Monday, June 1, 2020
More

    เบล – สุพล กับเพลงไร้สถานะ ซิงเกิลใหม่ในช่วงล็อกดาวน์ พ่วงบทบาทผู้บริหารในค่ายเพลง

    สำหรับใครที่เคยฟังเพลงของนักร้องเสียงนุ่มเบลสุพล พัวศิริรักษ์คงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นของเนื้อหา รวมไปถึงตัวเจ้าของบทเพลง และเมื่อมีซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดอย่างเพลงไร้สถานะ” BLT จึงไม่พลาดชวนมาเปิดใจถึงที่มาที่ไป รวมไปถึงมุมมองต่อวงการเพลง ผ่านบทบาทใหม่ในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง Nadao Music

    ไร้สถานะเพลงใหม่ของ เบลสุพล มีจุดเริ่มต้นอย่างไร?

    จุดเริ่มต้นของเพลงนี้ มาจากที่ผมเห็นเปียโนไฟฟ้าตัวนึงที่ซื้อต่อมาจากเพื่อน ซื้อมานานมากแล้วแต่ก็ตั้งทิ้งไว้ไม่ได้เล่นสักที ก็เลยรู้สึกว่าควรจะต้องเอามาทำประโยชน์โดยการแต่งเพลง เพราะความตั้งใจแรกที่ซื้อมาก็เพราะว่าอยากจะกดคอร์ด อยากจะเริ่มแต่งเมโลดี้เอง ซึ่งที่ผ่านมาผมจะใช้วิธีฮัมออกมาเลย หรือไม่ก็อยู่กับนักดนตรีแล้วก็แจมกันแต่งเมโลดี้ ทีนี้ก็เลยลองเอาคอร์ดจากเปียโนตัวนี้มาอินสไปร์เมโลดี้เรา เผื่อจะได้แต่งง่ายขึ้น เร็วขึ้น แล้วสุดท้ายก็ได้เป็นเมโลดี้เพลงไร้สถานะมา


    เพลงนี้จริงๆ แล้วผมขึ้นเมโลดี้เอง แล้วก็เก็บไว้ประมาณ 1 ปี เพราะว่าตอนนั้นเขียนเนื้อแล้วรู้สึกไม่ค่อยชอบ ยังไม่ลงตัว ก็เลยเก็บไว้ก่อนแล้วก็ไปออกเพลงหลอกเมื่อปีที่แล้ว แต่เพลงนี้ก็ยังอยู่ในใจอยู่ เพราะจริงๆ ที่แต่งเพลงนี้เมื่อปีที่แล้ว มาจากช่วงนั้นฟัง R&B เยอะ แล้วก็รู้สึกว่าอยากทำเพลงอาร์แอนด์บีอีกสักเพลงต่อจากเพลงทรมานตัวเองซึ่งมีกลิ่นอาร์แอนด์บีนิดๆ คือหลังๆ ชอบฟังเพลงมู้ดประมาณนี้ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเพลงมู้ดแบบนี้

    พอได้เมโลดี้มาก็เอาไปขึ้นโครงกับน้องแม็คธิติวัฒน์ รองทอง ซึ่งมาช่วย arrange แต่ที่ติดอยู่ปีนึง ไม่ทำให้เสร็จสักที ก็เพราะว่าเขียนเนื้อเพลงออกมาเองแล้วยังไม่ชอบ คือจริงๆ เขียนเองไปแล้วด้วย แล้วยังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ก็เลยเก็บไว้ก่อน แต่พอกลับมารอบนี้ก็เลยชวน ปู๋ปิยวัฒน์ มีเครือ (มือกีต้าร์วง 25 Hours) มาแต่งเนื้อร้องให้จากคอนเซ็ปต์ที่เราก็นึกขึ้นมาใหม่

