Sunday, October 25, 2020
More

    ดนตรีเพื่อการเปลี่ยนแปลง กลิ่นกัญชา สังคมในมายาคติ จาก SRIRAJAH ROCKERS

    หากเอ่ยคำว่า ‘สีชา’ สำหรับนักฟังเพลงเรกเก้ คงรับรู้กันดีว่าคือชื่อที่กล่าวถึงวง ‘Srirajah Rockers’ ซึ่งนี่คือวงดนตรีเรกเก้ระดับตำนานของเมืองไทย (ที่ยังมีลมหายใจ) ด้วยเพราะโลดแล่นบนโลกแห่งเสียงเพลงมากว่า 15 ปี นับจากจุดเริ่มต้นของ ‘วิน ชูจิตารมย์’ นักร้องนำและสมาชิกหนึ่งเดียวที่อยู่มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น จนปัจจุบันเข้าสู่ยุคเจเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีสมาชิกมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย บูรณ์-บริบูรณ์ สุขเลิศนันทกิจ (เบส), สโตน-โชติพัฒน์ โพธิ์เผือก (กลอง), ทอมมี่-Thomas C. Hanson (DUB MIXER), แตงโม-รัตนากร อ่อนแก้ว (คอรัส), แมม-อิสรีย์ กฤษฎี (คอรัส), บอล-ชนัฏ อิศรางกูร ณ อยุธยา (คีย์บอร์ด), ตั้ม-อาสา อากรผล (Thaiyabinki), มิ้น-จิรวุฒิ คุณะดิลก (กีตาร์), RUDI-วรุตม์ สมานทรัพย์ (ทรัมเป็ต), อุ้ย-พัทธดนย์ เจษฎารมย์ (ทรอมโบน) และ กอล์ฟ-ธนพงศ์ ท้าวเมือง (เพอร์คัสชั่น) ซึ่งในปี 2563 กำลังจะมีผลงานอัลบั้มใหม่ในชุดที่ 4 ‘พร’ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเป็นบิ๊กแบนด์อย่างเต็มรูปแบบ อันถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำทางให้เราชวนพวกเขามาสนทนาด้วย และต่อไปนี้ BLT ขอนำเข้าสู่เรื่องราวโลกของดนตรีที่กำเนิดจากการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ สู่การขับขานบทเพลงแห่งความหวังการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น

    เบสิกสุดรับรู้กันว่าดนตรีเรกเก้มาจากประเทศจาไมกา ลึกกว่านั้นแล้วเรกเก้คืออะไร

    วิน: เป็นวิวัฒนาการของแอฟริกัน มิวสิก ในสมัยล่าอาณานิคม จาไมกาคือพื้นที่หนึ่งที่คนดำถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงาน ยังกระจายไปทั่วยุโรป ทั่วอเมริกา จึงเกิดแนวคิดในการรวมคนดำทั้งหมดมาอยู่ที่เอธิโอเปีย เพราะเชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของคนดำ แล้วก็มีรากของคนเรกเก้ที่ไปนับถือ Jah Rastafari ซึ่งเป็นเหมือนคิงส์ของเอธิโอเปีย และตามความเชื่อในพระคัมภีร์คือผู้ปลดปล่อยคนดำให้มีอิสรภาพ จะมีบุคคลสำคัญหลายคน เช่น มาร์คัส การ์วีย์ ที่มีแนวคิดทำเรือ The Black Star Line เพื่อรวบรวม   คนดำกลับมาอยู่เอธิโอเปีย แล้วสร้างอาณาจักรที่เรียกว่า Zion เหมือนกับสวรรค์ของพวกเขา แล้วมีคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงเสมอคือ Babylon ซึ่งตรงข้ามกับ Zion


    ส่วนรากของดนตรีแนวเรกเก้มาจากคนแอฟริกันที่ไปอยู่จาไมกาแล้วได้รับอิทธิพลจากเพลง Rock ’n Roll ผสมกับ Mento เพลงพื้นเมืองของคนจาไมกา เลยเกิดเป็นเพลง Ska แล้ววิวัฒนาการเป็น Rock Steady จากนั้นเป็น Early Raggae แล้วเป็น Reggae ซึ่งก็จะแตกแขนง เช่น Dub Music, Dancehall Music แต่ก็จะเรียก Raggae เป็นเมนใหญ่ ซึ่งบางทฤษฎีบอกว่าเป็นความบังเอิญที่ซาวด์เอ็นจีเนียร์หมุนม้วนเทปให้ช้าลง เหมาะกับเวลาสูบกัญชา ก็จะมีวิวัฒนาการมาโดยตลอดไม่หยุด จนมาวันนี้ Reggae ได้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมใหม่­ เริ่มมาประมาณ 60-70 ปี

    ไทยรับวัฒนธรรมดนตรีเรกเก้มาช่วงไหน

    วิน: เพลงแรกๆ ที่เป็นเรกเก้คือ ไปทะเล ของปานศักดิ์ รังสิพราหมณกุล แต่อัลบั้มเขาก็จะมีหลายแนวเพลง

