Friday, October 23, 2020
More

    โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ผู้กำกับสารคดีเน็ตฟลิกซ์ออริจินัลเรื่องแรกของไทย BNK48: One Take

    หลังจากที่ BNK48: Girls Don’t Cry สารคดีผลงานการกำกับโดย “เต๋อ – นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” ได้เล่าเรื่องราวประสบการณ์เบื้องหลังของเหล่าสมาชิกกลุ่มไอดอล BNK48 ที่ไม่ได้มีเพียงแค่การฝึกซ้อม แสงสี และชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายซ่อนอยู่ภายใต้ความสดใส และรอยยิ้มของเหล่า BNK48

    ล่าสุดเน็ตฟลิกซ์ส่ง BNK48: One Take มาทำหน้าที่เล่าต่อจากเรื่องแรก ซึ่งครั้งนี้เป็นผลงานการกำกับของ “โดนัท – มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล” ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักแสดง ผู้กำกับมากฝีมือ และเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้มารับหน้าที่กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความจริงของสมาชิกไอดอลให้เข้าถึงผู้ชมทั่วไทย และทั่วโลก เนื่องจากได้เข้าฉายเป็นผลงานสารคดีออริจินัลบนเน็ตฟลิกซ์เรื่องแรกจากประเทศไทย และเป็นสารคดีเรื่องที่ 2 จากวงไอดอลชื่อดัง BNK48 ภายใต้มิตรภาพ ความผูกพัน แรงกดดัน และการแข่งขัน ระหว่างการเตรียมตัวเลือกตั้งเซ็มบัตสึซิงเกิลที่ 6 ในช่วงปี 2019

    BNK48: One Take ผลงานสารคดีออริจินัลของเน็ตฟลิกซ์เรื่องแรกจากประเทศไทย


    โดนัท – มนัสนันท์ เล่าว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกถ่ายทำในปี 2018 ซึ่งโจทย์แรกที่ได้รับมาจากบริษัท BNK48 คือ เขากำลังจัดให้มีการเลือกตั้งคนที่ร้องเพลงนำครั้งแรก ซึ่งจริงๆ อีเวนท์นี้เป็นอีเวนท์ใหญ่มากของญี่ปุ่น ถ้าเป็นคนที่ตาม BNK48 มาตลอดจะรู้ว่าใครที่จะขึ้นมาร้องนำจะต้องถูกคัดเลือกโดยตัวบริษัท ซึ่งครั้งนั้นก็เป็นครั้งแรกที่บริษัทเปิดโอกาสให้แฟนคลับได้โหวต

    ซึ่งในตอนนั้นเขาได้สร้างภาพยนตร์สารคดีไปแล้วเรื่องหนึ่งคือ Girls Don’t Cry เอาจริงๆ ในตอนนั้นโดนัทไม่มีความรู้อะไรเกี่ยว BNK48 มาก่อน มีความรู้เป็นศูนย์เลย และเป็นช่วงที่โดนัทเปลี่ยนจากการชอบดู Feature Film มาดูสารคดีมากขึ้น เพราะมาถึงจุดๆ นึงของชีวิตที่เรารู้สึกว่า Feature Film มันมีความเอนเตอร์เทน แต่เป็นการสมมติ เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น เขียนขึ้น และบางครั้งก็เหมือนถูกบังคับให้คิด

    ในขณะที่สารคดี การทำงานของมันคือไม่มีผิดมีถูก มันเปิดทุกคำตอบ เปิดทุกความคิด ความคิดเห็น และเปิดให้ทุกคนได้พูด โดนัทคิดว่ามันเป็นเสน่ห์ของสารคดี

    ตอนแรกหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นออริจินัล แต่จะฉายในโรง โดยตอนแรกที่เขามาคุย เรามีภาษีตรงที่เราเป็นผู้หญิง เพราะหนังเรื่องแรกเป็นผู้ชายทำไปแล้ว เขาก็อยากได้มุมมองของผู้หญิง ซึ่งโดนัทเพิ่งทำ The Journey จบ และเป็นช่วงเวลาที่เรายังมีผู้กำกับหญิงไม่เยอะ โชคดีที่เกิดเร็ว เราเลยน่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่เขาคุยด้วย

