Friday, March 27, 2020
More

    The Drivers ศิลปินไทยในญี่ปุ่นที่ TOWER RECORD เลือกขายอัลบั้ม

    หากเพิ่งเคยได้ยินชื่อวงดนตรีแนว Solf Rock กลิ่นอายเพลงยุค 70s นามว่า The Drivers ของคู่พี่น้อง ไดร์ฟ-ธนานันท์ ผู้พัฒน์ (ร้องนำ-กีต้าร์) และ ดิว-ธารณันท์ ผู้พัฒน์ (คีย์บอร์ด) ต้องขออธิบายพอสังเขปว่า นี่คือวงดนตรีหนึ่งเดียวจากไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้เล่น Tribute The Beatles ในเทศกาลดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดของคนรักสี่เต่าทองทั่วโลก International Beatleweek 2016 ณ The Cavern Club สถานที่แจ้งเกิดของ The Beatles ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ไปทำงานเพลงในต่างแดน ภายใต้สังกัดค่ายในญี่ปุ่น มีผลงานแล้วสองอัลบั้มคือ Baby Come My way และล่าสุด One More Cigarette ที่ร้านขายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Tower Record เลือกไปวางขาย ซึ่งบทสนทนาในหน้ากระดาษนี้ คือเรื่องราวฉบับขยายของวงดนตรีที่น่าภูมิภาคใจอีกวงของเมืองไทย

    ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน จำได้ไหมว่าชักชวนกันเริ่มเล่นดนตรีกันตั้งแต่เมื่อไร

    ด้วยพ่อกับแม่ของเราชอบเรื่องดนตรี แล้วก็ชอบให้เราได้ลองเรียนรู้ อย่างตอนเด็กเราก็เป็นนักกอล์ฟ และคอยยื่นโอกาสใหม่ๆ ให้เรา อย่างเช่นเล่นกีตาร์ เปียโน ซึ่งก็อยู่ในบ้านมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว ด้วยความที่เราชอบฟังเพลง อยู่กับดนตรี พ่อเขาก็ชอบเล่นเพลงอยู่เพลงหนึ่งให้ฟัง เราก็ไปทำเลียนแบบ เล่นตาม ก็เป็นจุดเริ่มต้นทุกอย่าง


    ตอนนั้นประมาณกี่ขวบ

    7-8 ขวบครับ ในมิวสิกวิดีโอเพลง Together อัลบั้มแรก จะมีฟุตเทจที่พ่อผมใช้กล้อง Handycam ถ่ายตั้งแต่เราเล่นดนตรีกันไม่เป็นเลย ไหนไดร์ฟโซโลสิ เราก็ทำท่าโซโล มันมีความสุขที่ปนอยู่กับการเล่นดนตรีของเรา เลยทำให้เราสองคนเล่นดนตรีมาด้วยกันตลอด รวมวงครั้งแรกก็ช่วงมัธยม ตามธรรมเด็กวัยรุ่นทั่วไป

    มีวงดนตรีในดวงใจไหม

    หมุนไปเรื่อยๆ ก็จะมีไม่กี่วง เพราะเราอยากจะได้ Input ใหม่ๆ เข้ามาเสมอ แต่ถ้าหลักๆ ก็จะนึกถึง The Beatles Pink Floyd ก็เป็นเหมือนเพลงครูของเรา เพลงยุค 60s-70s เป็นที่เกิดความผูกพันพวกเรามาตั้งแต่เด็กๆ แต่ในยุค 2000 ก็ตรงกับวัยของเรา วงป๊อปร็อกในยุคมันก็อยู่ในหัว แต่สิ่งที่เราจับต้องได้คือความเป็น 60s-70s เพราะในวันที่เราอยากเล่นดนตรีมันก็มีโอกาสขึ้นมา เลยต้องไปอยู่ตรงนั้น แต่หลายสิ่งก็หล่อหลอมเรามาไม่รู้ตัวเหมือน ทั้งการทำเพลง ท้ังสไตล์ อย่างเกาหลีก็ฟัง ด้วยตัวเมโลดี้ที่บางทีก็สร้างแรงบันดาลใจบางอย่างให้เราได้ เราชอบดนตรีมากกว่า เลยรู้สึกว่าสมัยก่อนก็ 60s-70s จะตีกรอบตัวเองด้วยความเป็นเด็ก แต่ทุกวันนี้ไม่มีกรอบแล้ว