    แล้ว Srirajah Rackers มีจุดเริ่มต้นกันได้อย่างไร

    วิน: ผมเป็นคนศรีราชาและมีเพื่อนอยู่ 3 คนที่เล่นดนตรีกันมาตั้งแต่มัธยม เราพยายามหาเพลงที่แตกต่างแปลกใหม่ ก็ทดลองฟังเพลง อ่านหนังสือเยอะมาก ช่วง ม.6 ผมสนใจเล่นเพลง Ska Punk อาจารย์ให้ทำรายงานภาษาอังกฤษ ผมก็ทำรายงานเรื่องเพลง Ska ว่าจุดเริ่มต้นคืออะไร เริ่มฟัง T-Bone เอาตัวเองมาฟังเพลงที่สบายขึ้น พอเข้ามหาวิทยาลัย สมาชิกที่อยู่ศรีราชาด้วยกันต้องไปตามทางของตัวเอง มีผมคนเดียวที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ช่วงปี 1 ก็มารวมวง Srirajah Rockers ที่ ม.ศิลปากร ออกชุดแรกชื่อ Srirajah Rockers มีเพลง Rude Boys Gangster, Shake Your Move, เก็บเล็กผสมน้อย ก็เล่นไปกันเรื่อยๆ โดยที่แค่อยากเล่น

    ดนตรี Reggae มีหลายระดับ สิ่งที่ผมสนใจคือ Root Reggae ช่วงปี 2-ปี 3 ผมได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Rockers It’s Dangerous ที่พูดถึง Root Reggae ซึ่งแก่นคือการต่อสู้ของคนผิวดำที่ถูกล่าอาณานิคม ก็จะมีการแสดงออกหลายอย่าง เช่น ศาสนา Rastafari ดนตรี ปรัชญา วิธีคิดต่างๆ การเข้าถึงพระเจ้า เชื่อมโยงไปถึงกัญชา ครอบคลุมทุกอย่างไม่ใช่แค่เพลง แต่มันคือชีวิต ผมก็ขวนขวายที่จะรู้ให้เยอะที่สุด เพราะไม่สนใจเรื่องอื่นเลย พอเรียนจบก็เจอเหตุการณ์ที่ทุกคนต้องแยกย้ายกันอีก ต้องหางาน มีครอบครัว ผมกับบอล (คีย์บอร์ด) ก็เซ็ตวงใหม่ มาเจอบูรณ์ (มือเบส) มิ้น (กีตาร์) และ โตน (กีตาร์) ทำชุด Organix ออกมา โดยพยายามทำอัลบั้มนี้ให้มีคุณภาพและเป็นอกาลิโก มิวสิก ฟังได้โดยไม่จำกัดกาลเวลา ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไปๆ มาๆ กรรมดีที่เราทำมาเป็น 10 ปีรีเทิร์นกลับมา มีงานเข้ามา มีรางวัล แต่สิ่งที่พูดกับคนในวงเสมอคือ ผมทำวงเพราะอยากเปลี่ยนแปลงสังคมโดยใช้เพลง เป้าหมายของ Srirajah Rockers คืออยากให้วัยรุ่นสมัยใหม่มีสติ ปัญญา สมาธิ โดยที่เจตนาพวกเราดีนะ แต่อาจจะมีพูดเรื่องกัญชา

    ความหมายของชื่อวงต้องการจะสื่อสารถึงอะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับเมืองศรีราชา แถมใส่ว่าร็อคเกอร์ทั้งที่เล่นแนวเรกเก้

    วิน: ทุกคนก็จะงงว่าทำไม่ใช้ชื่อ Srirajah Reggae ซึ่งผมอยากจะให้เป็นคำถามอยู่แล้ว ก็เริ่มมาจากคนศรีราชา 3 คน ร็อคเกอร์สก็มาจากภาพยนตร์ เพราะคนจาไมกามองว่าการเล่นเรกเก้เป็นเพลงร็อค เหมือนวงร็อคแสลง ร็อคคงคย ร็อคเอ๊าะเย๊าะ ที่เรียกตัวเองว่าร็อค แต่เล่นเพลงพื้นบ้าน

    จากอิทธิพล Root Reggae วงมีแนวทางการทำเพลงอย่างไรบ้าง

    วิน: ผมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วก็ทำเต็มที่เลยอย่างใดอย่างหนึ่ง เล่นเรกเก้ก็อยากทำเพลงให้ชัดเจน เป็นเรกเก้ที่แท้จริง ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งเพลง ทั้งเนื้อหา ด้วยเจตนาที่เรกเก้เกิดมาคือการเรียกร้องอิสรภาพ เสรีภาพ สันติภาพ ผมเลยเลือกทำแบบ Root Reggae อีกอย่างหนึ่งคือยุคนั้นไม่มีใครทำ ยุคที่พูดกันว่าเรกเก้เฟื่องฟู นั่นเป็นยุคที่ผมรู้สึกปวดใจและเป็นแกะดำ ทำไมพวกมึงเล่นช้า ไม่มีทางสนุกหรอก ไม่มีทางประสบความสำเร็จหรอก แต่พวกผมก็ไม่แคร์ อยู่แค่ในโลกของเราจริงๆ แล้วก็ลองผิดลองถูกกันเองทั้งหมด

