Friday, November 27, 2020
More

    The Rube วรรณคดีไทยในบทเพลงที่ผสมผสานวัฒนธรรมดนตรีไทยกับแนวดนตรีสมัยใหม่

    หากว่ากันในวงการเพลงไทย ศิลปินที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมดนตรีไทยกับแนวดนตรีสมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว จนเกิดเป็นทางเพลงเป็นของตัวเอง ชื่อของ The Rube ถือเป็นวงที่โดดเด่นที่สุดวงหนึ่งในยุคนี้ก็คงไม่ผิดนัก ด้วยการหยิบยกเรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจจากวรรณคดีไทยมาถ่ายทอดในท่วงทำนองเพลงร่วมสมัย พาให้ตัวละครไม่ว่าจะเป็น นางสีดา ขุนช้าง นางวันทอง พระปฏาจาราเถรี ที่หลายคนอาจหลงลืมไปแล้ว ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง BLT Bangkok มีโอกาสชวน ขณะที่ เก๊ท-ศิวพงษ์ เหมวงศ์ (ร้องนำ), จุ๊บ-ธีรวงษ์ วัฒนาจารุพงศ์ (กีตาร์), น็อต-ทรงพล ศรีสะอาด (เบส) และ เจน-ณัชรพงศ์ วัฒนาจารุพงศ์ (กลอง) สมาชิกทั้งสี่ของ The Rube ที่เพิ่งส่งงานเพลงใหม่ออกมา ซึ่งถือเป็นการฉีกลุคที่ต่างออกไปจากเดิม ท่ามกลางกระแสธารที่เปลี่ยนแปลงของวงการเพลงไทยในยุค New Normal 

    เว้นจากการมีผลงานเพลงใหม่ไป 2 ปี ระหว่างนั้น The Rube ทำอะไรกันมาบ้าง

    เก๊ท: เรายังทำงานกันต่อเนื่องอยู่ ช่วงที่พักไปได้มีการคิดทบทวนกันว่าโปรเจ็กต์ที่ทำต่อเนื่องกันมา อย่างเช่นเกี่ยวกับวรรณคดีในแต่ละเรื่อง กับเพลงที่เตรียมไว้ว่าจะปล่อย มันดูเครียดเกินไปหรือเปล่า เลยมีโอกาสร่วมงานกับโปรดิวเซอร์อีกท่าน (เต่า-เจน มโนภินิเวศ มือกีตาร์วง Mild) ซึ่งได้ทำไอเดียใหม่ๆ เสนอทางค่าย (SpicyDisc)


    จุ๊บ: เรามีเพลงในรูปแบบ Modern Traditional ประมาณ 10 เพลง แล้วก็มีเพลงที่นอกรูปแบบอยู่อีก 3 เพลง ซึ่งพอย์ทของ 3 เพลงนี้คือฟังแล้วยิ้ม เราเลยลองขยับมาทำอีกแบบหนึ่ง แต่ก็ยังมีความเป็น Modern Traditional แค่ตัดเครื่องดนตรีไทยออกไป

    เก๊ท: ยังมีวรรณคดีอีกหลายเรื่องที่เราเตรียมปล่อย เช่นผีเสื้อสมุทร

    อะไรถึงเลือกหยิบวรรณคดีไทยมาเล่าผ่านบทเพลง

    เก๊ท: ตอนนั้นเราคิดจะทำเป็นมินิอัลบั้ม ใช้ชื่อว่า Thai Machine พาย้อนกลับไปหาเรื่องราวที่เคยเรียนในบทเรียน เช่นถ้าเคยผ่านหูผ่านตารามเกียรติ์ ไปดูโขนก็เล่นรามเกียรติ์มาโดยตลอด แม้ว่าผมไม่ใช่คนที่ศึกษามาตั้งแต่แรก เวลาฟังที่เขาอ่านทำนองเสนาะ หนึ่ง-เราก็แปลศัพท์ไม่ได้ทุกคำ สอง-กว่าจะผ่านไปแต่ละบท เราจะเห็นแค่ว่าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับสงคราม 

    ฉะนั้นความตั้งใจคือ ผมจะหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความรักจากวรรณคดีไทย ก็ไปศึกษาว่ามีเรื่องใดเกี่ยวข้องกับความรักบ้าง วรรณคดีบางเรื่องก็อยู่ในบทเรียน อย่างสงครามรามเกียรติ์ทั้งหมดก็เกิดขึ้นจากการแย่งชิงผู้หญิงเพียงคนเดียว นี่คือเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมจับได้ เลยอยากเอาเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรักเข้ามาผสมผสานกับเพลง แล้วแทรกเรื่องราวที่ได้ความรู้จากวรรณคดี พอมาแปลในภาษาที่จับต้องได้ง่าย ฟังแล้วมันขนลุกและน่าสนุก อย่างเช่นเพลงเสีย เราก็หาเรื่องราวของผู้หญิงที่น่าจะเศร้าที่สุด ก็ไปเจอเรื่องราวของนางปฏาจารา (ปฏาจาราเถรี)