    One Take ภาพยนตร์สารคดีเรื่องที่ 2 ของโดนัท – มนัสนันท์ ต่อจาก The Journey “บันทึกทางไกล..ถึงพ่อ

    ตอนที่เขามาติดต่อ โดนัทได้ทำสารคดีเรื่องแรกไปแล้ว คือ The Journey “บันทึกทางไกล..ถึงพ่อ” ซึ่งคนมักจะรู้สึกว่าการทำหนังสารคดีมันเป็นเรื่องวิชาการ เป็นเรื่องยาก เพราะมันเกี่ยวกับการรวบรวมฟุตเทจ ข่าวสาร แต่ระหว่างที่เราทำ The Journey มันเป็นแบบนั้นเลย โดนัทต้องไปตามหาสิ่งที่คนไม่เคยเห็น ซึ่งบางทีมันไม่ได้อยู่ในเมืองไทย

    ซึ่ง The Journey เป็นการเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ช่วงที่ครอบครัวของท่านย้ายไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เรียนหนังสือ และมีเหตุการณ์ที่ท่านได้ขึ้นครองราชย์ ซึ่งในหนังจบแค่วันที่ท่านตัดสินใจกลับมาอยู่ที่ประเทศไทย และไม่กลับไปอยู่เมืองนอกอีกแล้ว ทีนี้เราต้องกลับไปหาฟุตเทจซึ่งมันยากมากจริงๆ ใครจะไปคิดว่าเราเล่าเรื่องคนไทย เราเล่าเรื่องพระมหากษัตริย์ของเรา แต่เราไม่มีฟุตเทจอยู่อันนี้เป็นข้อนึงที่เราเจอตอนนั้น

    แต่พอเราทำได้ เราไม่เลิกที่จะค้นหามันยิ่งทำให้หนังมีความพิเศษ และเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นการสมมติ เพราะฟุตเทจในหนังเหล่านี้มันคือเรื่องจริง

    เรื่องจริงของ BNK48 ที่คนไม่เคยเห็น หาไม่ยาก แต่หาไม่ได้

    เมื่อเราต้องทำเรื่องของ BNK48 ความยากมันอยู่ที่ฟุตเทจของเขาหาไม่ยาก แต่ฟุตเทจที่คนไม่เคยเห็นหาไม่ได้ คือมันยากมากจริงๆ คำถามแรกที่ขึ้นมาในหัวโดนัท คือจะไปเอามาจากไหน ด้วยรูปแบบของวงนี้เขาคือวงที่ต้องแสดงตัวเองในพื้นที่สาธารณะตลอดเวลา การจะเป็นที่ยอมรับ เป็นที่นิยม คือเขาต้องออกมา เขาจะอยู่เงียบๆ ไม่ได้

    พอเราทำสารคดี เราก็ต้องมาคิดว่าจะทำยังไงที่เราจะได้ฟุตเทจที่เราไม่เคยเห็นของ BNK48 ซึ่งกับ Girl don’t cry ความแตกต่างอยู่ตรงที่เป็นคนละมุมมอง คือคุณเต๋อเขาเล่าถึง BNK48 ในฐานะคนที่ชื่นชอบ แฟนคลับ คนที่ให้กำลังใจ แต่โดนัทเล่าในฐานะคนที่ไม่รู้จัก และเป็นคนที่จะทำให้คอนเทนต์นี้รู้จักมากขึ้นในวงกว้าง มันก็เลยเป็นโจทย์ที่ต่างกัน