    ไอเดีย และคอนเซ็ปต์เพลงไร้สถานะ

    ซึ่งคอนเซ็ปต์เพลงไร้สถานะเหมือนมองย้อนกลับไปในความสัมพันธ์ของตัวเองหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ผมแค่อยากจะเล่าช่วงเวลานึงก่อนที่เราจะตกลงกันว่าเป็นอะไร หรือว่าสุดท้ายแล้วมันอาจจะไม่ได้เป็นอะไรเลยก็ได้ ผมแค่อยากจะเล่าย้อนในช่วงแรกที่เป็นช่วงแห่งการเรียนรู้กัน แล้วมันก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก โดยที่ยังไม่ต้องพูดว่าเป็นอะไรกัน หรือยังไม่ได้มีสถานะอะไรแต่ความสุขมันก็เกิดขึ้นแล้ว

    เหมือนผมพยายามมองลงไปในความสัมพันธ์ ว่าจริงๆ ความสุขมันเกิดจากอะไร เกิดจากความรู้สึกที่ดีต่อกัน หรือเกิดขึ้นจากการที่มันจะต้องมีสถานะ มาเป็นเจ้าของกันรึเปล่า ซึ่งผมมองลงไปแล้วผมก็รู้สึกว่าการมีสถานะ หรือไม่มีสถานะไม่ได้เป็นตัวกำหนดความสุข ความสุขเกิดขึ้นจากความรู้สึกระหว่างคนสองคนมากกว่า ผมก็เลยอยากจะให้เพลงนี้ เป็นเพลงที่มองย้อนกลับไปในโมเมนต์ช่วงแรกที่ยังไม่มีสถานะ แต่มันก็มีความสุข

    เท่ากับว่าเพลงนี้โฟกัสความสัมพันธ์ช่วงแรกๆ ?

    ความตั้งใจผมคือเล่าย้อนกลับไปตอนนั้นนะ ว่าในช่วงแรกที่เรารู้สึกว่า แค่นี้มันก็ดีแล้วไม่จำเป็นจะต้องอะไรนี่ เพราะหลายๆ ครั้งความทุกข์ของเรามันเกิดขึ้นมาจากว่าเราพยายามจะไปหาคำตอบ หรือว่าพยายามจะไปกำหนดกฎเกณฑ์มากเกินไปต่างหาก

    แต่ก็เป็นมุมของแต่ละคนแหละ บางคนก็อาจจะรู้สึกว่าเค้าคิดอีกแบบนึง แต่ส่วนตัวผมผมคิดว่าถ้าเราแฮปปี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องพยายามไประบุ หรือไปกำหนดกฎเกณฑ์มันมาก วันนึงมันอาจจะไหลไปเป็นมีสถานะก็ได้ แต่ผมแค่รู้สึกว่าแม้จะเป็นช่วงที่ไม่มีสถานะ แต่ถ้าความรู้สึกมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ปล่อยให้มันดำเนินแบบนี้ต่อไปก็ได้

    คอนเซ็ปต์เพลงไร้สถานะ กับคอนเซ็ปต์ของเมโลดี้ที่แต่งไว้เมื่อปีที่แล้วแตกต่างกันไหม?

    ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่นะ คนละประเด็น ตอนนั้นที่แต่งเมโลดี้มันจะมีประโยคนึงที่จำได้ติดหูเลย ซึ่งคุณโอม ค็อกเทล เป็นคนคิดให้คือความต้องการกดดันฉันซึ่งมันเป็นเรื่องของการต่อสู้กับความรู้สึกข้างในอะไรสักอย่าง ผมก็จำไม่ได้แล้วมันค่อนข้างนาน ลืมไปแล้ว

    เพลงล่าสุดของเบล สุพล แตกต่างจากเพลงก่อนๆ ไหม?

