Thursday, October 29, 2020
More

    คุยกันเต็มๆ กับ “เขียนไขและวานิช” กับกระแสความดังของเพลง “แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร”

    ทันทีที่ ‘แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร’ โด่งดัง ชีวิตของ ‘เขียนไขและวานิช’ หรือ โจ้-สาโรจน์ ยอดยิ่ง ก็เปลี่ยนไป

    แน่นอนว่าในแง่ชีวิตการเป็นศิลปิน เขาเติบโตขึ้นแบบฉับพลัน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เขาขึ้นแท่นเป็นศิลปินคิวทอง มีคิวเดินทางเล่นดนตรีทั่วประเทศยาวข้ามไปจนถึงปีหน้า เดือนทั้งเดือนตารางแทบจะเต็มทุกช่องบนหน้าปฏิทิน และว่ากันว่าขาดเพียง 6-7 แห่งก็จะครบ 77 จังหวัดแล้ว


    ยามเย็มที่ร้านวันสบายในจังหวัดสกลนคร ศิลปินโฟล์กหนุ่มผู้มีน้ำเสียงนุ่มละมุนระคนกับความอ้อยอิ่งสร้อยเศร้า ก้มหน้าก้มตาจับคอร์ดกีตาร์ ปากจ่อไมโครโฟนเพื่อซาวด์เซ็กและตระเตรียมความพร้อมก่อนทำการแสดงดนตรีในค่ำคืนที่แฟนเพลงเฝ้ารอ

    นั่งมองดูดวงดาว ฉันมองเห็นเธอสุกสกาว ส่องแสงเรืองรองนับกาวใจ เธอเหมือนดวงดาวส่องแสง… เสียงเพลงหนีห่างลอยล่อง ผู้คนเริ่มเข้ามาจับจองที่นั่ง แม้นาฬิกาจะบอกเวลาเพียงห้าโมงเย็น แต่ทว่าที่นั่งด้านหน้าเวทีก็ถูกจับจองจนเต็มก่อนที่การแสดงจริงจะเริ่มในเวลาสี่ทุ่ม นั่นคงเป็นประจักษ์พยานได้ดีว่าเขาเป็นที่นิยมในหมู่คนฟังเพลงเพียงใด

    เขาเหมือนดวงดาวที่ส่องแสง ท่ามกลางกระแสดนตรีโฟล์กที่นิยมอย่างมากในปีสองปีมานี้ น่าสนใจว่าชื่อเสียงที่ขจรขจายไปทั่วเมือง หนุ่มวัย 28 ปีจาก จ.เชียงใหม่ รับมือกับการเป็นที่รู้จักในวงที่กว้างขึ้นอย่างไร แล้วประสบการณ์การทัวร์ของศิลปินโฟล์กยุค 2020 มีอะไรที่ชวนตื่นเต้นบ้าง จนมาถึงการเผชิญหน้ากับอาการ ‘ช้ำ’ ที่นักดนตรีต่างต้องเจอกับความวนลูป ชีวิตอยู่กับการเดินทางทัวร์ เล่นเพลย์ลิสต์ซ้ำๆ บ้างก็เจอกับความเหนื่อยหน่าย

    ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เขากำลังคิดทบทวนกับตัวเองว่า จะไปต่อหรือพอแค่นี้ ก้าวต่อไปของเขียนไขและวานิชล่ะจะเป็นเช่นไรต่อ…

    ก่อนที่เขียนไขและวานิชจะเป็นที่รู้จัก คุณเคยตัดสินใจหันหลังให้กลับดนตรีไปเป็นช่างปั้น แต่แล้วก็มีคนโทรฯ มาชวนไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับวงอภิรมย์ จำความรู้สึกในวันนั้นได้ไหมว่าสำคัญอย่างไรต่อการเป็นเขียนไขและวานิชในวันนี้

    มันเริ่มนับหนึ่งจากตอนนั้นประมาณสองปีที่แล้ว พี่เบนซ์ ผู้จัดการวงอภิรมย์ ผู้จัดการวงชวนไปเล่นเป็นวงเปิดวงอภิรมย์ วันนั้นไม่พร้อมอะไรสักอย่าง ซ้อมก็ไม่ได้ซ้อม กีตาร์ยังไปยืมเขา เรียกได้ว่าไปตายเอาดาบหน้า

    ตอนนั้นเพลงแก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใครยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก จะมีคนมาฟังก็เป็นชาวแก๊งที่ไปอยู่บนดอย Doolaylay ด้วยกัน เพลงแก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร เริ่มจากพี่ต่าย (ประกาศิต แสนปากดี นักร้องวงอภิรมย์) บนบ้านพี่คลี (Thepoe – เด๊อะโพ) ผมก็รู้จักกับแกวันนั้นแหละ พี่ต่ายเป็นคนบอกว่า ไอ้โจ้ เพลงนี้สมควรเอาเพลงไปทำใหม่นะ ผมบอกไปว่าไม่มีเงินกันครับ แล้วแกก็ถามว่าสนใจอยากจะทัวร์ไหม เลยบอกว่าอยากครับ พี่ต่ายบอกกับพี่เบนซ์ว่าดูให้มันหน่อย หลังจากนั้นก็หายไปเลย ผมก็เลยไปทำงานปั้นอยู่สวนนงนุช วันดีคืนดีโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา กูรับงานให้มึงได้แล้ว มึงมาเล่นเปิดให้อภิรมย์เป็นวงแรก งานแรกได้คนละ 5,000 บาท โคตรดีใจเลย