    ซึ่งเราต้องไปลึกกว่า เราก็เลยเลือกไปญี่ปุ่น ที่อากิฮาบาระ เพราะรูปแบบของวงนี้เกิดขึ้นที่นั่น และจากที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารว่าสำหรับเขามันประสบความสำเร็จหรือยัง เพราะสำหรับคนไทยวงนี้คือประสบความสำเร็จมากๆ แต่จะให้พูดคุยกับผู้บริหารอย่างเดียวคนก็คงเบื่อ หรือให้ผู้บริหารมาเล่าว่าน้องๆ เป็นอย่างไร เขาก็พูดในมุมที่เป็นธุรกิจ ซึ่งสำหรับโดนัทมันน่าสนใจมากๆ เพราะเมื่อเรารู้ลึกลงไปก็พบว่าสิ่งที่สำเร็จยิ่งกว่าน้องๆ คือ รูปแบบธุรกิจชนิดนี้

    One Take ที่ทุกคนมีสิทธิ์ตอบคำถามแค่คนละ 1 ครั้ง

    จากที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารก็ยังไม่ได้ฟุตเทจที่น่าสนใจมากพอ เลยต้องสร้างเส้นเรื่องขึ้นมา ซึ่งก็ไปสัมพันธ์กับหนังเรื่อง Every Little Step ที่กำกับโดย อดัม เดล ดีโอ รองประธานฝ่ายสารคดีออริจินัลของเน็ตฟลิกซ์ ที่เกี่ยวกับกลุ่มนักแสดงบอร์ดเวย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นแค่คอรัสไลน์ ไม่ใช่ตัวละครหลัก และเขาต้องพยายามเพื่อที่จะได้บทนั้นมา

    โดนัทจึงเซ็ตอัพให้น้องมาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งมันยากมากที่จะเอาเด็กผู้หญิง 51 คนที่มีแฟนคลับไม่เท่ากัน ได้รับโอกาสไม่เท่ากันมาอยู่รวมกัน แล้วทำอะไรด้วยกัน มันยากมากที่จะทำให้เค้าเปิดใจกับเราในช่วงเวลาที่เรามีน้อยมาก ซึ่งหนังเรื่องนี้จริงๆ ถูกถ่ายทำประมาณ 6 เดือน เพราะเราต้องถ่ายบน Timeline จริงๆ ของน้อง ซึ่งก็คือการแข่งขันการเลือกตั้ง เพื่อที่จะได้เป็นคนที่ร้องเพลงเพลงนั้น

    เราสร้างแอดติ้งคลาสขึ้นมา ให้เขามาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งแอคติ้งคลาสมันเวิร์คตรงที่มันทำให้เราได้เห็นตัวตนเขาที่เราไม่เคยเห็นในโซเชียลมีเดีย มันทำให้เขาเปิดใจ ทั้งๆ ที่เขาไม่อยากเปิดใจกับเราหรอก ซึ่งบางทีเขาก็ถูกเอามาวางไว้ในโมเมนต์ที่บอบบาง ทำให้เขามีความรู้สึกว่าเขาอยากพูดความรู้สึกของเขาออกมา

    จึงเป็นที่มาของ One Take ถ้าถามว่าทำไมถึงชื่อ One Take ก็เพราะคำถามทุกคำถามทุกคนมีสิทธิ์ตอบแค่ 1 ครั้งเท่านั้น ไม่มีใครมีสิทธิ์ตอบครั้งที่ 2 ซึ่งมันก็เชื่อมโยกับการเป็นสารคดี มันไม่มีอะไรที่ปรุงแต่ง แต่มันอาจจะมีมุมที่โดนัทเลือกจะเล่า แต่มันก็จำเป็นสำหรับการนำเสนอเรื่องราว ซึ่งเราต้องเว้นที่ว่างไว้ให้คนดู