    จุ๊บ: ทำนองโขน ทำนองเสนาะ เด็กสมัยใหม่อาจจะฟังไม่รู้เรื่อง เราเลยเอามาเล่าในแบบฉบับของดนตรีรุ่นใหม่ ผสมผสานในรูปแบบของ The Rube

    เอาเข้าจริงแล้วเรื่องราววรรณคดีไทยก็อยู่ใกล้ชิดกับคนไทย หลายคนก็จะเคยรับรู้ผ่านบทเรียนในวิชาภาษาไทย หรือเรื่องพุทธประวัติในวิชาพุทธศาสนาแ ตามคำเทศนาของพระสงฆ์

    เก๊ท: ใช่ครับ เราแค่เอากลับมาเล่าในภาษาที่เป็นคนรุ่นใหม่ อย่างผีเสื้อสมุทรในเรื่องพระอภัยมณี ถ้าตีความตามสิ่งที่เขาวางไว้ ก็มีการวางตัวพระเอก นางเอก ตัวโกงหรือสัตว์ประหลาด แต่เราวิเคราะห์ตามความรู้สึกตัวละครจริงๆ อย่างเช่นเวลาไประยองจะเห็นรูปปั้นผีเสื้อสมุทรยืนชูมือ แล้วอีกมือจับที่หัวใจ เราก็ตีความย้อนกลับไปว่า ผู้หญิงคนนี้ทำเพราะว่าเธอรักผู้ชายของเธอ เธอไม่อยากจะเสียผู้ชายคนนั้นไป ที่ทำไปเพราะอยากจะได้ผู้ชายของเธอคืนเท่านั้นเอง เธอยอมฟังเสียงพระอภัยมณีเป่าปี่พิฆาตที่ใครฟังก็ตาย แทนที่เธอเดินหนีไปก็จบแล้ว เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เราทำเพลงไว้แล้ว เราตีความอย่างนี้ เป็นเรื่องราวความรักที่คนรุ่นใหม่สามารถอินกับวรรณคดีได้

    เพราะอะไรถึงเฟ้นหาแต่มุมมองเรื่องความรักมานำเสนอ

    เก๊ท: วัยรุ่นฟังเพลงอยู่สองแบบคือ เพลงรักและเพลงอกหัก ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่จะเอามาตีความเพื่อที่จะให้คนฟังได้คือ เราต้องหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรัก มันจะได้น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งเราก็ไม่คิดว่าคนจะฟังเรื่องราวที่เป็นรายละเอียดซับซ้อนอย่างนี้ เช่นท่อนแรปในเพลง I’m Sory (สีดา) ที่ร้องว่า …โอ้ว่า โอ้ว่าอกเอย โอ้พระรามแพ้รัก ไม่หวั่นจะรบสยบยักษ์จะหักเอากรุงลงกา… เราคุยกันว่าจะเปลี่ยนภาษาทั้งหมดให้เป็นภาษาที่ฟังง่ายด้วยซ้ำ เพราะบางคนก็ให้ความเห็นว่าแบบนี้วัยรุ่นไม่ฟังหรอก

    เน้นตีความใหม่ หรือว่าเอากลิ่นอาย เอาแกนของเรื่องราวของวรรณคดีมาทำเป็นเพลง

    เก๊ท: เรานำเสนอมุมมองเชิงความรู้สึก อย่างเช่นขุนช้างขุนแผน เราก็ตีความไปทางขุนช้าง เขาวางให้ขุนแผนเป็นพระเอก แต่ในเรื่องจริงคุณรู้ไหมว่าขุนแผนมีแฟนกี่คน ขุนแผนกล้าผ่าท้องแฟนคนหนึ่งเพื่อเอาลูกมาทำของ ขุนช้างก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่มีเล่ห์เหลี่ยมที่จะเอาชนะใจแฟนคนอื่น ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล หลอกว่าขุนแผนออกไปรบแล้วตาย ถ้าเกิดไม่แต่งงานใหม่ ต้องกลายเป็นเบี้ยหลวง กลายเป็นทาส นางพิมพิลาไลย (หรือนางวันทอง) ก็ยอมแต่งงานใหม่กับขุนช้าง ช่วงเวลาที่ก่อนขุนแผนจะกลับมา ขุนช้างก็เป็นคนดีทุกอย่าง ทำให้นางพิมพิลาไลยรัก ซึ่งพอขุนแผนกลับมา ก็ไม่ได้มาแบบธรรมดานะ เพราะว่าไปตีหัวเมืองเขาแตกก็ได้ผู้หญิงกลับมาอีก ถ้าเราเป็นนางวันทองก็คงทำใจไม่ถูก แล้วคุณรู้ไหมว่านางวันทองไม่ยอมเลือกใคร เพราะว่าไม่อยากให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องเป็นฝ่ายผิด ยอมโดนประหารดีกว่าเลือกใครสักคนหนึ่ง นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่เราตีความว่านางวันทองเป็นผู้หญิงที่ยอมเสียสละ