    เพลงเรกเก้ของ Srirajah Rackers มีแก่นสารที่อยากจะสื่อสารอะไรบ้าง

    วิน: ภาพรวมพูดเพื่อสังคม เวลาที่เขียนเนื้อเพลงผมจะมีความคิดแล้วว่า สังคมเกิดปัญหาอะไร เราต้องการเข้าไปถึงใจของคนฟังว่า คุณดับทุกข์ได้ไหม เพราะพวกเราเป็นเรกเก้ที่ใฝ่ในทางธรรม อย่างผมกับบูรณ์เคยบวชศึกษา และคุยกันเรื่องธรรมะ ซึ่งดูย้อนแย้งกับสิ่งที่พวกเราเอามาสูบ คือผมฟังเพลงก็จะมีความคิดที่แตกต่าง อะไรที่เขาทำกันไม่ทำ อะไรที่ป๊อปก็รู้สึกว่าเชย ผมคิดว่าเกิดมาชาตินี้ถ้าจะทำเพลง ก็ขอทำเพลงที่ทรงคุณค่า และได้ค้นพบความหมายของชีวิตไม่มากก็น้อย บางคนอาจจะฟังเพื่อความบันเทิง แต่บางคนฟังแล้วถ้าคิดที่จะทำร้ายตัวเอง แล้วสามารถเกิดปัญญาได้ ผมมองว่านั่นเปลี่ยนโลกโดยใช้เพลงแล้ว แม้ตัวผมไม่ได้ดีเพอร์เฟ็กขนาดนั้น แต่ก็มีเป้าหมายเหมือนกับทุกคน ที่อยากให้สังคมและประเทศชาติชาญฉลาด

    มีตัวอย่างเพลงไหมที่ว่าจะมุ่งไปที่สติ ปัญญา สมาธิ หรือว่าการดับทุกข์

    วิน: เพลงธุลีดิน เพลงรูป รส กลิ่น เสียง ซึ่งคือเพลงที่ผมยังไม่รู้เรื่องพระพุทธศาสนาเลย แต่งขึ้นก่อนที่จะบวชด้วยซ้ำ ตอนอายุ 23-24 ปี คือเป็นสัญชาตญาณ เพราะเราเริ่มรู้สึกเกิดความทุกข์แล้ว ทีแรกก็เป็นคนไม่มีศาสนา ผมแต่งเพลงนี้เพื่อจะอธิบายว่ามีคำถามแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ชีวิตเราคืออะไร เกิดมาทำไม เดี๋ยวก็ตาย แล้วพอได้บวชเรียนก็มุ่งเข้าไปในแก่น ไม่สนใจเรื่องพิธีรีตรอง บทสวด หรืออภินิหาร จับไปที่คำสอนที่ต้องใช้ได้จริง

    สมัยที่ผมบอกว่าไม่มีศาสนา ก็ยังคงไหว้พระกับพ่อกับแม่นะ แต่ไม่ได้มีความเคารพ เพราะผมเจอพระที่เอาของใส่บาตรมาขายต่อ แต่พอได้บวช หลวงพี่ก็บอกว่าเพราะไปยึดติดที่ตัวบุคคล แล้วก็อ่านหนังสือเจอคำสอน วิธีคิด ผมเคลียร์เลย ผมก็มีเพื่อนที่ไม่มีศาสนา แต่สุดท้ายถ้าเราสำนึกดี มีสัญชาตญาณที่ดี ไม่ได้เบียดเบียนใคร ทำสิ่งที่ดี คุณเป็นแบบนั้นถูกแล้ว พวกเราจะเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่มีสำนึกดี

    แสดงว่าวงไม่ได้หยิบใช้วัฒนธรรมของ Rastafari เข้ามามีอิทธิพลในชีวิต ออกจะเป็นทางพุทธมากกว่า

    วิน: ใช่ครับ เป็นพุทธะ ผู้ตื่นมากกว่า เพราะ Rastafari ต้องปฏิบัติตามคัมภีร์ เพื่อที่จะเข้าไปถึง Jah Rastafari ซึ่งเป็นพระเจ้า ผมชอบนะ แต่ไม่ได้ปฏิบัติ ถ้าผมจะต้องปฏิบัติก็ต้องอ่านคัมภีร์ มีการสวดมนต์ สูบกัญชา ซึ่งเวลาสูบควันต้องออกทางจมูกถึงจะถูกธรรมเนียม กินเนื้อไม่ได้เลย ทำผมเดรดล็อกส์ที่ห้ามกรรไกรมาถูกผม ซึ่งผมเป็นคนไทย ก็อยากจะสื่อสารกับคนไทย แนวคิดแบบพุทธะเป็นสิ่งที่คนไทยจับต้องได้ ซึ่งเรกเก้คือส่วนเสริมของพาร์ทดนตรีในการทำสมาธิ เช่นการเล่นเบสซ้ำไปซ้ำมา พวกผมก็ใช้เพื่อ Meditation ซึ่งสิ่งนี้คือแนวคิดที่ได้จาก Rastafari ที่นำมาเพื่อภาวนา เชื่อมโยงกับพุทธะ ซึ่งก็ปฏิบัติกันจริงๆ จังๆ แต่พวกเราอยู่ในโลกียะ ก็พยายามทำกลางๆ ไม่ให้ตึงเกินไป