    กล้าพูดว่าในเรื่องนี้ได้อะไรที่จริงมากๆ จากน้องๆ BNK48

    โดนัทได้คุยกับ “เฌอปราง” ครั้งที่ 2 ถามคำถามครั้งที่ 2 น้องเปิดใจหมดเลยโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย ทำให้ One Take มีฟุตเทจที่โดนัทมั่นใจว่าเราไม่เคยเห็นน้องแบบนี้ แล้วโดนัทได้เห็นมุมของน้องๆ ที่สำหรับเรารู้สึกว่าเขาก็เป็นเด็กผู้หญิง 51 คน จึงอาจจะมีวันที่เขาไม่น่ารัก วันที่เขาเบื่อ วันที่เขาไม่มาถ่ายเพราะเขาไม่รู้ว่าเราถ่ายหนังอยู่ เพราะตอนที่เราถ่ายเราก็พยายามทำให้ได้สิ่งที่จริงที่สุด พอเค้าเริ่มรู้ว่าพวกพี่น่าจะต้องถ่ายเอาไปทำอะไรสักอย่าง เราก็ยังทำให้เค้าลืมไปว่าพี่ถ่ายหนังอยู่ โดนัทเลยกล้าพูดว่าโดนัทได้สิ่งที่จริงมากๆ จากน้องๆ

    บางคนอาจบอกว่านี่ไม่ได้เป็นเรียลไทม์ ซึ่งสารคดีไม่ได้ต้องการความจริงเดี๋ยวนั้น บางทีมันก็ต้องผ่านการย่อยก่อน โดนัทเชื่อว่าน้องๆ กลับมาดูหนัง ก็ต้องคิดว่าฉันเคยเป็นแบบนั้นด้วยเหรอ

    เป็นผู้หญิงทำหนัง ไม่ยากเท่ากับการถูกชาเลนจ์ ในฐานะนักแสดงแล้วมาทำหนัง

    ถามว่าเป็นผู้หญิงทำหนังยากไหม สำหรับโดนัทการที่เราโตมาในประเทศไทยไม่ยาก ไม่รู้สึกว่าผู้หญิงในประเทศไทยไม่มีสิทธิ์มีเสียง โดนัทไม่รู้สึกแบบนั้น แต่สิ่งที่โดนัทรู้สึกคือมันอาจจะเป็นเรื่องที่โดนัทโตมาจากการทำทีวีก่อน ทำสิ่งที่ Mass ที่สุด เมื่อเราเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นนักแสดง ต่อให้เราเรียนมาก็มีสิ่งที่เราต้องพิสูจน์เยอะกว่าปกติ ซึ่งก็ไปสัมพันธ์กับเรื่องของน้องๆ ในบางแง่มุมว่า เราต้องพยายามมากขนาดไหนเหรอ แต่วันนี้พูดได้ว่าความพยายามของเรามันทำงานแล้วนะ

    ไม่ได้คิดเลยว่าวันนึงหนังที่เราทำจะกลายเป็นภาพยนตร์สารคดีออริจินัลเรื่องแรกของเน็ตฟลิกซ์ในประเทศไทย ซึ่งมันก็ตอบคำถามในจุดนี้ แต่ถ้าถามว่าเป็นผู้หญิงลำบากยากเย็นไหม เราว่าไม่ ไม่เท่ากับการที่ต้องถูกชาเลนจ์ว่าเราเป็นนักแสดงมาก่อน แล้วทำหนังได้จริงหรือเปล่า

    ภาพยนตร์สารคดี One Take สร้างสรรค์ขึ้นโดยทีมงานที่เป็นผู้หญิง

    One Take จริงๆ มันเล่าตรงไปตรงมา มีไทม์ไลน์ที่เล่าเรื่องว่าเด็ก BNK48 ทั้ง 51 คนนี้เป็นเด็ก 2 รุ่นที่ต้องมาแข่งกันเพื่อเป็นที่ 1 ถ้าเราได้ดูตัวอย่างก็จะเห็นประโยคที่ว่า “ความฝันไม่ได้มีที่ยืนสำหรับทุกคน ไม่มีที่พอสำหรับน้องๆ ทั้ง 51 คนนี้” จริงๆ เราไม่ได้เอาความเป็นผู้หญิงมาใช้ขนาดนั้น เราแค่เล่าเรื่องของผู้หญิง แล้วสิ่งที่โดนัทมั่นใจอีกอย่างนึงคือ พอเราเป็นผู้หญิงด้วยกัน ก็จะมีความลึกซึ้งอะไรบางอย่าง ไม่ได้มองแบบที่ผู้ชายมอง แต่เรามองเขาในแบบผู้หญิงที่มองผู้หญิง