    จริงๆ เพลงในยุคหลังของผมค่อนข้างจะแตกต่างจากช่วงแรกๆ ซึ่งช่วงแรกๆ จะมีความเป็น Pop มีความอบอุ่น ค่อนข้างเป็น Love song สุดๆ ไปเลย มีกลิ่นอายของพวกเครื่องเป่า มีความเป็น Soul เข้ามาผสม แต่ยุคหลังๆ ก็เปลี่ยนไปตามความสนใจของผมในช่วงนั้นๆ ว่ารู้สึกอยากจะทำเพลงแบบไหน

    ซึ่งหลังๆ สไตล์ดนตรีของผมเริ่มฟรีมากขึ้น ไม่ได้ล็อกตัวเองว่าจะต้องทำอะไร ขึ้นอยู่กับความรู้สึกในช่วงเวลานั้นด้วย ว่าสนใจ หรืออยากจะให้เพลงของเรามันออกมาในรูปแบบไหน

    ส่วนเรื่องเนื้อหา ก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องความสัมพันธ์ ที่เรารู้สึกอะไรในช่วงเวลานั้น หรืออยากจะเล่าอะไร อะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง อย่าเพลงหลอกที่ผ่านมามันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานึงที่เราอยากจะบันทึกมันไว้

    เพลงส่วนใหญ่อินสไปร์มาจากตัวเอง ?

    ทุกๆ เพลงที่ผ่านมาก็เป็นส่วนใหญ่นะ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางเพลงมันก็เป็นเรื่องที่เรารู้สึกอยากเล่าเฉยๆ อาจจะเป็นเรื่องของคนอื่น แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ที่มันเป็นเรื่องของเรา เริ่มมาจากเราเอง หรือเราอยากจะบันทึกเรื่องของเราไว้เลย อย่างเพลงถ้าในโลกนี้ไม่มี” “รักอยากลืมยาก” “ปากไม่ดี” “หลอกอันนี้คือเป็นการบันทึกเรื่องของผมเลยแหละครับ

    แต่เพลงอื่นๆ มันก็เป็นความรู้สึกของผม เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้อินสไปร์มาจากความสัมพันธ์ที่มันเกิดขึ้นจริงๆ รวมถึงบางเพลงที่พอมาฟังเมโลดี้หรือฟังเดโม่แล้วเรารู้สึกถึงมู้ดว่ามันควรจะเป็นเรื่องประมาณไหน แล้วเราเล่าในมุมไหน รูปแบบไหนได้บ้าง ซึ่งมันอาจจะไม่ได้อินสไปร์มาจากความสัมพันธ์ของเราเลย

    ถ้าเจอกับความสัมพันธ์ที่ไร้สถานะ มีวิธีจัดการยังไง ?

    เอาจริงๆ ถ้าเป็นสมัยก่อน ถึงจุดนึงผมก็อยากจะให้มีสถานะแหละ มันคงจะเป็นสัญชาติญาณของคนเวลารู้สึกต่อกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็คงอยากจะเป็นเจ้าของ อยากครอบครอง แต่พออายุมาถึงตอนนี้แล้ว ผ่านมันมาขนาดนี้แล้ว เหมือนรู้สึกว่าจริงๆ มันไม่มีก็ได้ แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องครอบครองแล้วสำหรับเรานะ ตราบใดที่ยังรู้สึกดีต่อกันอยู่ คือจริงๆ แล้วคนที่อยู่ในความสัมพันธ์นั้นจะรู้ดีที่สุด ตราบใดที่เรายังมีความรู้สึกที่ดี ยังเป็นคนสำคัญของกันและกันอยู่ พอเราอายุมาถึงตรงนี้เราก็รู้สึกว่าพอแล้ว แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ดีกว่าจะพยายามไปเรียกร้อง หรือถามหา