    บูรณ์: ซึ่งในยุคปัจจุบันมันดีมาก สามารถนำการภาวนามาช่วย เพราะพวกเรากดโทรศัพท์ สมาธิก็สั้นกันทุกคน เรามองเป็นรูปแบบผสมผสาน แล้วก็เลือกสิ่งที่ดีมาใช้ หนทางของพุทธะก็มองเห็นแล้วว่าสามารถนิพพาน ซึ่งทุกศาสนาก็มีจุดหมายเดียวกัน

    วิน: เป้าหมายชีวิตตอนนี้คือนิพพาน แต่ก็ใจร้อน ควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ ยังเป็นคนธรรมดา เราไม่ได้เป็นพระ ยังมีกิเลส แต่แค่เห็นหนทางแล้วว่า ถ้ามาทางนี้จะค่อยๆ ดีขึ้น

    Srirajah Rockers มีอัลบั้มเต็มทั้งหมด 3 อัลบั้มคือ Srirajah Rockers, Youth Explosion และ Organix ที่ผ่านมาก็จะมีเมนหลักในการเล่าเรื่องแตกต่างกันไป อยากรู้ว่าในแต่ละอัลบั้มพวกคุณมีไอเดียอะไรกันบ้าง

    วิน: เบสิกมาก คือเป็นเรื่องของชุดความคิดของระยะเวลา ตอนนายอายุ 10 ขวบก็มีอีกชุดความคิดหนึ่ง พออายุ 20 ปี อายุ 30 ปี 40 ปี ก็จะมีอีกชุดความคิดหนึ่งที่เราอินอยู่กับอะไร ซึ่งอัลบั้มแรกยังเรียนอยู่ ยังมีความฝัน มีหลายคำตอบที่เรายังไม่รู้ เป็นช่วงแห่งการแสวงหา ค้นหาอะไรบางอย่าง พอมาอีกชุดหนึ่งคือเริ่มเจอแล้ว แต่ยังไม่เคลียร์ พออีกชุดหนึ่งเดี๋ยวค่อยพูดถึงดีกว่า เอากัญชากันดีกว่า น่าจะสนุก ซึ่งเป็นชุดความคิดที่บอกไม่ได้ว่า ชุดนี้จะพูดเรื่องนี้ ไม่ได้เฉพาะเจาะจง ว่ากันเป็นเพลงๆ ไป ไม่ได้มีการคิดคอนเซปต์ขึ้นมา ทำด้วยสัญชาตญาณ

    ถ้าตัดดนตรีออก มาดูที่เนื้อเพลงก็สังเกตว่าคล้ายกับบทกวี

    วิน: ผมไม่ได้มองแบบนั้น คือจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจ Message ที่สุด เข้าใจโดยที่ไม่ได้ให้คำตอบเลยทีเดียว เป็นคำถามปลายเปิด ให้ไปตีความกัน อย่างเพลงก็ เพลงล่าสุดในอัลบั้มพร ที่ร้องว่า …ตลอดเวลาคือความรู้สึกรักเธอ คนทั่วไปจะมองว่าบอกรักแฟน แต่สำหรับผมแต่งให้ลูก นี่คือความรักที่ไม่มีเหตุ ซึ่งการตีความของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เลยเลือกใช้ตรงนี้ให้สามารถไปได้กับทุกจริต

    กำลังจะมีอัลบั้มใหม่ ‘พร’ ชุดนี้มีไอเดียอะไรกันบ้าง

    วิน: ต้องเล่าไปถึงคอนเสิร์ต 1,300 ปีสีชา ตอนนั้นเล่นคล้ายๆ กับเป็นบิ๊กแบนด์ คือผมต้องการสับขาหลอกคนฟังอยู่เสมอ ไม่อยากให้เจออะไรซ้ำๆ เดิมๆ ก็มีคนเพิ่มเข้ามา มีมิติต่างๆ ต้องการทดลองอยู่เรื่อย พอคอนเสิร์ตเสร็จก็คิดว่าทำอัลบั้มเถอะ อยากทำแบบบิ๊กแบนด์ เป็นเรกเก้เต็มรูปแบบ เพราะที่ผ่านมามี 4-5 คน เข้าใจแล้วว่าเป็นอย่างไร ผมเป็นคนที่ทำเพลงเกือบทุกวัน อัดเป็นอะคูสติกไว้ แล้วก็ให้คนในวงฟัง เพลงนี้ชอบไหม เล่นยังไงดี ต่างคนต่างไปคิด ก็มารวมกันจนได้ 17 เพลง ใช้เวลาแค่ 3 เดือนหน่อยๆ เพราะผมมีความคิดเสมอว่าไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ อยากรีบทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่อยากรออะไรทั้งสิ้น ไม่อยากรอโอกาส ความคิดชุดนี้มาแล้ว ทำเลย

