษาที่อยู่ในคณะขวัญใจ”

    คิง “ผมว่าภาษามันก็ไม่ได้ยากเกิน ไม่ต้องไปเปิดพจนานุกรม ผมว่าเนรียนภาษาไทยกันมาตั้งแต่มัธยมกันอยู่แล้ว 

    เบิ้น “เป็นคำคล้องจองได้พื้นฐานมาจากภาษาไทย แต่กลอนแปดอยู่แล้ว ก็ไม่ได้แต่งเก่งอะไร มันอยู่ในคนไทยเป็นวัฒนธรรมของเรา”

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าวงก็มีเพลงที่มีกลิ่นโฟล์ก มีกลิ่นเพื่อชีวิต ก็อาจมีความคาดหวังว่าวงต้องมีอุดมการณ์อะไรบางอย่าง แล้ววงมีอุดมการณ์ใดที่ยึดถือไหม

    ตั๋น “ส่วนใหญ่เพลงที่ทำกันมาจะเป็นของเบิ้นเขาเขียน เราคุยกันว่าถ้าเราได้ทำอัลบั้มจะเป็นโทนแบบนี้ แต่อุดมการณ์ที่เขียนไม่น่ามี จะเป็นเรื่องราวที่เจอกันมากกว่า”

    เบิ้น “ไม่รู้ว่าจะมีอุดมการณ์อะไร อย่างเพลงย้ายป่า ผมก็แค่อยากจะเขียนเพลงที่ตัวเองอยากฟัง แล้วให้คนอื่นได้ฟัง ถ้ามันจะดีขึ้นคือเป็นการส่งเสริมเยาวชน สังคมให้ดีขึ้น อันนั้นจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราทำกันอยู่แล้ว แอบคิดว่าอยากจะให้มันเหมือนแบบเพลง Imagin ของ John Lennon หรืออย่างเพลง We are the World ถ้ามันไปแบบนั้นได้ก็จะดี”

    มองย้อนกลับไปเห็นการเติบโต ของวงกันอย่างไรบ้าง

    คิง “เริ่มจากการปล่อยเพลงบนยูทูบ ฐานแฟนเพลง คือกลุ่มอินดี้ที่ไม่ฟังตามใครเลย หรืองานอีสานเขียนสายฮิปปี้แต่เขาก็ให้เราไปเล่น ผมดีใจ   ตรงที่ได้เข้าไปในฟังใจ (แพลตฟอร์มฟังเพลงออนไลน์) และจะได้งานของ Cat Radio เขาก็เอาเราไปเล่นให้คนฟัง สำหรับผมขวัญใจเริ่มกว้างไปเรื่อยๆ เพลงที่เบิ้นเขียนก็เดินทางไปเรื่อยๆ สักวันคณะขวัญใจน่าจะมีเพลงคุณคือดวงจันทร์ ฉันคือคนบ้า แบบรีมิกซ์ สำหรับผมมันคือความสำเร็จแทบจะที่สุดเลย เพราะเพลงต้องเป็นที่รู้จักจริงๆ”

    เบิ้น “ตอบแบบเผินๆ คือมันดี สิ่งที่เห็นคือทุกวันนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มที่ฟังเพลงเรา ได้เห็นครอบครัวมีอายุแล้ว บางทีแท็กในสตอรี่มา แม่ล้างจานมาก็ร้องเพลงเรา แม่ฟังลูกฟังก็น่ารักดี ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนเรา ช่วยฟัง ช่วยแชร์ ถ้าไม่มีคนฟังก็ไม่ได้มีคณะขวัญใจถึงทุกวันนี้”

    แล้วก้าวต่อไปในปีนี้ อยากเห็นวง ไปในทิศทางไหน มีแพลนอะไรกัน

    ตั๋น “ขั้นแรกต้องทำอัลบั้มให้เสร็จก่อน ให้มีผลงานที่เป็นรูปธรรม ตอนนี้ก็รวมเพลงที่จะทำเป็นอัลบั้มอยู่ แล้วก็อยากพัฒนาค่าย Gru Record ให้น่าอยู่ ให้เป็นบริษัทที่มีมาตรฐาน”

    เบิ้น “แอบคิดว่าอยากมีเพลงเวอร์ชันที่เป็นภาษาอังกฤษให้มันไปได้ไกลกว่าที่อยู่ในไทย พาตัวเองออกนอกประเทศ อยากมีเพลงอย่าง  Imagine สักเพลง ให้เรามีชื่ออยู่ในโลก น่าจะเป็นการประสบความสำเร็จ”