    ตกใจกับค่าตัวไหม เพราะก่อนหน้านั้นเป็นนักดนตรีกลางคืนได้วันละ 250 บาท

    ตอนนั้นกินเบียร์ก็ไม่เหลือแล้ว (หัวเราะ) ค่าตัว 250 บาท กับเบียร์ฟรีหนึ่งขวด พอลงเวทีมาก็กินเบียร์ต่อ หักจ่ายเหลือจริงๆ 50 บาท จนมาเล่นเปิดให้อภิรมย์ ตอนแรกดีใจมาก หลายคนบอกว่าสบาย เล่นชั่วโมงเดียวได้เงิน 5,000 บาท แต่มันเหนื่อยนะ งานตอนกลางคืนเหนื่อยนะ ไม่สบายก็ต้องเล่น

    วันนั้นถือว่าเป็นการเดบิวต์ของเขียนไขและวานิชอย่างเป็นทางการเลยหรือเปล่า

    ใช่ หลังจากนั้นก็ทัวร์ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ ผมงงมากว่าเพลงน้ี (แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร) ยังอยู่ได้ไง ที่จริงตีไว้ว่าวงนี้เพลงนี้ดังแค่สักปีสองปีก็ซาแล้ว แต่ตอนนี้คิวทัวร์ข้ามไปถึงปีหน้า เพลงมันยังดังอยู่ เอาไม่ลงจริงๆ

    ครั้งแรกใช้ชื่อว่าเขียนไขและวานิชเลยไหม

    สาโรจน์ ยอดยิ่ง บางคนก็เรียกฉายาว่า สาโรจน์ ไม้ลั่น มาจากเพื่อนในวงเหล้าตั้งให้ นั่งเล่นดนตรีรอบกองไฟกัน ตอนนั้นเล่นคนเดียว ยังไม่มีวง เวลาไปเล่นคนเดียวจะใช้ชื่อว่าสาโรจน์ ยอดยิ่ง เป็นภาษาอังกฤษ แต่หลังๆ พอมีเล (ประชา หลุยจำวัน มือกีตาร์โซโลของเขียนไขและวานิช) มันกลายเป็นวงแล้ว เลยอยากใช้นามปากกาดีกว่า ผมอายที่จะใช้ชื่อเต็มก็เลยเปลี่ยน

    เอาเข้าจริงบางคนจะเข้าใจว่าชื่อเขียนไขและวานิชต้องเป็นชื่อสมาชิกวงสองคนอยากให้แนะนำตัวใหม่หน่อยว่าเป็นใครอะไรกันแน่

    มันก็คือผมคนเดียวนั่นแหละ ตอนนั้นเพิ่งปล่อยเพลงสิบล้อที่หายไปครั้งแรกด้วย ก็คิดว่าจะใช้ชื่อสาโรจน์ ยอดยิ่ง หรือสาโรจน์ ไม้ลั่นเหรอวะ อายฉิบหายเลย ถ้าขึ้นโปสเตอร์แล้วใช้ชื่อเต็มมันเหมือนหมอสิวชื่อ ดร.สาโรจน์ (หัวเราะ) ควรจะมีนามปากกาเป็นของตัวเอง พอดีตอนนั้นกำลังทำงานสกรีนภาพพิมพ์ส่งอาจารย์อยู่ เป็นเทคนิคสกรีนที่เรียกว่าเขียนไขและวานิช ก็เลยหยิบเอามาเป็นชื่อวงเป็นนามปากกาแค่นั้น จนถึงทุกวันนี้ถ้าไม่ใช่เด็กภาพพิมพ์หรือศิลปกรรมก็อาจไม่รู้ว่าเขียนไขและวานิชคืออะไร บางคนเจอหน้าก็พูดว่าหนูชอบพี่มากเลยค่ะพี่เทียนไข ชอบผมแต่ดันทักผมผิด (หัวเราะ)

    มีความหมายมากไปกว่าจังหวะทำงานภาพพิมพ์ด้วยเทคนิคที่ชื่อว่าเขียนไขและวานิชไหม เทคนิคนี้สะท้อนตัวตนคุณอย่างไร