    17 เพลงถือว่าเป็นอัลบั้มที่มีเพลงมากที่สุดนับตั้งแต่วงทำมาเลย

    วิน: ที่ผ่านมา 10 เพลง 9 เพลง 11 เพลง แต่ทีแรกอัลบั้มนี้มี 20 เพลงด้วยซ้ำ ใครจะว่าเยอะไปไม่สนแล้ว ตอนนี้ก็อยากทำชุดใหม่อีกแล้ว ทั้งที่ชุดพรยังไม่ได้ออกเลย

    ทำไมถึงตั้งชื่อว่าพร

    วิน: เพราะข้างในนั้นแทรกคำอวยพรเข้าไป รวมถึงวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งมีคำจาไมกาว่า Bless คำไทยคือคำว่าพร

    อัลบั้มมีอะไรที่แตกต่างจากชุดก่อนหน้าที่ผ่านมาไหม อย่างแก่นสารเรื่องราวที่พูดถึง เพราะเพลงที่ออกมาล่าสุดอย่าง ‘ก็’ ดูเป็นเพลงรักเลย

    บูรณ์: อัลบั้มนี้ Positive ขึ้น มีความเป็นครอบครัว เรื่องราวเหตุการณ์ที่วินเก็บมาร้อยเรียงเป็นเพลงมันสว่าง แล้วคำว่าพรก็เป็นอกาลิโก เราก็ได้ยินว่าพรดี พรประเสิรฐ ซึ่งมันสวยงาม

    วิน: ก็จะแตกต่างในเรื่อง Message ที่ค่อยๆ เข้มข้นและชัดเจน เพราะเราได้ลองผิดลองถูกจนได้คำตอบ ณ อายุ 35 ปี รวมถึงความกล้าของผมที่จะพูดอะไรกับสังคม

    หลายเพลงอย่่าง ดงกัญชาบาน การแชร์ พรรณลำพัง วิถีเกษตรของวัยรุ่นไทยสมัยใหม่ในยุคดิจิตอล พูดถึงกัญชา เพราะอะไรถึงถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ออกมา

    วิน: เพราะเชื่อในกัญชา เพราะสูบกัญชา ผมมีความเชื่อมั่นว่ากัญชาทำให้ผมใจเย็น เพราะผมเป็นคนใจร้อนมาก ทำให้หยุดคิดและทบทวนกับทุกอย่าง เหมือนกับยืดความคิดของตัวเองให้ยาวขึ้น แล้วค่อยๆ ทบทวน ผ่อนคลาย คลี่คลาย ผมเชื่อว่ากัญชาสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ทำให้โลกสงบสุขได้จริงๆ จะเปลี่ยนแปลงคนให้ดับทุกข์ได้ ถ้าใช้อย่างชาญฉลาด และใช้อย่างพอดีแบบทางสายกลาง อย่างมีความรู้ความเข้าใจ ถูกเวลา ถูกสถานที่ ต้องมีวุฒิภาวะที่พร้อมจะเข้าใจ ไม่ใช่ไปจมบ้อง ไม่ใช่อย่างธุรกิจ อยากจะรวยกับมัน มันเป็นพืชที่ธรรมชาติดีไซน์มาเพื่อให้มนุษย์และสรรพสิ่งได้กลับมาอยู่ธรรมชาติอีกครั้ง ไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยเคมีหรือแอลกอฮอล์ที่ทำให้เราบ้าบอเกินเหตุ มันไม่ใช่ที่กฏหมายเรียกว่ายาเสพติด ก็เลยใช้เป็น Message หนึ่ง

    กัญชากับเพลงเรกเก้ทำไมต้องเชื่อมโยงกัน

    วิน: กัญชาเกิดมานานมากและอยู่ในทุกๆ อารยธรรมของโลก ไม่ได้เกิดมาจากเรกเก้หรือจาไมกา กัญชาเป็นเหมือนกับพืชที่ให้ปัญญา ทำให้ศีลกลับมา เลยไปผูกกับดนตรี ความคิด การเข้าถึงพระเจ้า และเชื่อมโยงกับเรกเก้ แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไป คนก็คิดว่ากัญชาคือสัญลักษณ์ของเรกเก้ ซึ่งจริงๆ แล้วกัญชาคือสัญลักษณ์ของมนุษยชาติทุกคน

    แล้วพวกคุณพูดในมุมสรรเสริญ บอกกล่าวข้อดี หรือมุมไหน

    วิน: เราให้ท้ายมันเต็มที่ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เราเชื่อใจ มันส่งเสริมให้พวกเรามีสติปัญญา ไม่ได้ทำให้เป็นแค่คนพี้ยาคนหนึ่ง สิ่งที่เราอยากทำไปในเพลง เพราะว่าเราอยากพูดเรื่องจริงของกัญชาเป็นมุมนี้ ดงกัญชากำลังบานแล้วนะ ทุกคนต้องดีใจ เพราะจะได้ใช้อย่างเสรีและสะอาดปลอดภัย เราแค่พูดในมุมมองที่ไม่มีใครพูด พูดในเชิงที่ให้เกียรติ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าถูกมองเป็นสิ่งที่ทำลาย มันมีประโยชน์นะถ้าคุณใช้อย่างถูกวิธี