    คือถ้าถามว่าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่าโอเคกับมันไหม ตอนนี้ก็คิดว่าโอเคนะ กับการไม่ถามหาอะไรขนาดนั้น เพราะเราเองก็อาจจะไม่ได้คาดหวังอะไรขนาดนั้นแล้วมั้ง เรารู้สึกว่าพอมันเป็นความรู้สึกที่ดีต่อกัน แค่นี้ก็โอเค อาจจะเริ่มรู้สึกว่าพอเป็นความสัมพันธ์ที่เริ่มมีสถานะ มันก็จะมีความลำบากเรื่องอื่นๆ เพิ่มเข้ามาด้วยแหละ คือจริงๆ มันไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ เพียงแต่เรารู้สึกว่ามันเป็นอีกเรื่องนึงละ มันก็จะมีความคาดหวัง หรือมีข้อจำกัดเพิ่มเข้ามา

    ปล่อยซิงเกิลออกมาช่วงที่คนไทยกำลังกักตัว มีผลอะไรบ้างไหม?

    อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจนะ แต่แค่รู้สึกว่ามันถึงเวลาที่ต้องปล่อยออกมาแล้ว เพราะทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว แล้วกำหนดปล่อยเพลงจริงๆ ก็ช่วงสงกรานต์ อีกอย่างช่วงนี้หลายคนก็ดูเงียบๆ เหมือนเพราะแผนที่วางไว้มันต้องถูกเลื่อนออกไป ก็เลยคิดว่าปล่อยออกมาเลยดีกว่า ให้คนที่กำลังอยู่บ้านได้ฟัง ได้ผ่อนคลาย มีความบันเทิงบ้าง

    ช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด มีผลกระทบอะไรบ้าง ?

    ถ้าในมุมนักร้องก็คงเหมือนกับคนอื่นแหละ เราก็ไม่ได้ออกไปเล่นคอนเสิร์ต งานทุกอย่างก็หยุดนิ่งไป เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนก็ต้อง Social Distancing กัน แต่ก็อย่าเรียกว่าผลกระทบเลย เรียกว่าความเปลี่ยนแปลงดีกว่า คิดว่าทุกอาชีพก็เจอคล้ายๆ กันหมด ซึ่งตอนนี้ก็อยู่บ้านทำอย่างอื่นไปก่อน

    ได้ข่าวว่ามีบทบาทใหม่ กับการเป็นผู้บริหารค่าย Nadao Music เป็นได้ยังไง?

    ก็เร่ิมมาจากที่ผมกับพี่ย้งรู้จักกันมาประมาณ 10 ปีแล้ว ระหว่างนั้นพี่ย้งก็มีชวนไปเที่ยว ไปดำน้ำบ้าง ซึ่ง Nadao Music มีจุดเริ่มต้นมาจากน้องๆ จริงๆ ตอนแรกไม่ใช่ว่าพี่ย้งอยากจะทำค่ายเพลง มันเริ่มมาจากน้องๆ ที่มีความฝัน มีความรู้สึกที่อยากจะทำเพลง พัฒนาตัวเองในการเป็นศิลปิน พี่ย้งก็เลยอยากจะสนับสนุนน้องให้ได้ทำอย่างที่เค้าอยากทำ ก็เลยมาชวนผมอีกที

    ซึ่งผมก็ดีใจ แล้วก็ตื่นเต้นมากๆ แต่ก็มีความกังวลว่าจะตอบสนองความคาดหวังอย่างที่น้องๆ หรือพี่ย้งต้องการได้รึเปล่า แต่พอมาทำจริงๆ ก็โอเค รู้สึกสนุก เพราะเหมือนทุกคนเป็นมือใหม่กันหมด แล้วมาเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกัน คอยซัพพอร์ตกัน เป็นพี่น้องกัน อีกอย่างในการทำงานมันเหมือนได้เพิ่มมุมมองจากคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ในการทำงานในแบบของเค้ามา

    ไปเป็นผู้บริหารค่าย Nadao Music ตั้งแต่ช่วงไหน ?