    ปกติน้ำกับน้ำมันจะไม่เข้ากัน เทคนิคนี้สามารถเอาเชื้อน้ำกับเชื้อน้ำมันมารวมกันเป็นผลงานได้ เป็นการผสมผสานสิ่งที่เข้ากันไม่ได้ มันสอดคล้องความเป็นตัวผมมากนะ รู้หรือเปล่าผมถูกบรรดาอาจารย์สอนดนตรีกล่าวว่าวงนี้มาได้อย่างไร มันทำลายทฤษฎีทางดนตรีทั้งหมด จังหวะก็ไม่ได้ ตีคอร์ดก็ต้องลงตามเนื้อร้องของตัวเอง ผมตัดทฤษฎีที่เขาเรียนมาทิ้งทั้งหมด เพราะผมไม่รู้เรื่อง ผมแค่เอาดนตรีกับผมมารวมกัน ก็เหมือนกับเชื้อน้ำกับเชื้อน้ำมันที่ปกติเข้ากันไม่ได้ ส่วนมากผมก็บอกไปว่าเขียนไขและวานิชเป็นเทคนิคแม่พิมพ์ตะแกรงไหม ทุกคนก็จะงงว่าสื่อถึงอะไร ขี้เกียจพูด เพราะพูดไปก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี ใจของผมถ้าบ้านเสร็จ แล้วมีสตูดิโอ จะเปิดคอร์สเวิร์กชอปเลย เตรียมอุปกรณ์ให้เลยว่าเขียนไขและวานิชมันทำอย่างนี้

    จากนักดนตรีกลางคืนที่เล่นแต่เพลงแต่งของตัวเอง เพราะเล่นเพลงคนอื่นไม่ได้ จนกลายมาเป็นเขียนไขและวานิชที่ก็เล่นเพลงของตัวเองเหมือนเดิมนั่นแหละ อยากรู้ความรู้สึกว่าอยู่หน้าเวทีในตอนนั้นกับตอนนี้แตกต่างกันไหม

    แตกต่างมากครับ ตอนเล่นในร้านเหล้าแทบจะไม่มีใครฟังเลย ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ ถ้าเล่นร้านเหล้าแอบทำใจไว้เลยว่าได้แค่ไหนก็แค่นั้น แต่ก็มีคนตั้งใจฟังกันอยู่ส่วนหนึ่งนะ ผมจะชอบงานมิวสิกเฟสติวัลมากกว่า เพราะคนตั้งใจมาฟังมากกว่า ถ้าถามว่าเปลี่ยนแปลงมากไหม เปลี่ยนแปลงมากตั้งแต่เรื่องการเงินแล้ว (หัวเราะ) ก็เลี้ยงครอบครัวเราได้ มีเงินส่งให้แม่ มีเงินเก็บซื้อที่กับแฟน ส่วนเรื่องการโชว์ก็ฟิตขึ้น แต่ข้อเสียของผมอย่างหนึ่งคือเล่นเพลงคนอื่นไม่ได้เลย ถ้าเล่นก็เล่นแบบนิสัยของตัวเอง จังหวะก็ไม่เหมือนเขา แต่เพลงทั้งหมดที่ทำมา ส่งให้ผมมาจนถึงวันนี้ ต้องขอบคุณมันด้วยซ้ำ ตอนแรกพวกเราแทบไม่คาดหวังเลยว่าจะมาได้ขนาดนี้ คือทำเล่นๆ ในวงเหล้า ไม่คิดว่าดนตรีจะลากผมมาถึงประมาณนี้

    ตอนนี้เล่นเพลงคนอื่นได้ไหม

    เล่นได้เฉพาะนักดนตรีที่แต่งเพลงเอง แต่เพลงตลาดทั่วไปผมเล่นไม่ได้เลย รู้ไหมว่าผมไปทำเพลงแม่กำปองกับ T_047 ทำเพลงกับพี่สิงโต (นำโชค ทะนัดรัมย์) Thaitanium ทุกวันนี้มีคนขอบนเวที ผมเล่นและร้องไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าขอคือเป๋เลยนะ ขอแม่กำปองหน่อย ฉิบหายแล้วไม่เคยซ้อม

    ถามถึงบรรยากาศการทัวร์ของศิลปินโฟล์กในยุคนี้หน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง

    มันมีความสุข ได้ทำงานได้เที่ยวไปหลายๆ ที่ด้วย ซึ่งคือโจทย์หลักของพวกผมเลย เน้นเที่ยว เล่นคือเรื่องรอง แวะเที่ยว แวะถ่ายรูป จังหวัดไหนดีๆ ติดลมอยากอยู่ต่อ ก็ให้ผู้จัดการวงสละตั๋วเครื่องบินเลย เดี๋ยวกลับเอง เจอคนถูกคอนั่งคุยกัน กินกัน อยากอยู่อีกสักวันก่อนกลับ เราโชคดีที่ได้เพื่อนดีทุกจังหวัดเลย อย่างพี่โฟล์ก (เจ้าของร้านวันสบาย สกลนคร และสมาชิกวงอภิรมย์) พอได้รู้จักทุกคนซัพพอร์ต หลายจังหวัดที่เราไป เขาก็มาหาเรา