    ในเมื่อก่อนหน้านี้กัญชายังเป็นยาเสพติด ไม่กลัวจะถูกมองในแง่ผิดกฎหมายหรอ

    วินซ: ไม่ครับ เพราะว่าตอนนั้นผมมีความเชื่อมั่นว่า ถ้าใครมาตรวจสอบ จะมาเอาผิดผมอย่างไร ในยุคนั้นที่เราแต่งเพลงการแชร์ ต้องหาคำอื่นมาแทนเพราะว่าผมไม่กล้าใช้กัญชาตรงๆ จะทำให้ดูนักเลงไปหน่อย ก็เลยต้องสับขาหลอก โดยใช้คำที่คนก็รู้แน่ๆ ว่าคืออะไร เราพยายามทำให้ไม่ได้มีเรื่องไม่ดีเข้าตัวเราด้วย แต่พอกัญชาถูกกฏหมายแล้ว เราก็ไปเปลี่ยนชื่อในยูทูบว่ากัญชา

    อย่างที่บอกว่าจะต้องมีคนแนะนำการใช้กัญชาอย่างชาญฉลาด แล้ววิธีการใช้อย่างชาญฉลาดต้องเป็นอย่างไร

    วิน: ในเชิงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต้องรู้ว่าสารตัวไหนโทษ สารตัวไหนให้คุณ สารตัวนี้เมา ตัวนี้รักษาร่างกาย ต้นกัญชา มีราก ใบ ดอก เมล็ด แต่ละส่วนมีสรรพที่ต่างกัน อย่างราก ต้มดื่มช่วยโรคเก๊า ถ้ามีความรู้เราก็จะสามารถ อัตตา หิ อัตตโน นาโถ พึ่งตนเองได้ อย่างผมใช้ทุกวัน แต่ผมวิ่งออกกำลังทุกวัน 5-6 ปีมานี้ผมไม่ป่วยเลย ต้องรู้ดีเทลพวกนี้ก่อน แล้วจะรู้ว่าไม่ได้รุนแรง ไม่ได้เลวร้าย อย่าวิธีใช้ที่ผ่านมาก็จะใช้ Pressing เป็นกัญชาแท่ง ถ้าเราไม่หาข้อมูลอะไรเลยก็จะใช้แต่แบบนี้ ซึ่งมียาฆ่าแมลง แม้แต่การสูบก็มีหลายแบบ ยุคนี้มีแบบไฟฟ้ายิ่งสะอาดเข้าไปอีก คนที่ใช้บ้องสูบรวมกัน วนไปวนมา สกปรกนะ ถ้าใช้แล้วไปนั่งสมาธิสักที ก็ใช้ไปในทางที่ดีได้ ไม่ได้เอะอะเมา เราต้องเป็นเจ้านายมัน ไม่ใช้ให้กัญชามาเป็นนายเรา เราต้องควบคุมมันให้ได้ และสร้างสรรค์

    ปัจจุบันเมืองไทยมีการใช้กัญชาทางการแพทย์แล้ว ซึ่งคุณเคยสัมภาษณ์ไว้ว่าอยากให้มีการใช้เพื่อสันทนาการเลย แล้วตอนนี้คิดอย่างไรในเรื่องนี้

    วิน: คิดอย่างนั้นอยู่ครับ ทางการแพทย์มันรักษาร่างกาย แต่ถ้าในทางสันทนาการ เราเชื่อว่ามันรักษาสังคม ทุกคนจะมีสภาวะจิตใจที่เย็นลง มีการทบทวน สมมติคุณมาแซวผม ถ้าผมอยู่ในสภาวะปกติก็จะ ทำไมวะ สวนกลับไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง และไม่มีการยั้งคิด แต่ถ้าใช้กัญชาจะมีโมเมนต์บางอย่างให้ฉุกคิด ซึ่งมันเชื่อมโยงไปหลายอย่าง ผู้หญิงปวดท้องประจำเดือนก็ไม่ต้องไปใช้ยาเคมี ยาแก้ปวดแรงๆ ที่มีผลต่อร่างกาย ไม่ต้องไปใช้ยาฝรั่ง เพราะเรามีสมุนไพร มีของดีอยู่แล้ว ซึ่งประหยัดด้วย ที่ผมจะพูดคือลิ้งก์ไปถึงการใช้ชีวิตทุกอย่าง มันคือเศรษฐกิจด้วย ในอดีตเราเคยส่งออกกัญชา เขียนว่า THAI STICK

    ตอนเขียนเพลงได้ใช้ไหม ถ้าไม่ใช้บิลด์ตัวเองแบบไหนถึงเขียนเพลงได้

    วิน: บางเพลงก็ไม่ได้ใช้ แต่ส่วนใหญ่ใช้ทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งมันไม่ใช่ลักษณะการบิวต์อารมณ์ แต่ทำให้ตัวเองคลายลง ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่ได้ใช้ตลอดในการแต่งเพลง เพราะเพลงเวียนอยู่ในหัวผมตลอดเวลา ไม่ได้เกี่ยวว่าสูบกัญชาแล้วเพลงจะออกมาดี