    แล้ว The Drivers มีจุดเริ่มต้นอย่างไร

    เริ่มมาจากเราสองคนเล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อและคุณแม่ฟังเพลงยุค 60s-70s อยู่แล้ว เราก็เลยได้ยินมันตลอด ช่วงที่ไดร์ฟกลับจากเรียนที่อเมริกา ก็ได้รู้จักกับเพื่อนที่เล่นเพลงแนวยุค 60s-70s จึงชวนดิวมาทำวงดนตรีกัน ลองใช้สิ่งที่เรารักเปิดทางไปสู่สายดนตรี โดยการเล่นเพลงคัฟเวอร์ หลักๆ ก็จะเป็น The Beatles

    ชื่อ The Drivers มีที่มาอย่างไร มีความหมายว่าอะไร

    ผมไปเจอพี่ก้อย Y Not 7 ซึ่งเป็นไอดอลและอาจารย์ของเรา บอกว่าจะเป็นชื่อวงอะไรไม่ได้นะ ชื่อไดร์ฟก็ต้องเป็น The Drivers แค่คนที่เขาเป็นไอดอลของเราให้ชื่อมา ยังไม่ต้องถามความหมายเลยก็ได้ เราเอาแล้ว คือเหมือนกำลังใจ แล้วไฟเราก็มา จริงๆ The Drivers คือการขับเคลื่อนไปข้างหน้า เป็นเรื่องของ Mindset และความตั้งใจ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เราทำอยู่

    แรกๆ ตั้งเป้าหมายในการทำวงตอนนั้นไว้อย่างไร

    ไม่มีจุดหมายเลย แค่อยากเล่นอย่างเดียว แต่มีความรู้สึกหนึ่งที่คิดมาโดยตลอดว่าเราต้องไปให้สุด แต่สุดของเราคืออะไรยังไม่รู้ คัฟเวอร์คืออะไร ออริจัล ดนตรีคืออะไร ไม่รู้เลย รู้แค่เรื่องการเล่นให้ดี แล้วมีคนชอบ มีความสุข มันจะทำให้เราไปสุดได้ ก็เลยปล่อยให้มันไหลไปตามความรู้สึก การจับทิศจับทางไม่รู้ถูกก็เกิดขึ้นตามวัยของเรา

    อะไรที่คิดตรงกันว่าจะเป็นวงคัฟเวอร์ The Beatles

    น่าจะปี 2009 เรารู้สึกว่าเล่น The Beatles แล้วมีความผูกพันมากที่สุด เป็นการเลือกโดยที่ใช้ความรู้สึก เพลงของ The Beatles มีอิมแพ็กกับเราทั้งคู่มากที่สุด เล่นแล้วมีความสุข กลายเป็นว่าทำไปเรื่อยๆ ความเป็น The Beatles ทำให้เราได้เรียนรู้ทั้งวิธีคิด การดำเนินชีวิตของเขา เรามีความสุขและสนุกกับการชอบ The Beatles

    กลายเป็นว่าไม่ใช่แค่เรื่องการคัฟเวอร์เพลง แต่ยังได้ปรัชญาแบบ The Beatles แล้ววิธีคิดที่ได้เรียนรู้มีอะไรบ้าง

    ที่ใช้กันอยู่จริง ชอบมากๆ และเห็นด้วยเหมือนกัน น่าจะเป็นการที่ The Beatles เป็นวงที่ไม่ตั้งกฏเกณฑ์ของตัวเอง อย่างอยู่ในห้องอัด เพลงสักเพลงของ Josh Harrison เขาบอกว่าเอาไปยัดอยูในอัลบั้ม ทั้งที่โปรดิวเซอร์ไม่เห็นด้วย มันไม่เข้าคอนเซปต์ Josh Harrison บอกว่าเขารู้สึกแบบนี้ ดนตรีมันคือความอิสระ จะเป็นอะไรก็ได้ มันคือสิ่งที่เขาอยากจะถ่ายทอดออกมาอย่างนั้น การไม่มีกรอบให้กับดนตรีคือสิ่งที่บริสุทธิ์ในความรู้สึกของศิลปินจริงๆ ซึ่งเรามองว่าโอเค เราจะเอาเพลงเกาหลีมาใส่ในเพลงของ The Drivers เพราะเราไม่ได้ยึดติดว่าคือ Kpop แต่แค่อิมแพ็กกับความรู้สึกนี้ ในวันหนึ่งที่เราทำดนตรีเองก็จะไม่มีกรอบ สามารถเลือกใช้ได้ สุดท้ายแล้วเราไม่ได้รู้สึกต่อต้านมัน เพราะนี่คือตัวเราแล้ว