    มาทัวร์จริงๆ เปิดตัวเป็นศิลปินกับคณะพวงรักเร่ใช่ไหม

    ใช่ครับ ทางการจริงๆ มีระบบ มีระเบียบ ต่างกับการทัวร์สมัยก่อนที่นั่งไหนก็ได้ บางร้านกั้นเลย ห้ามมายุ่ง เราก็เขินๆ อยากดูสีสัน เอากูมาอยู่ในห้อง มีข้าว มีคนมาบริการเสิร์ฟอย่างเดียว แต่ไม่เจอใครเลย ได้เห็นแค่ตอนเล่น และตอนกลับเท่านั้น แต่ก็ดีนะทำให้รักษาระยะห่างให้กับตัวศิลปินและแฟนคลับได้ดี คนที่ทำแบบนี้ก็จะเป็นผู้จัดการวงมืออาชีพ บางร้านก็จำเป็นจริงๆ กำลังโทรศัพท์ กำลังจะกิน ไม่มีการ์ด เขาก็โผล่เข้ามาเลย อุ้มลูกมาขอถ่ายรูปบ้าง ข้าวยังกินไม่หมดเลย มันก็ได้อย่างเสียอย่าง อันนั้นก็ได้ใจเขา แต่ก็เสียเวลาเรา

    การเดินทางไหนที่ประทับใจที่สุด

    ครั้งแรกครับ ตอนนั้นยังเป็นสาโรจน์อยู่ เราไปขอเล่นตามร้าน เพื่อออกไปขายงานของตัวเอง ไปถึงมหาสารคาม อยู่บนหลังรถกระบะ 6 คน ด้านหน้าอัดกัน 4 คน ทั้งคันเป็นนักดนตรีหมดเลย แต่คนละวง เป็นอัลบั้มที่มี 12 คน คนละเพลง แล้วก็เดินสายขายแผ่นตัวเอง พี่คนนี้รู้จักร้านนี้ก็เล่นเป็นวงเปิดให้กับร้าน เขามีวงประจำอยู่แล้ว ขอเล่นแล้วก็ขายแผ่นเอา ขายได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่มีความสุขมาก

    คุณนิยามดนตรีโฟล์กไว้อย่างไร

    โฟล์กสำหรับผมมันคือสากล ไม่มีผิดมีถูก บ่นก็ได้ ฮัมก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเก่ง ใช้ความรู้สึกล้วนๆ เราดันเรียนศิลปะมาด้วยสิเลยไม่ต้องคิดอะไรมาก ถ้าเล่นแล้วไม่มีความสุขแบบนั้นไม่ต้องเล่นดีกว่า ผมเลยคิดว่าเล่นแล้วต้องการอะไรจากมัน ตอบสนองอะไรมากกว่า เล่นต้องการโชว์สาวหรอ เล่นต้องการเงินเหรอ เล่นเพื่อตัวเองหรือเปล่า วันหนึ่งผมแต่งเพลง พออารมณ์ไม่ได้ ผมหยุดเลย แล้วถ้าเกิดมีอะไรที่เกี่ยวกับเชิงพาณิชย์เข้ามา นั่นไม่ใช่เราแล้ว ไม่อยากแต่งเพลงเพื่ออันนี้ เราแต่งเพลงตอบสนองอารมณ์เรา ไม่อยากให้คนมาบังคับ ทำไมเนื้อร้องวนแค่นี้ ง่ายมาก ก็ผมจะเอาแค่นี้ ตั้งใจเอาตามความชอบตัวเองมากกว่า เขียนตามใจตัวเอง แล้วคอร์ดก็ยังจะเป็นคอร์ดสวนเหมือนเดิม

    การที่ปฏิเสธเชิงพาณิชย์ ลึกๆ แล้วอยากสร้างสรรค์งานด้วยมุมศิลปะหรือว่าประหม่าในฝีมือของตนเอง

    เราประหม่าด้วย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธหมดนะ บางคนที่มาก็เหมือนจำใจทำ เป็นผู้ใหญ่ที่รับปากแล้วต้องทำ ถามว่าปฏิเสธได้ไหม ที่จริงปฏิเสธได้ แต่ผมเป็นคนขี้เกรงใจ ถ้าเวลาโดนตัดบทแล้วมาขอต่อหน้าตรงๆ ผมคิดไม่ทันเลยนะ จะอ้ำๆ อึ้งๆ ได้ครับ ไม่กล้าปัดเขา

    อยากตอบสนองตัวเอง เล่าเรื่องราวที่รู้สึกมากกว่า ไม่ได้เพื่อตอบสนองคนอื่น

    ถ้าไม่ใช่เพลงตัวเองจะเล่นไม่สนุกแล้ว ไม่ใช่เรา ทุกอย่างที่ผมทำมาคือตอบสนองตัวเอง มันทำอย่างนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว ตอบสนองตัวเองในวงเหล้า แต่งกันเล่นๆ ในวงเหล้า