    แตงโม: ส่วนมากเวลาที่พี่วินแต่งเพลงจะเกิดขึ้นอย่างปุบปับ บางทีนั่งอยู่แล้วเพลงมาก็จะจดตอนนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับกัญชา เกี่ยวกับความคิด

    ถ้าโลกนี้ไม่มีกัญชาอะไรคือความสุขของพวกคุณ

    วิน: ความสุขคือความธรรมดา ความสุขอยู่รอบตัว อยู่ในใจ ถ้าไม่มีกัญชาพวกเราก็จะมีทางออกทางอ่ืน เราก็อยู่ได้ อย่างผมถ้าเกิดมีความทุกข์ก็จะออกไปวิ่ง ไปอ่างเก็บน้ำ แต่ตอนนี้มันมีไง

    บูรณ์: ผมเป็นเรื่องการภาวนา ผมใช้กัญชากับการภาวนา ทำให้ควบคุมได้และบาลานซ์ แต่ถ้าไม่มีกัญชาก็ภาวนาเพียวๆ เลย ก็อยู่ได้ โดยที่อยู่กับพืชผัก ช่วงหลังก็มาชอบต้นไม้ ผัก ผลไม้ แล้วเราก็รู้ว่าสุดท้ายก็คืนสู่ธรรมชาติ เราเอาลมหายใจจากธรรมชาติมาก็คืนกลับไป

    วิน: เราจะทำทุกวิถีทางที่จะเข้ากลับไปสู่ระบบธรรมชาติให้ได้

    ก็มีหลายเพลงอย่าง Destroy Babylon หรือทุจริต เอาเข้าจริงแล้วอยากจะแสดงออกอะไรให้สังคมได้รับรู้

    วิน: เราอยากจะแสดงให้เห็นว่าระบบของ Babylon System ระบบนายทุน ระบบอุปถัมภ์ ระบบตำรวจ ระบบทหาร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แล้วเกิดผลกระทบกับทุกคนจริงๆ เราอยากพูดเรื่องจริงที่เกิดมาตลอด แล้วไม่เคยเปลี่ยนสักที่ เรื่องคอร์รัปชั่นคุณก็ทำกันจริงๆ

    ถามถึงเพลง Destroy Babylon หน่อย เพลงนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

    วิน: ผมแต่งไว้ตั้งแต่อยู่กับวงชุดเจเนอเรชั่น 2 ตอนนั้นมีเรื่องการเมืองเข้ามา แล้วผมทะเลาะกับเพื่อน ขัดแย้งกับแม่ มีความคิดว่าการปกครองของเราเป็นประชาธิปไตยและมีระบอบอะไรก็ไม่รู้ ก็มาคิดว่า แล้วอาณาเขตพิเศษของเราจริงๆ คืออะไร อาณาเขตที่ไร้ซึ่งการปกครอง ไม่มีใครมาบังคับ มาห้ามใจเราได้ ผมจึงพยายามคิดว่าเราจะทำลาย Babylon ได้ด้วยอะไร ซึ่งมันเป็นนามธรรม คือฆ่ากิเลศ ความโลภ ความหลงของตัวเราเองซะ นั่นคือการทำลาย Babylon แบบ Srirajah Rockers

    ผมคิดว่าต้องแก้ที่ตัวเอง ถ้าแก้ตรงนั้นเสร็จอะไรหลายๆ อย่างก็น่าจะดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องพึ่งรัฐบาลไหนๆ ก็ได้ อันนี้เป็นอุดมคติของผมนะ ซึ่งความเป็นจริงแล้วก็ต้องถูกพึ่งพาและเชื่อมโยงกันกับรัฐบาล กับองค์กร กับเจ้าสัวต่างๆ มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรที่จะเข้าไปถึงพวกนั้นให้น้อยที่สุด เพราะมีแต่ปัญหา คนติดหนี้ เรื่องคดีความต่างๆ ระบบอุปถัมภ์ คอร์รัปชั่นที่มาตั้งแต่สมัยไหน ทุกอย่างที่ยังเป็นระบบเก่าๆ เราไม่สนับสนุนเรื่องความรุนแรง แต่ให้กลับมาดูตัวเราไหม เราทำลายได้ด้วยตัวเราเองนะ คือ Destroy Babylon

    เหมือนพูดเรื่องภายในจิตใจมากกว่า

    วิน: พูดอย่างนั้นก็ได้ ถ้าคนจะตีความว่าคือการต่อสู้ระบบ ต้องปลุกเร้า ก็แล้วแต่จะตีความ สำหรับผมเองต้องสู้กับภายในของตัวเองให้ชนะเสียก่อน

    การต่อสู้ภายในจิตใจของตัวเองจะนำไปสู่อะไรได้ ในเมื่อโควิด-19 ก็ยังเกี่ยวกับการเมือง กับนโยบายของรัฐบาล​ หรือกระทั่งนโยบายกัญชาก็มาจากการเมือง ซึ่งก็มีวลีอมตะที่ว่า ถึงคุณไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นคุณอยู่ดี อย่างนี้จะมีวิธีจัดการอย่างไร