    ในส่วนตัวเพลงของ The Beatles เขาจะพูดสองแง่สองง่าม อย่าง Come together ในอารมณ์หนึ่งคือมาสนุกร่วมกันนะ แต่มองอีกแง่ก็จะเป็นทะลึ่งไปเลย เพลงต่างๆ จะมีปรัชญาซ่อนอยู่ในคำเหล่านั้น ซึ่งเราก็อินกับพวกนี้มา เวลาที่มาเขียนเพลงก็อยากจะมีปรัชญา ซ่อนสองแง่สองง่าม อยู่ในเนื้อหาเพลงของเรา ความอิสระทางดนตรีที่ทำให้เราไม่มีกรอบ จนเราเองก็หาคำบรรยายสไตล์ดนตรีของเราไม่ได้ว่าคืออะไร แต่แค่รู้ว่าความชอบมาจากยุค 60s-70s และ 80s 90s 2000 ก็ฟังบ้าง ออกมาเป็นตัวเพลงของเราปนๆ กันไป

    ในยุคที่เล่นเพลงคัฟเวอร์เพลง The Beatles เล่นที่ไหนกันบ้าง

    ทาร์เก็ตของเราคือผู้ใหญ่ที่มีกำลังในโชว์ของ The Drivers ได้ไปเล่นให้สโมสร Liverpool ดู ตอนที่มาเล่นในไทย แล้วการไปเล่นที่อังกฤษมันเหมือนเป็นกราฟของความเป็นคัฟเวอร์ว่าขายโชว์ในไทยได้แล้ว เป็นความรู้สึกที่ฟินสุดแล้วในสายคัฟเวอร์ เป็นกราฟที่พุ่งขึ้นสุดแล้วในการคัฟเวอร์ เพราะรู้ว่าเราคือคัฟเวอร์ เราก็เป็นได้แค่คัฟเวอร์ ต้องเริ่มทำเพลงตัวเองแล้ว ในวันที่เริ่มทำเพลงเองจริงๆ ก็ยังเด็ก ไม่รู้ว่าจะใช้ไดเรกชั่นไหน คอนเซปต์ไหน ยังไม่รู้ว่าการที่จะเป็นศิลปินคืออะไร เราแค่ลองทำ อัลบั้มแรกออกมาก็คือ Attitude ของวง ต่อให้เป็นปีที่ 7 ของวง แต่ว่านั่นคือวันแรกที่ทำเพลงของเราเอง คอนเซปต์อัลบั้มก็ยังไม่แข็งแรง อัลบั้มสองก็ตกผลึกมากขึ้น

    การเป็นวงคัฟเวอร์มีความท้าทายหรือว่าต้องมีอะไรพิสูจน์ตัวเองบ้าง ต้องเล่นให้เป๊ะเหมือนกับต้นฉบับอะไรแบบนั้นไหม

    นั่นคือที่เขาเป็นกันมามากกว่า ต้องเล่นให้เหมือนเป๊ะ ต้องร้องให้เหมือน ในสังคมคัฟเวอร์ส่วนใหญ่ก็จะพูดว่า การเล่นไม่เหมือนไม่ดี ต้องเล่นให้เหมือน แต่พวกเราก็เล่นไม่เหมือนอยู่แล้ว ก็จะแหกคอก เพราะว่าเราชอบครีเอท ทำอะไรใหม่ๆ ก็จะเป็นสไตล์นั้น พอวันหนึ่งที่เรากลับมาจากอังกฤษ กลับมาจัดงาน The Beatles ในไทย มันก็คือสิ่งที่เราสร้างขึ้นในแบบของความเป็นคัฟเวอร​์ คนที่มาก็เป็นคนที่ชอบ The Beatles แต่อยากจะฟังเพลงวงที่เราในความเป็นตัวของเขาเอง สำหรับคัฟเวอร์ที่เราชอบคือการทำใหม่ และพรีเซนต์โดยความรู้สึกของเรา นั่นคือสิ่งที่เรามีความสุข แล้วเราก็มีฐานของคนที่ชอบ The Beatles ที่เป็นแบบนั้น