    เพลงของเขียนไขและวานิช แทบทั้งหมดเป็นเพลงหม่น เพลงเศร้า ผิดหวัง เป็นเพราะอะไรหรอ

    เอาจริงๆ ผิดหวังบ่อย ต้นทุนชีวิตมาจากศูนย์อยู่แล้ว ชอบคนนั้น เขาไม่ชอบเรา เราก็ไม่ได้มีอะไรไปช่วยดูแลเขาได้ เราก็เขียนออกมาเป็นเพลง บ่นเหมือนฟีลเพลงบูลส์ของคนผิวสีที่บ่นกันในไร่สวน เจ็บปวดที่เป็นทาส เราก็บ่นออกมาเป็นเพลงเศร้าของเรา ซึ่งดีที่มีต้นทุนแบบนั้น ไม่ต้องคิดความรู้สึกเลยว่ารู้สึกอย่างไร เพราะรู้ว่ามันหดหู่ แล้วเหมือนกับแข่งกันระบายออกมา อย่างเลก็หนัก พวกผมดิ้นรนกันฉิบหายเลย สมัยเรียนยิ่งหนัก พ่อแม่แยกทางกัน ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม แต่ก็ยังมีความชอบในเรื่องดนตรี แล้วเอามาเขียนกัน เขียนกลอนบ้าง แข่งกันวาดรูปบ้าง เมื่อก่อนจะหนักไปทางวาดรูป อยู่แกลเลอรี่ ฝรั่งมาจ้างก็อปปี้รูปศิลปะเยอะ ก็นั่งอยู่อย่างนั้นกับสี ดนตรีคือตัวรองเลย ตกเย็นเอาเบียร์มาวาง จับกีตาร์กางเพลงใหม่โชว์กัน นั่งเล่นกันในวงแค่นี้

    ถ้าในแง่ความสมหวังเขียนได้ไหม

    เขียนได้ มีเยอะครับ แล้วเพลงที่ไม่เกี่ยวกับความรักก็มี เกี่ยวกับธรรมชาติ เพลงที่ตอบสนองตัวเองในด้านที่ไม่หดหู่ ใน SoundCloud น่าจะเยอะ แต่ตั้งค่าล็อกไว้ มันมีอยู่ฟีลหนึ่งที่ผมไม่อยากเศร้าแล้ว เป็นฟีลที่ขอไม่พูดถึงเรื่องพวกนี้ได้มั้ย เบื่อที่จะบ่นแล้ว มีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นแบบนี้ ประมาณ 6 เดือนที่เฟรนด์ลี่มาก แต่งเพลงบลูส์เล่นๆ แต่ก็แอบเศร้ามาเกาะๆ อยู่นิดๆ ในภาษา

    ปีหน้าอยากจะได้อัลบั้มที่ไม่ต้องเศร้าแล้ว อยากจะเปลี่ยนเป็นธรรมชาติ แต่คงเป็นเพลงช้าหมด คืออัลบั้มแรกชื่อว่าหนีห่าง มีแต่เพลงหดหู่ แก้มน้องนางฯ เหมือนจะเป็นเพลงที่น่ารัก เป็นเพลงที่ฟังแล้วดูอมยิ้มนะ แต่แอบมีกลิ่นความผิดหวังอยู่ในนั้น มึงไม่ได้ครอบครอง มันเลยอยู่ในอัลบั้มหนีห่าง ปีนี้กำลังจะปล่อยอัลบั้มที่สองชื่อว่าเดินทางไกล ทั้งอัลบั้มพูดถึงชีวิตล้วนๆ ว่าเกิดเป็นคนต้องทำสิ่งไหน การเป็นอยู่ การแลกเปลี่ยนชีวิตคน สองอัลบั้มที่มาต่อกันนี้มีอยู่ 23 เพลงที่ผมเขียนไว้มานานแล้ว มันถูกโล๊ะมาใส่รวมกันจนหมดแล้ว หมดสต็อกนี้ผมอยากจะขอทำในสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงวงบ้าง ถ้าวงยังอยู่นะ ผมจะลองทำดู อัลบั้มที่สาม วางแผนไว้ว่าอยากจะเขียนจรรโลงบ้าง เหมือนที่เลทำสุขเสมอ (งานเดี่ยวที่เป็นไซด์โปรเจ็กต์ของเล) กูปลงแล้ว ระฆังวัดดังแล้ว

    ที่ว่าทำอัลบั้มหนีห่าง อัลบั้มเดินทางไกล คือเป็นเพลงเก่า ไม่มีเพลงใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ทัวร์เลย

    ไม่มีเลย เราคิดไม่ออก 23 เพลงนี้อยู่ในทั้งสองอัลบั้มหมดเลย แต่เรียบเรียงใหม่หมด แล้วก็มีเสริมท่อนใหม่ ตอนนี้กำลังพยายามทำเพลงใหม่อยู่ แต่เป็นโปรเจ็กต์ของศิลปินที่เขากำลังจะแสดงผลงานในหอศิลป์ เขาจะให้สแกนคิวอาร์โคด แล้วจะมีเพลงดังขึ้นประกอบภาพ ผมดูรูปแล้วกำลังคิดอยู่

    เป็นเรื่องท้าทายตัวเองแล้ว เป็นโจทย์ใหม่ เพราะไม่ได้เกิดจากภายในของตัวเอง เกิดจากโจทย์ที่ได้รับมา แต่เป็นงานศิลปะไม่ใช่งานเชิงพาณิชย์