    วิน: ถ้าอันไหนไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องจริงๆ เราก็มีสิทธิ์ที่จะออกมาพูดความจริงได้ และควรจะพูดด้วย ผมเห็นด้วยและสนับสนุนคนที่ทนมาตั้งนานแล้วอยากจะออกมาพูดอะไรบางอย่าง ส่วนเรื่องของจิตใจเราก็ต้องจัดการตัวเอง สมมติคุณเป็นคนละกลุ่มกับผม คุยกันไม่รู้เรื่องแล้วต่อยกัน ต้องสูญเสีย ต้องขัดแย้ง ต้องทะเลาะ อย่างนั้นต้องจัดการตัวเองก่อน แล้วค่อยคุยกัน เพราะที่ผ่านมา ที่มียุคนั้นยุคนี้ มันมีแต่ความสูญเสีย จะเป็นอย่างนั้นอีกหรอ มันน่าจะมีทางอื่นนะ สำหรับเราที่พูดถึงเรื่องภายในคือการควบคุมตัวเอง เป็นอะไรที่จริงและอยู่กับเราที่สุด เป็นความคิดในอุดมคติของผม ผมมองให้มันกลางๆ

    อยากจะเห็นเมืองไทยเป็นแบบเพลงไหนของวง

    วิน: สำหรับผมเป็นเพลงก็ เพราะทุกคนควรกลับมารักโดยที่ไม่ต้องมีปรัชญาใดๆ จิตสำนึกและเจตนาดีล้วนๆ ให้กลับมารักกัน รักครอบครัว รักพ่อแม่ รักเพื่อน รักคนที่คิดต่าง ให้อภัยอยู่เสมอ แล้วอีกเพลงหนึ่งในอัลบั้มใหม่ที่ร้องเอาไว้ว่า เจ้าจินตนาเป็นเรื่องจริง เจ้าเหินบนอากาศอย่างเครื่องบิน เจ้าอิสระเสรีและไม่ยอมใจอ่อน จงผิวปากไปอย่างมีทิศทาง เรียนรู้ศิลปะและฟ้าคราม มองการจัดวาง สายกลางคือทางออก หมายความว่าอยากให้ประเทศไทยกลับไปสู่จุดที่ทุกคนมีพาวเวอร์ที่จะกลับมาทำงานศิลปะ ทำนุบำรุงสิ่งที่แย่ๆ ให้ทรงคุณค่าขึ้น และเป้าหมายคือเรียนรู้ความหมายในความเป็นคน จริงๆ ก็หลายเพลงครับ เพราะมันคืออุดมคติที่อยากจะเห็นสังคมดีขึ้น

    พวกคุณทำวงดนตรีที่ไม่ได้อยู่ในกระแสนิยมให้ยืนหยัดมา 15 ปีกันได้อย่างไร

    วิน: เพราะว่าเราทำกันแบบนี้ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เพลงก็เดินทางของมันอยู่แล้ว พวกเราไม่ต้องพึ่งค่ายใหญ่หรือสปอนเซอร์ รวมทั้งสื่อใดๆ เพราะเขาคงไม่เห็นคุณค่าของสีชา เพราะเราไม่ใช่สินค้าของพวกเขา พวกเราพึ่งตัวเอง แล้วก็ให้เวลาพาเพลงของพวกเราไปทีละนิด เกิดกลุ่มคนทีละนิด แต่กลุ่มคนพวกนี้จะไม่ทิ้งพวกเราไปไหน แล้วก็เพิ่มขึ้นทีละนิด ไม่ฉาบฉวย ไม่มาเร็วไปเร็ว นี่แหละคือหนทางที่ไม่ว่าจะวิชาชีพอะไร ถ้าคนทำสิ่งนั้นไม่หยุด ผมว่ามันก็จะหล่อเลี้ยงตัวเราเองให้ทำไปได้เรื่อยๆ ไม่รู้จนถึงเมื่อไหร่ นอกจากตาย เพราะว่าเป็นสิ่งที่เรารัก นั่นคือผลของการกระทำที่ไม่หยุด

    ฝันใหญ่ๆ จากนี้ของพวกคุณคืออะไร

    วิน: ทำต่อไปเรื่อยๆ จนตาย ผมไม่สนใจอนาคต ที่แน่ๆ ไม่ได้เคยคิดถึงเรื่องว่าจะต้องเป็นเศรษฐี ต้องรวยมีเงินหลายๆ ล้าน ต้องขึ้นไปเป็นซูเปอร์สตาร์ นั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเราต้องการ ความฝันสูงสุดแค่อยากเห็นยูโทเปีย ทุกคนเคารพซึ่งกันและกัน เท่าเทียมกันอย่างมีเหตุผลเท่านั้น แต่ผมรู้ว่ามันยาก

    บูรณ์: ฝันว่าวันที่พวกผมตายไป เพลงของ Srirajah Rockers จะช่วยขับเคลื่อนให้คนรุ่นหลังได้มีความรัก ความเมตา มีสิ่งดีๆ ลดความโลภ อำนาจ เงินตรา ผมว่าวันนั้นเราจะได้เห็นสิ่งดีงามมากมาย

    วิน: ที่สำคัญในขณะที่พวกเราไม่อยู่ ช่วยสานต่อให้ด้วย