    โดยได้ พี่หญิง – นิรมล รอสส์ ซึ่งเป็นช่างภาพหญิง Top 5 ของประเทศไทย มาช่วยถ่ายทอด มันก็เลยจะมีความใกล้ชิดบางอย่างที่มันเกิดขึ้นเอง และตอนแรกก็เป็นทีมผู้ชายตัดแต่ก็ไม่เสร็จสักที นี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมถึงไม่ฉายสักที แต่ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลของมัน มันไม่ได้ฉายก็เลยเป็นออริจินัลเรื่องแรก จากนั้นได้เปลี่ยนคนตัดที่เป็นผู้หญิง แล้วมันประหลาดมาก คือตัดกับทีมผู้ชายมาจะปีนึงยังไงก็ไม่เสร็จ ยังไงก็คิดไม่เหมือนกัน พอเปลี่ยนเป็นผู้หญิงปุ๊ปก็พูดกันแค่ไม่กี่ที

    จำได้ว่าตอนนั้นเราอยู่ LA แล้วเรารู้ว่าเราต้องเปลี่ยนทีมแล้ว ก็โทรมาบรีฟกัน แล้วปล่อยให้เขาทำงาน ตอนที่ได้ดูหนังครั้งแรกก็เหมือนจะร้องไห้ เพราะรู้สึกว่าทำไมเขาเข้าใจความคิดเราเหลือเกิน เข้าใจความคิดน้องๆ เลือกฟุตเทจที่ไม่เหมือนผู้ชายเลือก เลยทำให้เป็นความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้

    การแข่งขันของเด็กผู้หญิง ไม่ต่างกับการแข่งขันของผู้ใหญ่ในโลกของผู้ใหญ่

    การแข่งขันมันมีอยู่ทุกที่ แต่พอดีว่าเรื่องการแข่งขันของน้องๆ รุ่น 1 – 2 มันอยู่ในธุรกิจบันเทิง คนก็เลยเข้ามาร่วมวง มีความสุข รู้สึกสนุก มาลุ้น เสียใจ มาดราม่าด้วย ซึ่งเราก็อยู่ในธุรกิจบันเทิง สำหรับเราในฐานะที่เราต้องลงแข่งมันไม่สนุกหรอก แต่ในแง่ของคนที่เขาดูเขาอาจจะสนุก โดนัทว่ามันไม่มีข้อเสียนะ การแข่งขันมันทำให้เราพัฒนามากขึ้น เราอาจจะไม่ได้เลยวันนี้ แต่พรุงนี้เราก็อาจจะคิดได้

    มีซีนนึงที่โดนัทชอบมาก คือน้องจิ๊บ ตอนที่เราคุยกัน ตอนที่เราต้องเลือกว่าจะให้ใครมาร้องเพลง เราก็ขอไปว่าให้เฌอปรางร้อง 1 เพลง เพราะเค้าชนะได้ที่ 1 และก็ขอที่สุดท้ายอีกเพลงนึง ซึ่งก็คือน้องจิ๊บ ผู้ซึ่งไม่เคยได้มีโอกาสไปยืนแถวหน้า ไม่เคยเป็นตัวจริง พุดง่ายๆ ไม่เคยเป็นนักแสดงนำ แล้วก็ได้มีโอกาสสัมภาษณ์จิ๊บต่างหาก จิ๊บพูดว่า “หนูอยากให้เพื่อนทุกคนได้ร้องด้วยกันค่ะ” เราก็รู้สึกว่าน้องไม่ดีใจเหรอ แต่น้องบอกว่าเขาจำไม่ได้แล้วว่าตอนที่แข่งกันรู้สึกอะไร ซึ่งในหนังก็เล่าว่าในช่วงเวลาของการแข่งขัน มันต้องเจออะไรบ้าง จริงๆ จุดนึงมันก็สัมพันธ์กับการแข่งขันของผู้ใหญ่ ในโลกของผู้ใหญ่เหมือนกัน