    เป็นงานที่เราได้ร่วมกับเขา แล้วเขาดังระดับประเทศด้วย เขาอุตส่าห์ทักมาขอทางเพจเลย แฟนของผมบอกว่าคนนี้ฮิตเลยนะ เพราะ TELEx TELEXs T_047 ก็ทำให้ ผลงานของเขาทุกชิ้นมีศิลปินทำให้หมด มีเราพอดีเลย เราก็ชอบ มันสนุก เลยเอาด้วย อยากจะดูด้วยว่าเพลงประกอบรูปมันจะเป็นยังไง

    มีเรื่องชีวิตอะไรในอัลบั้มเดินทางไกลที่กำลังจะปล่อยบ้าง

    อัลบั้มเดินทางไกลจะปล่อยในงาน Cat Expo ปลายปีนี้ มีเพลงปีกแห่งความฝันหรือปีกแห่งความจริง เดินทางไกล ที่เพิ่งปล่อย แล้วอีก 10 เพลงที่เกี่ยวกับชีวิต ผมเขียนอัลบั้มนี้ขึ้นมาเพราะว่าทุกวันนี้ผมเริ่มรู้สึกกับตัวเองว่าเหนื่อย ไม่รู้เอาภาระจากไหนมาใส่ให้ตัวเอง อัลบั้มนี้เลยพูดถึงภาระและการใช้ชีวิตของทุกวันนี้ คือเครียดมากเลยกลั่นออกมา ความฝันฉันยิ่งใหญ่ เหมือนปีกติดไฟ บินไปยิ่งถูกเผา เหมือนที่ถามผมว่าตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้รู้สึกอย่างไร รู้สึกแบบนี้เลย เหนื่อยกับตัวเองและความคิดของตัวเอง ชอบคิดมาก แล้วชอบหาปัญหาให้ตัวเองเครียด บางทีจะเป็นไมเกรน

    ในอัลบั้มนี้ผมเลยพูดถึงภาระ ความฝัน และอนาคต จะพูดเลยสามอย่างแค่นี้ มนุษย์ชอบอยู่กับความทุกข์ จนลืมว่าปัจจุบันตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ชอบคิดเกินไป คิดแค่อดีตและอนาคต อดีตก็ยังเก็บความเศร้าเอามาให้เจ็บปวด อนาคตยังไม่มาถึงเลย คิดไปแล้ว แต่ลืมคิดว่าปัจจุบันทำอะไรอยู่ ผมก็ลืมด้วยว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ได้ห่วงปัจจุบันเลย มัวแต่พะวงหน้าพะวงหลัง เลยกลายเป็นอัลบั้มเซ็ตนี้ เหมือนทำเพื่อเตือนตัวเอง สอนตัวเองด้วย

    พอเจอความเหนื่อยล้า ความเครียด ปัญหาสุขภาพร่างกาย มันก็มีอาการหนึ่งที่คุณเคยเล่าเอาไว้ว่าพี่ๆ ศิลปินเตือนว่าระวังจะเจออาการช้ำ ตอนแรกที่ได้ยินคำนี้รู้สึกอย่างไร

    ตอนนั้นจิตตกกันมาตั้งนานแล้ว มันไม่มีความสุขแล้ว มันเหนื่อยและท้อกับการทัวร์มาก มันช้ำมาก ไม่มีใครร้องเพลงตัวเองได้ซ้ำๆ แล้วอยู่อย่างนั้นไปตลอด จนผู้ใหญ่ต้องมาเตือน พี่บอย Imagine เอามือมาแตะไหล่แล้วบอกว่า โจ้ถ้าไม่ไหวก็ถอย หรือว่าถ้ามันยังเอาได้ก็สู้อยู่ แต่เอ็งช้ำไปแล้วนะ ช้ำสำหรับผมคือ ช้ำทางความรู้สึก ว่าตัวเองตันในการทำงานเพลงแล้ว จะบ่นแต่เรื่องเศร้าอย่างนี้ต่อไปหรอ ทำไมไม่คิดอะไรที่ก้าวหน้ากว่าเดิม จะอยู่แต่ความทุกข์อย่างนี้หรอ จะให้คนเสพแต่ความทุกข์หรือเปล่า เพลงกลิ่นเดิม แนวเดิม ความรู้สึกเดิมหมดเลย ไม่เคยมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงหรือว่าพัฒนาการตัวเอง คำว่าช้ำของผู้ใหญ่น่าจะเป็นอย่างนี้มากกว่า มึงช้ำแล้วนะ แค่คำนี้ก็จุกแล้วนะ ใจผมถ้าโดนเตือนต้องคิดแล้ว จะเครียดหนักกว่าเดิม มึงไม่พัฒนาเลย ประสบการณ์มึง ชั่วโมงบินมึงก็เต็มที่แล้ว แต่มึงไม่ทำอะไรเลย กินบุญแต่เพลงเก่า คำนี้อาจจะเป็นคำว่าช้ำของผู้ใหญ่ที่มาแตะไหล่เรา แต่แกไม่พูดตรงๆ สิ่งนี้แหละที่เจ็บจริงๆ