    จุ๊บ: เราเป็นวงที่ชอบขยี้ความเจ็บปวด แบบนี้เราก็ขยี้ความเจ็บของขุนช้าง ของนางวันทอง พอนางวันทองตาย ความเจ็บปวดก็อยู่ที่ขุนช้างขุนแผน มันเลยเป็นโศกนาฎกรรมความรัก

    เก๊ท: เรื่องพวกนี้ทำให้คนกลับไปหาอ่าน แล้วเอามาตีความ เอามาเล่าให้กันฟังอีกทีหนึ่ง แต่ละคนก็จะมีมุมมองต่างกัน สุดท้ายก็เป็นการที่ทำให้วรรรคดีเรื่องหนึ่งกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่เราตั้งใจอยากจะให้เป็น

    แสดงว่าวงก็ต้องกลับไปอ่านวรรณคดดีแต่ละเรื่อง

    จุ๊บ: ส่วนใหญ่เก๊ทจะกลับไปอ่านมากกว่า เพราะในพาร์ตของเนื้อร้องก็ค่อนข้างทำการบ้านพอสมควร 

    เก๊ท: อย่างแรกเราไม่ใช่คนที่ศึกษาแน่นมาก่อน ก็ไปหาเรื่องย่อมาอ่าน แล้วจับประเด็นว่าเรื่องนั้นมีความรักตรงไหนบ้าง อย่างรามเกียรติ์ถ้าไปอ่านจริงๆ มันหลายร้อยบท กว่าจะแปลได้ แต่พอไปดูแลในเวอร์ชันเรื่องย่อ การ์ตูน ภาพยนตร์ คือสนุกมาก ย้อนตั้งแต่นารายณ์ปราบนนทก มันก็มีเหตุผลที่จะตีความเข้าข้างทศกัณฑ์ก็ได้ ทำให้ได้รู้หลายอย่าง อย่างเช่นการอ้างอิงถึงเรื่องเทพ ทำให้เรารู้ว่าใครอยู่สูงกว่าใคร อย่างการออกอาวุธกัน ยิงธนูไปเป็นนาค อีกฝั่งหนึ่งยิงเป็นครุฑ มันคือการสอนให้เรารู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม

    จุ๊บ: เราอาจจะเป็นตัวแทนวัยรุ่น ว่าอยากจะศึกษาเรื่องนี้ ทำอย่างไรที่จะเล่าในรูปแบบของวง เพื่อที่คนฟังจะเข้าใจในเร่ื่องที่เราศึกษาอยู่ เหมือนเรานำวรรรคดีไทย วัฒนธรรมไทยมาถ่ายทอดในรูปแบบใหม่

    ยากไหมกับการพาเพลงสไตล์ของ The Rube ที่เรียกว่า Modern Traditional ซึ่งเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมไทย อย่างเพลงลูกทุ่ง ไทยเดิม ผสมกับดนตรี Funk R&B Hip-Hop Rock ให้คนฟังเปิดใจรับฟัง

    จุ๊บ: ตอนแรกเราก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมาได้ขนาดนี้ คำตอบเดียวเลยคือ I’m Sory (สีดา) นำพามาทั้งหมดทั้งปวง เลยเกิดเป็นเพลงในสไตล์นี้ขึ้นมามากมาย

    เก๊ท: ถามว่ายากไหมเกี่ยวกับการเอาอะไรแบบนี้ให้คนฟัง ตอนที่ทำเราคิดแล้วว่าที่ให้ชื่อ Modern Traditional คือต้องยึดถือความเป็น Pop แล้วเอาเอกลักษณ์อย่างการร้อง ดนตรีไทย เรื่องราวเข้ามาใส่ ให้มีอะไรที่เก่าที่สุดกับดนตรีที่ทันสมัยที่สุด พอมันเข้ากันเลยกลายเป็น Modern Traditional ที่เราตั้งใจเอาไว้ ฉะนั้นการที่มีความเป็น Pop ครอบคลุมอยู่เลยทำให้เพลงฟังง่าย เหมือนเพลง Pop ทั่วไป สังเกตว่าลูกเอื้อนแต่ละลูกจะผสม R&B ทำให้เป็น Pop มากที่สุด ผมคิดว่าถ้าเกิดฟังแล้วไม่สะดุดจนเกินไป วัยรุ่นที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันกับเราก็น่าจะฟังได้ โดยที่ไม่คิดว่าเป็นการยัดเยียดจนเกินไป

    วงรับมือกับความสำเร็จ เป็นที่นิยมอย่างไร เพราะถ้าวัดที่ยอดวิวเอ็มวี I’m Sory (สีดา) ก็มียอดเข้าชมหลัก 177 ล้านวิว รวมถึงยังคว้ารางวัลจากสถาบันทางดนตรีหรือบันเทิงต่างๆ มาพอสมควรเลย