    ความฝันในโลกความจริง ถึงจะดูใจร้ายแต่มันคือความจริง

    เราไม่ได้โฟกัสว่าใครเป็นอันดับที่เท่าไหร่ เราพูดถึงความฝันในโลกของความจริงว่าบางทีมันใจร้าย แต่มันจริง เราสู้กันแทบตาย พอชนะเดี๋ยวก็วนกลับมาใหม่ เอาใหม่อีก แต่เราได้เรียนรู้นั่นคือสิ่งที่หนังเล่า

    คนอาจจะบอกว่าไม่ใช่แฟนคลับ ไม่ใช่โอตะ ไม่โอชิใครเลย เราก็บอกว่าโอชิผู้กำกับก็ได้ เราอยากให้ดูจริงๆ คือสำหรับเราถ้าอยากให้เข้าใจอะไรจริงๆ เราก็จะบอกว่าไปดูหนัง อยากจะเรียนสงครามโลกก็ไปดูหนัง ทีนี่เมื่อเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมรูปแบบนี้เกิดขึ้นมา แต่ก่อนเราจะไปดูคอนเสิร์ต เราก็ต้องซื้อบัตรแถวหน้า ต้องใกล้ชิดสุดๆ แต่ไม่รู้ว่าศิลปินที่เราชอบจะหันมาจับมือเรา หรือพูดกับเราหรือเปล่า แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่าเราอยากเจอศิลปิน นักแสดงคนนี้ เราซื้อบัตรไปเจอเขาได้เลย ได้จับมือเขา ได้พูดกับเขาด้วย ยังไงก็ได้ถ่ายรูปกับเขาแบบที่ไม่มีอะไรมากั้นไม่มีอะไรมาอยู่ข้างหลัง โดนัทว่ามันเป้น Pop Culture ที่มันเกิดขึ้น โดยที่มีโซเชียลมีเดียเข้ามาข้องเกี่ยว

    หลายๆ คนมีคำถามว่า แล้วโซเชียลมีเดียมีผลกับเราขนาดไหน โดนัทว่ามันมีผลมากๆ แต่เราจะเรียนรู้อย่างไร ซึ่งหนังเรื่องนี้เล่าบริบทโดยรวมของสังคม โดยเล่าผ่าน BNK48 มันก็เลยมีความสนุกขึ้น เอนเตอร์เทนขึ้น

    หนังค่อนข้างเล่าอะไรที่เป็นมวลรวมของเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้ว่าถูกขับเคลื่อนโดยอะไร เขารู้สึกอะไร แน่นอนว่ามันต้องมีตัวละครที่น่าสงสารมาก แต่ก็จะมีบทสรุปของตัวละครแต่ละตัวอยู่ สำหรับน้องจิ๊บ น้องเป็นแรงบันดาลใจสำคัญตอนที่เราทำเพลง It’s me ซึ่งตอนแรกที่เขียนเพลงนี้ เราอยากได้เนื้อร้องภาษาอังกฤษ เพราะเราอยากให้มันสื่อสาร แต่เพลงของเฌอปรางเป็นภาษาอังกฤษ เพลงนี้เลยเป็นเพลงภาษาไทย ที่สะท้อนถึงคนที่ถูกคนอื่นบอกว่าเราไม่ดีพอ แต่ว่าฉันรับได้นะจ๊ะขอโทษ

    โดนัท เป็นเสมือนผู้ได้รับเลือกให้เป็นนักร้องนำในซิงเกิ้ลของเน็ตฟลิกซ์

    ตอนแรกที่ได้รับโจทย์ ก็กังวลเพราะไม่เคยรู้จักว่าวงนี้คืออะไร แต่อย่างที่บอกว่าถ้าเราอยากจะเข้าใจอะไรสักอย่างเราก็ต้องดูหนัง เราก็เลยทำหนังซะเลย เราเหมือนเราได้รับเลือกให้เป็นนักร้องนำในซิงเกิ้ลนี้ ซิงเกิ้ลของเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งตอนแรกก็ดีใจที่หนังจะได้ฉาย แต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ซะก่อน แล้วเน็ตฟลิกซ์สนใจที่จะเอาหนังเรามาเป็นออริจินัลเรื่องแรก เราก็ดีใจตกใจ งงๆ ปนกันไป แต่เราได้รู้ว่าสิ่งที่เราพยายามทำมาตลอดมันตอบเราแล้ว ความพยายามในการจะทำหนังของเรามันส่งผลแล้วนะ ซึ่งมันเหมือนเราได้รับการโหวตให้ได้ร้องเพลงนี้