    จากที่เคยจินตนาการ พอคุณเจออาการช้ำจริงๆ มันเป็นอย่างไร

    สำหรับผมคือเหนื่อย เอาจริงๆ มันไม่ใช่ความฝันที่ผมอยากทำตั้งแต่แรก ผมมีสิ่งที่อยากทำ แล้วก็ทำงานศิลปะมาก่อนตลอด พออันนี้มันเข้ามาแล้ว มันกินเวลาชีวิตส่วนตัวและครอบครัวหายไปหมดเลย ถามว่ามันมีความสุขไหม ตอนแรกมันมีความสุข สนุก ได้ทัวร์ ได้เดินทาง แต่หลังๆ มันไม่ใช่ มันไม่ได้เท่อะไรเลย กลับบ้านได้กลับเถอะ พักได้พักเถอะ แต่อาจจะเป็นความคิดที่ผมคิดไปเองก็ได้ มันอาจจะเป็นการที่ผมควรจะถอยหลังมานั่งดูตัวเอง อยู่กับตัวเองสักพัก แล้วค่อยออกมาทัวร์อีกสักรอบก็ได้ ในอนาคตก็ยังไม่แน่ ถอยน่ะถอยแน่นอนล้านเปอร์เซนต์ เสร็จอัลบั้มนี้อาจจะพอก่อน อาจจะหายไปสักช่วง คือมันก็เบื่อสิ่งที่มันจำเจ อยู่กับการทำงานที่จำเจแบบนี้ มันไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย ไม่มีเวลาแต่งเพลง ไม่มีเวลาได้คิดอะไรสักอย่างเลย เอาเพลงเก่าๆ มาขุดใหม่หมด มันก็เลยเป็นการช้ำของผมอีกอย่าง ตันแล้วนะมึง ถ้าตันแล้วมึงไม่ถอย มึงฝืนไปต่อ มึงก็จะไม่ได้อะไรเลย ผมคุยกับตัวเองเสมอ

    เจออาการช้ำชัดๆ ตอนไหน

    เพิ่งจะปีนึง แล้วก่อนโควิด-19 จะเข้ามา พวกผมไม่เอาอะไรแล้ว ตอนแรกทุกคนบอกว่าจะพอ ไม่ไหว ล้ากันหมดแล้ว ในความล้าคือพักเลยนะครับ ต่างคนต่างออกไปทำอะไรของใครของมัน ผมรู้สึกว่าข้างในผมไปแล้ว เอาจริงๆ เราก็ยังไม่ใช่มืออาชีพ ยังไก่กากันอยู่ ทุกวันนี้เราเล่นเพราะความสุข แต่ทุกคนฝืนหมดเลย พอไปปรึกษาพี่บอย Imagine พี่ชา (Harmonica Sunrise) พี่ต่าย ก็บอกมาว่ารู้ว่าช้ำ แต่ตอนที่มันยังไปได้ก็คว้าไว้ก่อน ทำเถอะทำให้มันมีคุณค่า ทำให้ถึงที่สุด ดีกว่ากลับไปแล้วไม่ทำอะไร หาอะไรกินล่ะ มันซาอยู่แล้ว พวกนี้มันไม่ยั่งยืนหรอก เลยมานั่งคุยกันว่าวงจะไปอย่างไรต่อ เลก็บอกว่าปีหน้าอาจจะไม่ได้เล่นด้วยแล้วนะ โอ๊ต (ณพล ประสพ มือกีตาร์ร์ริทึ่ม) ยังอยู่ต่อ ไอซ์ (พีรภัช รัตนะ มือคีย์บอร์ด) เพิ่งเข้ามาใหม่อีก เลยกลายเป็นคลุมเครือ ตอนยังไม่โดนโควิด-19 พวกผมวางแผนกันแล้วว่าจะพักวง 4 เดือน แล้วอาจจะหายไปเลย กลับไปทำงานที่บ้าน แต่โดนงานค้าง หลังโควิด-19 เลยต้องรับผิดชอบร้านที่เหลือก่อน ค่อยมานั่งคุยกันว่าวงจะไปต่อดีไหม เพราะมีสัญญาใจกับร้าน รับเงินมัดจำเขามาแล้ว ตอนนี้มีคิวงานข้ามปีไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าแล้ว

    ก่อนโควิด-19 จะมา เหตุการณ์เป็นอย่างไร จนมาถึงจุดที่ว่าจะพักวงกัน 4 เดือน

    จริงๆ ก็อยากจะกลับบ้าน อยากจะพักร่างกายกัน ทุกคนไม่ได้กลับบ้านกันเลย มาอยู่กรุงเทพฯ เมืองที่ต้องใช้เวลาและเงิน ไม่เหมือนอยู่ชนบทบ้านตัวเอง ทุกคนขาดบรรยากาศตรงนั้นไปนานแล้ว หน้าตาแต่ละคนไม่โอเคแล้ว คิดถึงเพื่อน คิดถึงสถานที่เที่ยว คิดถึงร้านที่ตัวเองชอบไปของใครของมัน คิดถึงบ้านตัวเอง เลยไปขอผู้จัดการวงว่าไม่มีให้พักยาวหรอ แกบอกว่ามี เลือกเดือนมาเลย