    ตอนแรกที่ผมเข้าไปใน Nadao Music เข้าไปในช่วงที่เพลงประกอบซีรีส์รักฉุดใจ นายฉุกเฉินเสร็จพอดี เราก็เลยได้มีโอกาสทำงานร่วมกับทีมในโพรเซสหลังจากนั้น ซึ่งเพลงที่ผมได้เริ่มควบคุมการผลิตจริงๆ ก็คือเพลงรักติดไซเรน Midnight Version แล้วก็มาเป็นเพลงดี๊ดี (UNEXPECTED)”

    เพลงกอดในใจเป็นผลงานล่าสุดของเบลสุพล กับค่าย Nadao Music  มีไอเดียยังไง ?

    เพลง กอดในใจ มันเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี่แหละครับ เริ่มมาจากการ Work form home แบบ 100% ในช่วงที่ทุกคนกำลังกักตัวอยู่บ้าน มีการ Social Distancing”

    ซึ่งไอเดียเพลงกอดในใจผมได้มาจากการ Social Distancing ที่มันทำให้เรามีความคิดถึงกัน คิดถึงการเจอกัน คิดถึงเพื่อน คิดถึงการทำงาน ผมอยากให้มันเป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกมีความหวัง แล้วก็คิดว่าเหมาะกับบิวกิ้น ก็เลยให้บิวกิ้นร้อง แล้วก็ให้เจแรป ซึ่งผมมองว่าความรู้สึกคิดถึงของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน พอได้บิวกิ้น กับเจมาร้องในเพลงเดียวกัน เพลงก็เลยดีไปอีกแบบ

    การทำเพลงกอดในใจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการในการทำเพลง เพราะมาตรการ Social Distancing

    การทำงานก็ต้องปรับเปลี่ยนไป ในตอนแรกก็มีความกังวลอยู่ เพราะเจอยู่เชียงใหม่ มาไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีการทำงานผ่าน ZOOM เอา ซึ่งเจก็เป็นคนแต่งท่อนแรปเอง อัดเสียงเองแล้วส่งมา แต่ผลสุดท้ายก็ออกมาโอเค ได้ตามที่ตั้งใจไว้

    พอเป็นผู้บริหารค่ายเพลง มุมมองต่อวงการเพลงเปลี่ยนไปไหม ?

    ก็ได้รู้วิธีการทำงานในฝั่งผู้บริการมากขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนเราเป็นศิลปิน เราก็คิดแค่ว่าอยากทำผลงานของเราให้ออกมาดีที่สุด ไม่ได้คิดถึงเรื่องต้นทุนอะไร แต่พอมาเป็นผู้บริหารก็เลยต้องคิดถึงต้นทุน คิดถึงกระบวนการผลิตด้วย

    ช่วงกักตัวอยู่ที่บ้านมีกิจกรรมอะไรบ้าง ?

    ก็ทำงาน Work from home ไป ไม่ค่อยมีกิจกรรมอื่น หรือ Activity เท่าไหร่

    อยากให้กำลังใจอะไรกับผู้คนในช่วงนี้ไหม ?

    อยากจะให้กำลังใจ ส่งกำลังใจ ซึ่งตอนนี้หลายคนก็เริ่มออกไปทำงานแล้ว ก็อยากให้ดูแลสุขภาพตัวเอง รวมถึงคนที่กำลังต่อสู้กับสภาพเศรษฐกิจอะไรก็แล้วแต่ ก็ขอทุกอย่างออกมาราบรื่นครับ อยากจะเป็นกำลังใจให้ครับ

    10 เพลย์ลิสต์ของเบลสุพล ในช่วง Work from home

    1.Never Too Much – Luther Van-dross
    2.Livin’ It Up – Bill LaBounty
    3.Anything – 3T
    4.Movie – Tom Misch
    5.The Way You Look Tonight – Maroon 5
    6.Fragments Of Time – Daft Punk
    7.I Don’t Trust Myself (With Loving You) – John Mayer
    8.Japanese Denim – Daniel Caesar
    9.Sober – Childish Gambino
    10.คนคนนี้ – Dos