    เมื่อแพลตฟอร์มนี้สามารถดูได้ทั่วโลก ก็เหมือนว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะได้พูดถึงวัฒนธรรมของประเทศเรา เหมือนปีนี้ที่หนังจากเอเชียได้รางวัล Best Culture เราก็ดีใจ ต่อให้ไม่ใช่หนังที่ประเทศเราทำเราก็ดีใจ เพราะรู้สึกว่าคนเอเชียได้พูด ได้นำเสนอสิ่งที่มันเกิดขึ้น ซี่งจริงๆ มันสากลนะ แค่พูดกันคนละภาษาแค่นั้นเอง

    ความคาดหวังของวงการสารคดีไทย ในฐานะผู้กำกับสารคดีออริจินัลเน็ตฟิลกซ์คนแรก

    สารคดีสำหรับเรา เราว่ามันสนุก และเดี๋ยวนี้ก็ดูง่ายมาก มีความหลากหลาย ที่สำคัญเรื่องจริงน้ำเน่ายิ่งกว่าเรื่องแต่งอีก โดนัทว่ามันน่าจะเกิดอะไรใหม่ๆ ซึ่งเมื่อเรามีโอกาสได้ทำหนังไปบนแพลตฟอร์มที่เป็นอินเตอร์เนชันแนล ยิ่งเป็นโอกาสที่ดี ซึ่ง One Take เป็นคอนเทนต์ที่เล็กมาก แต่เน็ตฟลิกซ์เขาก็กล้าหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทำ และให้เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของประเทศไทย และคิดว่าในอนาคตเขาก็น่าจะทำอะไรอีกเยอะเหมือนกัน

    ซึ่งโดนัทเองก็ดีใจนะคะที่มีแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมา เพราะเราเป็นคนทำหนังอิสระมันค่อนข้างยากในประเทศนี้ ที่เราจะทำอะไรแบบนี้ได้ แล้วตอนนี้เหมือนมันมีแพลตฟอร์มใหม่ให้เราทำงาน และมันค่อนข้างเปิดกว้าง และก็ดีใจที่ความฝันไม่ได้เป็นความฝันแล้ว

    จากที่ต่อสู้มา 6 – 7 ปีก็รู้สึกว่าวงการนี้มันดีขึ้น เราเริ่มจากทำโดยมีเงินเล็กๆ ไม่มีสตูดิโอ ไม่มี Distributor เลย ทำกันเองหาเงินกันเอง มันก็ทำได้ จนมาตอนนี้ จริงๆ BNK48 ก็เป็นเหมือนสตูดิโอที่ให้ทุนโดนัทมาทำ แต่เราก็มีแพลตฟอร์มที่รองรับ โดนัทว่ามันดีขึ้นมากๆ ยิ่งเรารู้ว่าเน็ตฟลิกซ์เขาซัพพอร์ตมากๆ ในการทำงานกับ Local Film maker เราว่ามันง่ายขึ้น

    แต่ก็ไม่อยากให้คนไทยทิ้งการทำหนังไทย สารคดีไทยนะคะ โดนัทคิดว่ามันเป็นการบันทึกช่วงเวลา บันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้นเอาไว้ ซึ่งหวังว่าหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลายในช่วงการระบาดนี้เราจะมีโปรเจกต์ใหม่ๆ เกิดขึ้น หลังจากที่เน็ตฟลิกซ์หันมาทำมาซัพพอร์ตเรา เราก็อาจจะได้เห็น Film maker ที่เก่งๆ ในบ้านเรา มีโอกาสได้ทำอะไรมากขึ้น