    เหมือนเรากำลังจะบอกเวลาคัฟเวอร์ แก่นคือเพลงของ The Beatles แต่นำมาตีความในแบบ The Drivers

    ใช่ครับ ในแบบของเรา ตามวัยของเรา อย่างเพลงเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เล่นแบบหนึ่ง ปีนี้เราก็เล่นอีกแบบ เพราะว่าเราโตขึ้น คิดอีกแบบหนึ่ง ความรักเมื่อก่อนอาจจะฟูมฟาย ตอนนี้อาจจะโตขึ้นเราก็อาจจะฟูมฟายน้อยลง

    มีคำครหาที่ว่า เล่นไม่เหมือน เพราะฝีมือไม่ถึง บ้างไหม

    มีครับ

    คุณต่อสู้อย่างไง

    เราต้องสู้อย่างไรเพื่อที่จะพิสูจน์ว่ามองเราผิด เราไม่ได้ต่อสู้ แต่ทำในสิ่งที่เรามั่นใจ และทำไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะมีคนที่โอเคกับสิ่งที่เราทำ

    คุณพาตัวเองไป International Beatlesweek 2016 ที่ The Cavern Club ได้อย่างไร

    เรารู้จัก The Cavern Club ซึ่งเป็นคลับที่ The Beatles แจ้งเกิดในตัวเมืองลิเวอร์พลู แล้วชีวิตหนึ่งเราคิดว่าต้องไปให้ได้ ซึ่งเราก็ไปในฐานะนักท่องเที่ยวธรรมดา มองขึ้นไปบนเวทีแล้วก็เห็นว่าที่นี่คือที่ The Beatles เล่นอยู่ ก็รู้สึกว่าอยากลองขึ้นไปบนเวทีบ้าง ถ้าเราสามารถมาเล่นดนตรีได้ล่ะ จะสุดยอดขนาดไหน ก็คุยกับที่วงกันว่าต้องทำให้เต็มที่เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น The Cavern Club จะมีเทศกาลหนึ่งที่คนชอบ The Beatles ทั่วโลกจะมาเล่นกัน โดยการคัดเลือกจากแอปพลิเคชันที่ส่งไป เราใช้เวลาสองปี ส่งคลิป ส่งอีเมล ทุกอย่าง แล้วเขาก็ตอบกลับมาว่ายูได้เล่นนะ

    การได้เล่นคลับเดียวกับ The Beatles ได้รับประสบการณ์ใดบ้าง

    สิ่งแรกที่ย้อนกลับมาคือ ดีใจที่ได้เล่นที่เดียวกับ The Beatles ไอดอลของเรา เรื่องที่สองคือ เราสามารถพิสูจน์ได้ จากวันนั้นที่พูดว่าจะขึ้นมายืนตรงนี้ด้วยตัววงของเราเอง นี่คือสองสิ่งที่เรามีความสุขที่สุดในช่วงที่เล่นคัฟเวอร์

    7 ปีที่กับการเป็นวงคัฟเวอร์ The Beatles วันที่ตัดสินใจว่าจะเดินทางใหม่ จะทำ The Drivers ในแบบของเรา คุณมีไอเดีย มีคอนเซปต์กันอย่างไร

    เหมือนเรามีไฟ เราทำเพลงแรกชื่อว่า Guiding Light ถนนที่ไร้ดวงไฟ แค่คอนเซปต์เพลงแรกเราก็มีความสุขแล้วนะ เมื่อมองย้อนกลับ เราเดินในเส้นทางที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไร แต่วันนี้ยังก้าวต่อไป อัลบั้มแรกคิดว่าไม่มีคอนเซปต์ เราก็เดินไปตามถนนที่ไร้ดวงไฟ สุดท้ายแล้วเราปล่อยอัลบั้มออกมา ก็รู้สึกว่าเดินมาไกล เริ่มเห็นแสงไฟที่ปลายอุโมงค์ แต่ยังไกลอยู่ดี นั่นคือบทสรุปของอัลบั้มแรก