    เก็ท: เราก็ไม่คิดว่ามันจะส่งผลอะไรมากขนาดนี้ ต้องยอมรับว่ามันมาเร็วมากจริงๆ ช่วงปีสองปีก็ทัวร์กันอย่างเดียว แทบไม่ได้อยู่บ้านเลย สิ่งที่เราไม่ได้คิดคือได้เข้าชิงนั่นชิงนี่ ก็แทบจะได้ทุกรางวัลใหญ่ๆ ในประเทศไทย แต่หลังจากนั้นผมคิดว่าเป็นวิถีแห่งความเป็นจริง เพลงๆ หนึ่งของหนึ่งศิลปินมักจะทำงานได้ประมาณปีหรือสองปี พอหมดก็ต้องทำงานกันใหม่ เพื่อให้ต่อเนื่องในการหาเพลงฮิตเพลงใหม่ ให้เราอยู่ในเทรนด์ต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้นพอหยุด พอขาดช่วง ไม่ได้ปล่อยงานซิงเกิลต่อเนื่อง ไม่ได้เตรียมว่าต้องมีเพลงฮิตตามช่วงระยะเวลาของมัน เราหยุดทำงานแล้วไม่ได้มีงานต่อเนื่อง ก็ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือช่วงเพลงของประเทศไทยเปลี่ยนไปเร็วมาก เพราะว่ามีศิลปินเกิดขึ้นเยอะมากๆ พอเทรนด์เปลี่ยน แล้วเราขาดช่วงไป มันทำให้ไม่สมดุลกัน ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เรารับมือคือเราต้องรู้ว่า ถ้าเราขึ้นไปอยู่จุดที่พีค ก็ต้องแบ่งเวลามาทำงานด้วย ไม่อย่างนั้นจะเกิดการเว้นช่วงแบบนี้อีก เราก็ต้องหาโปรเจ็กต์ใหม่เพื่อกลับเข้าไปอยู่ในเทรนด์อีก การทำเพลงๆ หนึ่งไม่ใช่ว่าเรามีแต้มบุญเก่าอยู่ เพลงนั้นทำงานแล้วหมดไป เพลงต่อไปก็นับหนึ่งใหม่เสมอ มันคือความเป็นจริง 

    จุ๊บ: เราก็ต้องไปมองผลงานที่อยู่ใกล้ๆ กัน ในเวลานั้นเพลงขอเวลาลืม (ศิลปิน Aun Feeble Heart) อันดับสูงกว่าเรา ก็เอาเป็นบรรทัดฐานว่าเราไม่ใช่ที่สุดนะ ยังมีที่เหนือกว่า เอ็มวี I’m Sory (สีดา) 177 ล้านวิว แต่มีเพลงที่ยอดวิวมากกว่าอย่างพี่ๆ วง Labanoon หรือศิลปินทางอีสานที่ปล่อยเพลงมามียอดวิว 200-300 ล้านวิว เยอะแยะมากมาย เราเลยไม่ได้มองว่านี่คือสำเร็จของเรา แต่มองว่าต้องทำอย่างไรที่จะไปต่อ ขึ้นไปในระดับให้ได้ ทำการบ้านแล้วคิดงานดีๆ ออกมาสู่คนฟังต่อไปเรื่อยๆ นี่คือการรับมือของพวกเรา

    น๊อต: ช่วงนั้นมันมาเร็วมาก อยู่ๆ ก็มีทัวร์คอนเสิร์ต ช่วงทัวร์ก็ยังคิดโชว์ว่าจะเป็นอย่างไร ร้านแบบนี้ Song List จัดอย่างไร

    เก๊ท: ตอนนั้นเราดังแค่เพลงเดียว ก็ต้องเล่นเพลงของคนอื่นเขา มันต้องปรับกันเยอะมาก พองานเข้ามาเร็วมาก เราแทบจะไม่มีโอกาสได้ซ้อมเลยด้วยซ้ำ ตัดเรื่องการทำเพลงใหม่ไปได้เลย เพราะว่าเอาเวลาไปกับเซ็ตลิสต์เพลง คิดโชว์ ไหนจะเดินทาง ไหนจะพักผ่อนอีก ตอนนั้นก็ปรับตามสถานการณ์ทีละขั้นไป เพราะว่าไม่มีประสบการณ์มาก่อน ก็ได้รุ่นพี่วง Mild แนะนำว่าต้องเริ่มจาก (เพลงจังหวะ) กลาง เร็ว แล้วมาเป็นเพลงฮิต สัดส่วนของการโชว์จะต้องแบ่งเปอร์เซนต์