    แล้วเล่นดนตรีแนวใดกัน

    ไม่มีเลย ถ้าตามความรู้สึกคือไม่มีแนวเลย อย่างญี่ปุ่นเอง ต้องมีโอบิที่เป็นภาษาญี่ปุ่นข้างหน้า อันนี้เราต้องบอกเขาว่าคืออะไร มันจะช่วยเรื่องการส่งเสริมการขาย สิ่งที่ใกล้กับเรามากที่สุดในอัลบั้มที่สองคือความเป็น Yacht Rock หรือ Solf Rock ยุค 70s

    ปักธงที่ญี่ปุ่นเลยไหม หรือมีอยากไปประเทศอื่น

    ก็มีอังกฤษ ไปทัวร์ก็มี รู้สึกว่าเป็นประเทศที่น่าจะไปปักธงด้วย เพราะเรามีคอนเนกชัน พรรคพวกที่เขายินดีช่วยเหลือได้ เราก็อยากจะไปอังกฤษ เราทำเพลงสากลเพราะว่าอยากให้ Native Speaker ได้ฟังเพลงของเรา เราอยากจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำไปทัชเขาขนาดไหน ญี่ปุ่นค่านิยมเขาก็จะเป็นญี่ปุ่น แต่โชคดีว่าพรรคพวกหรือแฟนคลับของเราก็พูดภาษาอังกฤษได้ เพลงของเราก็ไปทำหน้าที่ตรงนี้ได้

    พาตัวเองไปเข้าสังกัดที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร

    ในปี 2016 ซึ่งเข้าปีที่ 7 ของวง พวกเรามีโอกาสได้ไปเล่นที่อังกฤษ แล้วกลับมาก็คุยกันว่าไปถึงจุดที่ต้องการแล้วในฐานะวงคัฟเวอร์ The Beatles เลยอยากลองทำเพลงของตัวเองบ้าง ในมุมของความเป็นศิลปิน เลยมองว่าอยากไปที่ญี่ปุ่น เพราะว่าเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องกลุ่มคนฟังเพลงที่กว้าง มีหลากหลายสไตล์ แล้วพอดีมีไลฟ์เฮาส์ตอบรับกลับมา เลยไปเริ่มต้นที่นั่นที่่แรก ซึ่งไปเล่นครั้งแรกไม่มีคนดูเลย แต่ก็ยังมีคนที่ชอบเรา ทำให้ได้กลับไปเล่นที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งที่สอง จนเริ่มมีคนที่ชื่นชอบ และได้รู้จักเพื่อนๆ ที่เล่นดนตรีเหมือนกัน เกิดเป็นสังคมที่โน่น พรรคพวกที่รู้จักก็อยากจะช่วยสนับสนุนเรา เป็นที่มาที่ค่ายเพลงติดต่อเข้ามา

    จากครั้งแรกที่ไม่มีคนดู กลับมาคุยอะไรกัน

    สิ่งที่ได้กลับมาคือศิลปินที่มายืนดู มาให้กำลังเรา มันทำให้ความเฟลที่เรากลัวหายไป วันนี้กลับมานึกก็ไม่ได้รู้สึกเฟลอะไรนะ เพราะเราเพิ่งเคยไปเล่นแค่ครั้งแรก มีคนมาดูก็บุญแล้ว แต่นี่ไม่มีก็ไม่แปลกอะไรจริงๆ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่การที่มีวดนตรีมาดูเรา กลายเป็นว่าเราได้ประโยชน์เต็มๆ แล้ว คือมีคนชอบ อยากสนับสนุนและช่วยเหลือเรา

    แล้วคลิกอะไรกับ Maruzen Record

    เป็นการต่อยอดจากครั้งแรกที่ไปเล่นที่ญี่ปุ่น ไลฟ์เฮาส์เขาเข้าใจในสิ่งที่เราทำ และอยากจะสนับสนุน วงไทยที่มาเล่นที่ญี่ปุ่นก็อยากจะมาอีก มันต่อสู้นะ เขาประทับใจ ก็พูดปากต่อปากในบรรดาแฟนคลับที่เริ่มจากเพื่อนศิลปินด้วยกัน หรือผู้บริหารไลฟ์เฮาส์ กลายเป็นว่าเรามีสังคม มีตัวตนที่นั่นขึ้นมา ในวันหนึ่งที่เราอยากไปอีกเขาก็ยินดี จนเริ่มขยายไปถึงผู้จัดเทศกาลดนตรี เราก็ได้ไปเล่นเทศกาลดนตรีที่ญี่ปุ่น