    มีวรรณคดีเรื่องโปรดเรื่องใดกันบ้าง

    เก๊ท: ในวงผมจะเป็นคนที่เก็บข้อมูล เรื่องราวที่ผมชอบไม่ใช่วรรณคดี แต่เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องหนึ่งที่คิดจะเขียนเพลงแต่ล้มเลิกไป เพราะว่าเป็นเรื่องราวที่แตะต้องไม่ได้ ที่ได้ยินว่าสมเด็จพระนางเรือล่ม เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎมณเฑียรบาล กฎคือห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายของพระมเหสี เพราะจะถูกประหารทั้งตระกูล คือ ร.5 เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังบางปะอิน แล้วสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ทรงนั่งเรือเพื่อจะไปเช่นเดียวกันแต่เกิดล่ม องครักษ์ที่ยืนอยู่บนฝั่งพูดว่าห้ามใครแตะต้องตัวพระมเหสี ไม่งั้นจะประหาร 7 ชั่วโครต เพราะกฎเป็นอย่างนั้น ซึ่งพระนางก็กำลังตั้งครรภ์ แล้วยังมีพระราชธิดา (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์) องครักษ์ก็เลยช่วยแต่พี่เลี้ยง สุดท้ายไม่มีใครช่วยพระนาง เมื่อ ร.5 ทรงทราบก็ทรุดลงร้องไห้ ในเชิงความรู้สึกของผู้ชายคนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่ไม่สามารถช่วยเหลือคนรักของตัวเองได้ เพราะกฎที่สร้างมาตั้งแต่โบราณ มันน่าคับแค้นใจสำหรับผมนะ เป็นเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจ ในเชิงที่ทำให้ทุกคนระลึกถึงและสามารถไปท่องเที่ยวได้ด้วย

    จุ๊บ: ส่วนผมชอบเรื่องสังข์ทอง เพราะคำว่าเงาะซ่อนรูป คนเราควรที่รักกันที่ภายในมากกว่าภายนอก อีกอย่างเดี๋ยวนี้คนเก่งไม่จำเป็นต้องแสดงตัว อาจจะซ่อนอยู่ในหลายๆ ที่ แล้วตอนเด็กผมเคยเล่นละครเป็นสังข์ทอง มีพาร์ตหนึ่งแต่งตัวเป็นสีดำ แล้วอีกพาร์ตเป็นสีทอง ตอนนั้นก็ได้รางวัลด้วย

    น็อต: ผมชอบขุนช้างขุนแผน ผมอินกับตอนที่ได้ดูเป็นหนัง ส่วนตัวชอบในมุมของขุนแผน ขุนแผนเท่มาก คนอะไรทั้งเก่ง ทั้งหล่อ โตมาผมก็ไปตามหาพระขุนแผนใส่ เผื่อได้แฟนเยอะ แต่พอได้มาทำเพลงก็มีมุมของขุนช้างด้วย เขาเป็นคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้นางนางพิมพิลาไลย (นางวันทอง) มาครองหัวใจ

    เจน: ตอนเด็กๆ ผมชอบดูแก้วหน้าม้ามาก เพราะค่อนข้างสนุกและตลก

    จุ๊บ: แก้วหน้าม้าเป็นผู้หญิงที่น่าสงสารเพราะชอบโดนคนล้อ แต่เขาเป็นคนที่มีความสามารถนะ

    ได้เห็นมิวสิกวิดีโอซิงเกิลใหม่ ‘โอปป้าซางราเฮ’ สิ่งแรกคือมีการปรับลุคใหม่ที่ฉีกไปจากเดิม ชื่อเพลงก็ต่างไปจากเดิม เป็นเพลงที่แตกต่างจากซีรีส์ Modern Traditional อยากรู้ว่าไอเดียเบื้องหลังมาจากไหน 

    เก๊ท: อย่างที่บอกว่าโปรเจ็กต์ Modern Traditional ยังทำอยู่ แต่ตอนนี้เราได้ร่วมงานกับพี่เต่า ที่มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ จากปกติจะเป็นพี่เป้ (บดินทร์ เจริญราษฎร์) นักร้องนำวง Mild ซึ่งพี่เต่าเสนอว่า The Rude มีวิธีการเล่า Modern Traditional ได้หลายแบบ ส่วนการนำเสนอที่เห็นว่าลุคเปลี่ยนไปมันมีหลายเหตุผล อย่างแรก-เราอยากสะกิดให้้ทุกคนเห็นว่าพวกเรากลับมาแล้วนะ แต่อยู่ในช่วง New Normal ที่ทุกคนกำลังเครียดอยู่ ก็น่าจะมีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอ ให้เกิดอารมณ์ที่เห็นแล้วยิ้ม สอง-สิ่งที่สอดแทรกเข้าไปในเรื่องภาษาหรือการร้อง ต่อให้ไม่เอื้อนก็ยังเป็นการร้องแบบ The Rude อยู่ เรื่องราวก็เป็นวัฒนธรรมของคนต่างจังหวัด ตั้งใจใส่ภาษาอีสานเข้าไปในเนื้อเพลง มีภาษาเกาหลีใต้บ้าง การแต่งตัวลุค Kpop ตั้งใจว่าเพลงนี้เรามาอยู่ที่เกาหลีใต้ เพลงต่อไปเราไปอเมริกา การแต่งตัว ภาษาที่เล่าจะอย่างไร เพลงต่อไปหลังจากนั้นถ้าไปญี่ปุ่นล่ะ นี่คือคอนเซ็ปต์ที่วางไว้ แต่ต้องยอมรับว่าฝ่ายครีเอทีฟของค่ายมีความเป็นแฟชั่นค่อนข้างสูง เลยเสนอว่าพวกเราต้องเป็น Kpop ในเอ็มวีต้องมีเต้นด้วยนะ พอคิดแล้วเขาก็เริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ ก็กลายเป็นบอยแบนด์