    ส่วนค่าย Maruzen Record เป็นเพื่อนที่รู้จักกัน เขาเองก็มองว่าการที่ไปอยู่ในค่าย อย่างน้อยแฟนคลับของเขาน่าจะชอบ The Drivers เพราะว่า Category ไม่ต่างกันมาก ซึ่งการที่เราไปอยู่ในค่ายเขา ก็มีโอกาสที่จะให้กับวงดังๆ เหมือนกัน อย่าง Walkings ซึ่งเป็นวงร็อกแอนด์โรลกลิ่นอายยุค 70s เพลงที่เราทำมา ก็มีอะไรที่เกี่ยวกับเขาได้ เพราะว่าสไตล์เพลงไม่ได้ฉีกกันมาก

    ที่ว่าไปเล่นเทศกาลดนตรีที่ญี่ปุ่น ไปที่ไหนบ้าง

    Shimokitazawa Nite Festival เป็นเทศกาลดนตรีที่จัดในเมือง หลายๆ ไลฟ์เฮาส์ก็จะมารวมตัวกัน คนก็จะมาเดินกันเป็นหมื่นคน เข้าร้านนั้นร้านนี้ แทนที่จะมีเวที

    มีผลงานอะไรอยู่ที่ญี่ปุ่น

    ตอนนี้มีสองอัลบั้ม Baby Come My way และ One More Cigarette

    ทราบว่าอัลบั้ม One More Cigarette ไปอัดที่ห้องอัดเสียง A Stuido ในเมืองลิเวอร์พูล ทำไมถึงบินไปที่นั่น มีความหมายอย่างไรต่อพวกคุณ

    อัลบั้มสองเราไปทำที่อังกฤษ คือเมืองลิเวอร์พูล พรรคพวกที่สนิทกันเขามีห้องอัด สิ่งที่เราตัดสินใจไปคือการออกจากเซฟโซน ที่บ้านเรามีโฮมสตูดิโอ ตื่นมาเราทำงานเพลง เลยรู้สึกว่าไม่ท้าทาย ไม่ใช่อะไรที่เฟรช การที่เขาให้โอกาสไปทำงานเพลงที่อังกฤษ สิ่งแรกก็ตอบว่าเยสเลย เพราะว่าเราอยากจะไปทำตรงนั้น การที่เราย้ายตัวเองไปอยู่ในบ้านเช่า ใช้เวลาหนึ่งเดือนในการอัดอัลบั้ม 10 เพลงให้เสร็จ ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ แค่การขับรถไปห้องอัดเสียง หรือว่าการเข้าไปนั่งอัดเพลง บรรยากาศมันก็เปลี่ยนไปหมดเลย มันให้เราเกิดไอเดียใหม่ๆ สถานที่ที่เปลี่ยนไปเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้งานอัลบั้มของเราประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราคาดไว้

    แล้้ว One More Cigarette เพลงนี้มีที่มาอย่างไร

    คำว่า One More Cigarette ได้ยินมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยแล้ว คือเวลาไปดื่มเหล้าก็ได้ยินว่า อีก 5 นาที บุหรี่ตัว เราก็โอเคบุหรี่ตัว จบแล้วก็กลับ แต่มันไม่เคยจบในหนึ่งตัวตลอด คำๆ นี้ก็อยู่ในชีวิตประจำวันมาตลอดโดยไม่คิดว่าจะเป็นอะไร จนวันหนึ่งวง Walkings ซึ่งเป็นเพื่อนที่ญี่ปุ่นมีคอนเสิร์ตใหญ่ เราก็ไปซัพพอร์ตและมีความสุขกันหมด เขาก็บอกมาว่า เดี๋ยววงแตกแล้วนะ ไม่มีแล้วนะ เราก็เสียใจ ด้วยอารมณ์นั้นก็พูดขึ้นมาว่า One More Cigarette The We Go Home คือเราชอบส่งเพลงให้กันฟังอยู่แล้ว ซึ่ง มีเมโลดีหนึ่งที่เขาชอบ เขาก็เลยฮัมขึ้นมาว่า One More Cigarette The We Go Home ซึ่งมันเกิดขึ้นในสถานการณ์จริง บุหรี่อีกมวนแล้วเราแยกย้ายกันนะ กลายเป็นที่มาของเพลงนี้ สำหรับเราเองคงไม่ได้จะไปบอกเขาว่า อย่าไปเลย เสียใจ เศร้าอยู่ เราเข้าใจ แต่ขออยู่ต่อ ให้บุหรี่มวนนี้มันดับลง แล้วเราก็แยกจากกันดีกว่า

    การทำงานเพลงกับค่ายญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง

    ค่ายให้อิสระเราเต็มร้อย แต่ในการจัดการจะมีระบบ มีความเป๊ะ อย่างเราไปเล่นคอนเสิร์ตในไลฟ์เฮาส์ก็จะมีมาตรฐานว่าห้ามมาเลต มาตรฐานในการซาวด์เซ็ก 20 นาทีต้องเสร็จ ทำให้เราได้เรียนรู้ความคิดคนญี่ปุ่น และนำมาใช้เป็นมาตรฐานของวง ซึ่งเป็นจุดที่ดีมาก ให้เราพัฒนาตัวเอง

    ไปทำงานเพลงที่ญี่ปุ่นต้องปรับตัวอะไรเป็นพิเศษไหม

    มีจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าต้องปรับตัวจริงๆ คือเรื่องแพชชัน เราไปญี่ปุ่นแล้วเห็นวงต่างๆ เล่น จิตวิญญาณพวกเขาขอย่างเล่นฮอลล์เล็กๆ แต่เล่นเหมือน Fuji Rock เวทีใหญ่ หรือเล่นใน Budokan Hall นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องปรับตัว ต้องมาเรียนรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงมีแพชชัน เขาปล่อยอย่างนั้นได้อย่างไร เราก็มาศึกษาและคุ้ยหาไปเรื่อยให้มีจิตวิญญาณอย่างนั้นให้ได้ พอไปเล่นกับเหล่านั้นก็เรามีไฟ การกลับมาไทยก็เหมือนกับเหล็กกำลังร้อน อยากทำนั่นทำนี่ มันจะมีโจทย์เข้ามาในหัวตลอด แล้วเราต้องพัฒนาให้ดีขึ้น

    แล้วการทัวร์ล่ะเจอประสบการณ์อะไรมาบ้าง

    สิ่งที่เรียนรู้ในญี่ปุ่นคือจะอยู่อย่างไรด้วยเงินเท่านี้ จะทำอย่างไรให้เงินเหลืออยู่จนจบได้ หรือห้องจะต้องอยู่อย่างไร ห้องเล็ก คือประสบการณ์ที่ญี่ปุ่นเอว เราไปจนชินแล้ว พกเงินไปเท่านี้ ต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไปซูเปอร์มาร์เก็ตต้องรอเซลส์นะถึงจะซื้อได้ แตกต่างจากไทย อยู่บ้านเราก็รู้ว่าเดี๋ยวจะเจอร้านอาหารตามสั่ง การเดินทาง การเอาตัวรอดที่ญี่ปุ่น ในความแตกต่างที่ชัดเจนเลยคือวัฒนธรรมการนั่งรถไฟ อยู่ที่ไทยเอารถคันใหญ่ไป แต่ไปญี่ปุ่นต้องนั่งรถไฟ ต้องแบกกีตาร์ ก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดให้ได้

    งบประมาณเฉลี่ยไปทัวร์ญี่ปุ่นกี่บาท ต้องอยู่กี่วัน

    ตกต่อครั้งก็ประมาณแสนบาท รวมตั๋วเครื่องบิน ที่พัก เราจะไปสองเดือนครั้ง อยู่ประมาณ 15 วัน ไปญี่ปุ่นกันมากว่า 20 ครั้ง คืออย่างผมกับพี่ชายเองก็มีงานประจำ บางทีก็เก็บเงินจากงานประจำมาลุย แต่ช่วงหลังๆ ก็เริ่มมีแฟนคลับ คอนเสิร์ตเปิดอัลบั้มก็เริ่มขายตั๋วได้ เราไม่เจ็บตัว