    แล้วท่าเต้นที่เห็นอยู่ในเอ็มวีมาได้อย่างไร

    เก๊ท: เป็นทางถนัดของพี่ผู้กำกับอยู่แล้ว ซึ่งเคยกำกับเพลงธารารัตน์ เขาก็มีทีมครูสอนเต้นคิดท่าแล้วส่งมาให้เรา ศิลปินค่ะไปแกะมานะคะ ซึ่งบอกกระชั้นชิดมาก ไม่ถึงสัปดาห์ก่อนถ่าย เราเลยไปจ้างครูสอนเต้นมาช่วย สุดท้ายท่ายากเกินไปก็ตัดจนเหลือแต่ที่เห็นในเอ็มวี หลายคนบอกว่าเต้นเหมือนกายภาพบำบัดมาก เพราะว่าเราไม่เคยเต้นเลย ก็ไม่คิดไม่ฝันว่าได้ทำอย่างนี้

    โอปป้าซารางเฮ มีเนื้อหารวมถึงคำร้องที่มีกลิ่นอายของเพลงลูกทุ่ง แล้วแทรกด้วยภาษาอีสานด้วย ลึกๆ แล้ววงต้องการสื่อสารอะไรจากเพลงใหม่นี้

    เก๊ท: สิ่งที่ผมแฝงไว้มันคือการน้อยใจ อะไรๆ ก็ชอบเกาหลี อย่างเนื้อเพลงที่บอกว่า รถยังเกาหลี โทรศัพท์เกาหลี คือคนจะชอบคนผิวขาว หน้าเรียว หุ่นเชฟ ได้ถ้าชอบเกาหลี กูก็หัดเป็นเกาหลี The Rude ก็ต้องไปเต้นเพื่อให้คนกลับมามองเรา

    จุ๊บ: เหมือนเราพยายามเพื่อคนรัก แต่พยายามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เราพยายามจี้จุดไปที่กลุ่มคนที่รักใครก็ต้องผิดหวัง ไปเกาหลีก็อกหักจากเกาหลี ไปรักแหม่มก็โดนแหม่มทิ้ง ไปญี่ปุ่นก็โดนญี่ปุ่นหักอกมาอีก

    เหมือนจะทำซีรีส์เพลงออกมาอีกชุดหนึ่ง

    เก๊ท: ประมาณนั้น ซิงเกิลต่อไปก็ไปอีกประเทศหนึ่ง

    จุ๊บ: เรามีความเป็นไทย แต่แวะไปทัวร์ต่างประเทศสัก 3 ประเทศ ไปแต่ละที่ก็อกหักทุกที่

    อย่างเส้นเรื่องในเพลงที่เล่าถึงคู่รักที่โยกย้ายจากบ้านเกิด เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ไปๆ มาๆ อีกคนไปเจอรักใหม่ เอาเข้าจริงเรื่องเหล่านี้ก็มักจะได้เห็นได้ทั่วไป แต่ที่เศร้าจากหน้าข่าวก็มีไม่น้อยเลยที่มักจะเกิดคดีสะเทือนขวัญ เพราะผิดหวัง แค้นใจจนต้องคิดเอาชีวิตกัน สิ่งที่เกิดขึ้นวงมีมุมมองอย่างไง

    เก๊ท: ผมมองว่าอย่างแรกเป็นเรื่องของการเสียความรู้สึก สองคือทุกวันนี้สังคมเครียดขึ้น ทุกอย่างพาให้เครียด แน่นอนว่าถ้าเกิดวันหนึ่งถูกคนที่อยู่ข้างๆ หักหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ยิ่งเป็นเรื่องของความรัก คนเราก็พร้อมจะทำอะไรที่ทำให้เกิดเรื่องราวรุนแรงขึ้น บางครั้งก็ไม่กลัวตาย อย่างเหตุการณ์ที่โคราช หักหลังกันก็ถึงขั้นยิงกันทั้งห้าง เมื่อสังคมเจอเรื่องเครียดๆ ในเมื่อมึงทำกับกูอย่างนี้ กูก็ต้องทำให้ทุกคนรู้ว่ามึงทำกูอย่างนี้ คือพยายามทำให้มันดังขึ้นมา แต่สิ่งที่ควรต้องมีคือการให้กำลังใจกัน ผมมองว่าต่อให้จะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ การพูดคุยกันคือสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเกิดจะจากกันก็จากกันด้วยดี

    น็อต: ถ้าจะทำอะไรก็อยากให้นึกถึงคนข้างหลัง ให้มีสติและใจเย็นๆ 

    จุ๊บ: เป็นเรื่องที่เสียใจจนขาดสติ โกรธจนขาดสติ ถ้าเราตั้งสติได้ รวบรวมสมาธิได้ พยายามคิดทางบวก อย่างที่เก็ทบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจ ถ้าเราได้กำลังใจที่ดีจากคนรอบข้าง ก็พาไปในทางที่ดี ถ้าคนขาดสติเมื่อไรก็เจอแบบที่เป็นข่าวที่ได้ยินมา ในเรื่องร้ายต่างๆ เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดคือสติและกำลังใจ

    เก๊ท: เหมือนกับเพลงเสียเลย

    จุ๊บ: เพลงเสีย เล่าในมุมของคนรักที่จากเล่าไป แต่หยิบมุมมองของนางปฏาจารา มาเพื่อให้กำลังใจคนที่เพิ่งอกหัก เพิ่งเสียคนรักไป เราเสียแค่แฟนนะ แต่นางปฏาจาราเสียทั้งหมดเลยในวันเดียว แทบไม่เหลืออะไรเลย เขายังกลับมาเป็นคนที่มีชื่อเสียงและเป็นคนที่ดีได้ ก็เป็นการให้กำลังใจในอีกรูปแบบหนึ่ง

    เพลงของ The Rube มักเป็นมุมความสูญเสีย ความเสียใจ อะไรถึงเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้ออกมา

    จุ๊บ: ก่อนหน้านี้เรามีเพลงรักออกมา 2 เพลง เพลงแรกที่เข้ามา ScipyDisc ชื่อทางไกลใจใกล้กัน เป็นเพลงรักสวยงามเลย หมายถึงอยู่ไกลกัน เราก็จะรักกัน อีกเพลงหนึ่ง กรุณา เป็นทางเหงา กระแสก็ยังไม่มา เลยคิดว่าปล่อยเพลงเศร้า เพลงที่ขยี้ความเจ็บปวดของคน มันก็ตู้มขึ้นมา จากนั้นส่วนใหญ่ก็ทำเป็นเพลงที่เกี่ยวกับความเจ็บปวดล้วนๆ

    เก๊ท: อย่างหนึ่งก็เพราะเรื่องราวที่เรานำเอามาจากวรรณคดีแต่ละเรื่อง เราหามุมมองเกี่ยวกับความรัก ความเสียใจ เพราะว่าเข้าถึงคนฟังวัยรุ่นได้ง่าย

    ปล่อยเพลงออกมาในยุค New Normal แบบนี้ วงมองยังไง ในแง่ของการโปรโมทเพลงเป็นช่วงเวลาที่ดีแค่ไหน หวังผลไว้อย่างไร

    เก๊ท: ต้องยอมรับว่าอาชีพศิลปินหรือนักดนตรีในยุคนี้คือแย่จริงๆ เราก็ไม่คิดว่าจะกินเวลานานขนาดนี้ ถ้าว่ากันในระบบค่ายคือเป็นคิวที่ต้องปล่อย คิดว่าเราเลื่อนไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็ทำใจยอมรับว่าเสี่ยงในเรื่องของการลงทุน หรือนำเสนอผลงานในช่วงนี้ หนึ่งคือเราไม่สามารถที่จะทัวร์ได้ ต่อให้เพลงมาหรือไม่มา แล้วอีกอย่างในยุคนี้เป็น New Normal ที่เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างไป การรับชมคอนเสิร์ตเปลี่ยนไปอยู่ในออนไลน์ มีการทำคอนเสิร์ตออนไลน์กันมากขึ้น ฉะนั้นธุรกิจมีการเปลี่ยนรูปแบบไป ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะต้องไปเล่นโชว์อยู่มั๊ย เลยคิดว่าคงต้องยอมรับความเสี่ยง เราคิดว่าต้องนำเสนอผลงานไปก่อน แล้วก็ให้กำลังใจกันเอง

    น็อต: ยุคใหม่ก็ต้องเน้นออนไลน์มากขึ้น ต้องโปรโมท ต้องมี Live แต่ถามว่าในเรื่องตัวเพลงจะทำงานหรือไม่ทำงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่พวกเราก็ต้องทำงานต่อ เพราะโลกไม่ได้หยุดหมุน มันต้องเดินหน้าตลอดเวลา

    เก๊ท: แต่ละคนก็ต้องวิ่งเข้าหาสื่อออนไลน์กัน ไม่ว่าจะเป็นแอปฯ ต้องมีแชลแนลของตัวเอง เพื่อเป็นการสื่อสารกับแฟนเพลง หรือให้คนฟังเข้าถึงมากกว่านี้ ก็เป็นอีกทางหนึ่งในยุค New Normal ที่จะสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

    มีคำกล่าวว่าโควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ทุกคนต้องทำเร็วขึ้น อย่างเรื่องโซเชียลดิสรัปชันยังไงก็ต้องเกิดขึ้นแน่ แต่อาจจะค่อยๆ เปลี่ยนผ่าน พอโควิด-19 เข้ามาทุกอย่างมันต้องเปลี่ยนแปลงทันที จึงได้เห็นศิลปินเล่นคอนเสิร์ตด้วยการ Live ทางแฟนเพจ ทางยูทูบ แล้ว The Rube ล่ะมีแผนรับมืออย่างไร