    ไปสังกัดที่ญี่ปุ่น 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วงดนตรีจากไทยก็ได้รับความสนใจคนที่นั่นไม่น้อย พวกคุณมองว่าคนญี่ปุ่นมองวงดนตรีจากไทยอย่างไร

    ศิลปินไทยมีความพิเศษ มันคือแบนด์ต่างชาติที่มีความแตกต่างจากสังคมอินดี้ในญี่ปุ่น สำหรับเรามองว่ามีอะไรใหม่มา เราก็อยากเสพ ยิ่งเป็นแบนด์ที่มาจากไทย ซึ่งการันตีว่าในวงการอินดี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดา คือในเอเชียก็ติดท็อปอยู่แล้ว ก็เป็นเครดิตที่ดี แล้วยิ่งความสามารถของวงที่ไปสามารถสร้างสิ่งใหม่ให้กับญี่ปุ่นได้ คนญี่ปุ่นก็เลยมองว่ามาจากเมืองไทยดีมาก กิจกรรมที่ไทยมีเทศกาลดนตรีดังๆ เยอะมาก พาวงระดับโลกมาเล่นกัน เขาเลยรู้สึกว่าประเทศไทยน่าสนใจ ตัวศิลปินญี่ปุ่นก็อยากมาไทยกันมาก เพราะว่ามีเครดิตที่มาจากศิลปินไทย แต่ละวงในสายอินดี้ไทยที่มาคือสุดเลย เรามองว่าเป็นสิ่งที่ดี จะทำให้เราโตไปได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบศิลปินไทยด้วย

    การมีผลงานเพลงวางขายในญี่ปุ่นอย่าง Tower Record มีความรู้สึกคิดเป็นเช่นไรกัน

    รู้สึกดีที่มีคนซื้อแผ่นเรา เพลงของเรามีคนฟังนะ เป็นประสบการณ์ที่ดี เรามองว่าได้สร้างสิ่งๆ หนึ่งขึ้นมาแล้วมีคนชอบ เพลงของเราไปทำหน้าที่ในชีวิตประจำของเขา อย่างเช่นเพลง One More Cigarette เราก็รู้สึกว่ามีคนแชร์ไปในวันที่เขาเสียใจ ทำให้เรามีความสุขกับการถ่ายทอดอารมณ์ของเรา แล้วมีคนได้ใช้มันจริงในประเทศญี่ปุ่น สิ่งนี้คือจุดสูงสุดแล้วในการทำเพลง เราก็รู้สึกว่่ามันเป็นความสุขของเรา

    ข้อที่เราดีใจที่สุด คือทาง Distributor บอกตั้งแต่แรกว่า เขาไม่ฝาก Tower Record วางขายอัลบั้มนะ ถ้า MD Tower Record ไม่ซื้อขาด อยากลองไหมว่าคนฟังระดับผู้บริหาร Tower Record เขาจะซื้อไหม เพราะถ้าแม้แต่เขาไม่ซื้อก็ไม่รู้จะไปวางทำไม เราก็เอา ถ้าเกิดเขาซื้ออย่างน้อยก็ผ่านคุณภาพของผู้บริหารที่เขาคัดเลือก เพราะว่าจะมีหลายแบนด์ที่ขายที่ Tower Record แต่จะเป็นรูปแบบฝากวาง Tower Record ไม่ได้ซื้อ แต่ The Drivers ทาง Tower Record ซื้อขาดเลย

    มีอะไรฝันอยากอีกไหม

    เราอยากไป Glastonbury เราอยากจะให้มีจุดสามารถยึดเหนี่ยวใจในที่สูงที่สุด เราอยากจะไปก็ต้องทุ่มเท เหมือนปรัชญานักกอล์ฟว่า ตีกอล์ฟให้ไกลต้องเล็งที่ดวงจันทร์ แต่ถ้าไปไม่ถึงดวงจันทร์ ก็อยู่ท่ามกลางดวงดาว ก็คือปรัชญาเดียวกับที่มาใช้กับวง อยากไป Glastonbury จิตวิญญาณจะพาเราไปทางนั้น


    ภาพจาก : www.facebook.com/thedriversthailand

    รับข่าวสารอัพเดตจาก BLT Bangkok

    ทุกความเคลื่อนไหวของเมือง & ทุกไลฟ์สไตล์มีเรื่องเล่า