    เก๊ท: เราปรับตามสถานการณ์ทีละขั้น เพราะเราเองก็ช็อก ก่อนหน้านี้มีความคิดว่าต้องรอหลังโควิด-19 แต่มันนานขึ้นเรื่อยๆ ก็รอไม่ได้แล้ว แล้วเราก็เดาไม่ได้ว่าหลังโควิด-19 จะกลับมาเป็นแบบยุคเก่ามั้ย หรือว่าเปลี่ยนไปเลย ก็ยังไม่กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ เลยปรับไปตามสถานการณ์ เช่นตอนนี้ปล่อยเพลงใหม่ ทางค่าย SpicyDisc ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยเรา ซึ่งมีวิธีการพีอาร์หรือเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการกัน 

    จุ๊บ: ช่วงโควิด-19 เรา Live กันแบบไม่มีสาระเลย วันแรกคนดู 20,000-30,000 ได้ สังเกตว่าช่วงที่เราไร้สาระคนดูเยอะมาก แต่พอเล่นดนตรี คนค่อยๆ ออก อย่างว่าช่วงนี้เป็นยุคที่เครียด คนเลยชอบดูอะไรที่ผ่อนคลาย

    น๊อต: Live อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง เล่นอยู่ 2 เพลง ที่เหลือคุย 

    เก๊ท: เราก็เห็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงไป ศิลปินแทบทั้งประเทศก็ Live กันหมดเลย ในรูปแบบที่ใช้อุปกรณ์เต็มรูปแบบกัน ซึ่งไม่ได้ง่าย เหมือนจัดคอรนเสิร์ตกันแทบทุกวัน มันเปลี่ยนวิถีชีวิตของศิลปินเลย ซึ่งการ Live แบบนี้ถ้าไม่มีสปอนเซอร์ก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้ว 

    นับจากปีที่เดบิวต์ในวงการดนตรีก็ประมาณ 7-8 ปี เส้นทางที่ผ่านมาวงมีการเรียนรู้ชีวิตของนักดนตรีอาชีพกันยังไงบ้าง

    เก๊ท: ผมคิดว่าเราก็ได้มาทุกอย่างนะ จุดที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ อย่างไปร่วมงานแล้วเห็นรุ่นพี่หลายๆ วง ได้เห็น Bodyslam ขึ้นรับรางวัล ซึ่งเราก็ฝันว่าวันหนึ่งจะได้เข้าชิงรางวัล Guitar Mag Awards, Nine Entertain Awards นั่งลุ้นด้วยกันว่าจะได้มั้ย แค่นั้นคงจะดีใจแล้ว พอวันหนึ่งเราได้เข้าชิงทุกสิ่งทุกอย่าง มือกีตาร์ของเรายังได้เข้าชิงมือกีตาร์ยอดเยี่ยมเลย ศิลปินวงอื่นๆ เคยคุยกับว่าเขาก็ประสบความสำเร็จ มีงานเข้ามา แต่สิ่งที่ขาดหายคือการเข้าชิงรางวัล

    น๊อต: พื้นฐานของเราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม พอได้ทำเพลงด้วยกัน ปัญหาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว พอจบงานเราคุยกันได้หมด รู้กันว่าแต่ละคนนิสัยใจคอเป็นอย่างไร การทำงานเป็นอย่างไร ก็ทำให้พวกเรารักกันมากขึ้น แล้วก็ยังทำเพลงกันต่อไป

    ที่บอกว่าได้มาหมดแล้วถือว่าเป็นการทำตามความฝันตั้งแต่ต้นไหม สำหรับการทำวงดนตรี

    จุ๊บ: ตอนนี้มาตามฝันหมดแล้ว สิ่งที่ยังไม่เป็นไปตามความฝันมีแค่เรื่องสองเรื่อง คอนเสิร์ตใหญี่ยังไม่มี กับไปทัวร์ต่างประเทศ ซึ่งเกือบแล้ว ตอนนั้นเราได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปเข้าชิงงานระดับเอเชียที่ประเทศฮ่องกง เราหวังแค่เอาวัฒนธรรมไทยในรูปแบบ Modern Traditional ไปให้ต่างประเทศรับรู้ ส่วนตัวผมตั้งแต่ต้นก็อยากมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะใช้เวลากี่ปีก็จะทำต่อ ปีนี้ยังต้องเหนื่อย ก็ทำงานอย่างขะมักเขม้นกันอยู่

    วางแผนกันอย่างไรหลังจากปล่อยซิงเกิลใหม่แล้ว

    เก๊ท: มองทีละซิงเกิล สำหรับคอนเซ็ปต์นี้มี 3 ซิงเกิล ก็อยู่ที่ไทม์ไลน์ของค่ายจะปล่อยอย่างไร ดูฟีดแบ็กกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร ก็มีเพลงคอนเซ็ปต์ Modern Traditional เดิมในลิสต์ที่เราเข้าคิวไว้อยู่เหมือนกัน ซึ่งเรื่องไทม์ไลน์ ค่ายก็มีทีมช่วยคิดอยู่ อย่างที่บอกว่าต้องปรับตามสถานการณ์ปัจจุบันให้ได้มากที่สุด ช่วงนี้ก็ต้องเดินสายพีอาร์ซิงเกิลล่าสุดก่อน