    ตอนที่จะพัก มีหลายคนเล็งไว้ว่าจะไม่กลับมา ผมก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีเพลงใหม่ ไม่มีทัวร์ กูไม่ต้องไปก็ได้ จะอยู่เชียงใหม่ 4 เดือนอยากอยู่เฉยๆ คิดทบทวนตัวเอง ถ้าใครพร้อมค่อยมาคุยว่ากลับมาทัวร์กันมั้ย แต่โควิด-19 มาพอดีเป๊ะ คราวนี้พลาดเลย ออกไปไหนไม่ได้ อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมที่หอในกรุงเทพฯ เลจากเล่นคอมพ์ไม่เป็น จนทำเอ็มวีของตัวเองเป็น มันบอกว่าประสาทจะกิน เพราะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมมันฟุ้งซ่าน เบียร์ก็ไม่ให้ขาย ผมก็เหมือนกัน เขียนหนังสือไม่ได้ คิดไม่ออก โควิด-19 เล่นพวกเราแรงเหมือนกัน 4 เดือนเต็มๆ ที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เคว้งคว้างมาก

    อาการช้ำมันผ่านมาได้แล้วหรือยัง

    ผ่านมาแล้ว แต่ไม่ใช่ผ่านแบบว่าตัดได้นะ ผ่านแบบทำใจ ในเมื่อมีงานให้ทำก็ทำ ทำให้เสร็จดีกว่า ถามว่ามีความสุขมั้ย เวลาทำงานมีความสุขอยู่แล้ว แต่เวลาอยู่กับตัวเองผมจะชอบมานั่งคิดอะไรไม่รู้ จะมีปัญหากับตัวเองตลอดเวลา ชอบทำให้ตัวเองมาตัดพ้อ ชอบคิดแทนคนอื่นว่าจะรู้สึกอย่างไร เอาพวกมันมาเหนื่อยไหม แยกลูก แยกแฟนเขามา ย้ายหอมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วทัวร์กัน ไม่เคยถามเลยว่ามันอยากอยู่กันหรือเปล่า แล้วตัวเองก็มาเครียด

    ได้เรียนรู้อะไรจากอาการช้ำบ้าง

    ผมได้คิดทบทวนกับตัวเอง ผมไม่อยากเขียนเพลงที่อกหักแล้ว อยากจะเขียนเกี่ยวกับแนวชีวิตบ้าง บางทีจะได้นำเสนอให้กับคนที่คิดว่าเหมือนกัน กูกำลังเป็นในตอนนี้ เพลงมันรู้สึกเหมือนเรากำลังเป็นเลย ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดนตรี เป็นพนักงานออฟฟิศฟังแล้วเข้าใจเหมือนกันว่าเหนื่อยนะ แต่ก็อยากให้ลองฟังกันดูว่า การเดินทางของพวกเราแต่ละคนเป็นอย่างไร ท้อมั้ย อยากจะวางภาระของตัวเองแล้วหนีไปอยู่ในป่าไหม เพราะเราก็คิดอย่างนั้นกันหมด สักวันจะออกจากที่นี่ เลยหยิบเอาตรงนี้ ความรู้สึกที่ตัวเองโดนมาทำเป็นอัลบั้มนี้ (เดินทางไกล) เล่าเรื่องของชีวิตและประสบการณ์ของตัวเอง เล่าเรื่องผู้คน อย่างน้อยก็เปลี่ยนจากเขียนไขและวานิชเจนแรกมาเป็นเจนใหม่ ไม่ใช่บ่นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อกหักแล้ว พูดเรื่องที่มีตรรกะขึ้น พูดถึงชีวิตจริงๆ แล้ว อาจจะไม่ดี ไม่ตรงความคิดของคนอื่น ไม่พอใจใครก็ได้ มึงพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก เงินคืองาน งานคือเงินสิวะ ก็ได้ ไม่เกี่ยง รับฟังหมด แต่อยากจะเปลี่ยนแนวทาง ภาษา เรื่องที่อยากจะพูด

    กับชื่อเสียงที่เกิดขึ้น จากแก้มน้องนางฯ คุณรับมือกับชื่อเสียงที่เข้ามาอย่างรวดเร็วอย่างไร

    ผมยังทำตัวเป็นปกติ เป็นศูนย์กันอยู่แล้ว ผมไม่มีคำพูดอะไรให้มันดูดี บอกว่าเหนื่อยก็เหนื่อยจริงๆ ถ้าไหวก็ถ่ายรูปด้วยได้หมดเลย อยู่จนหมดคนถ่ายรูปเลย งาน Cat Expo น่าจะหนักสุด 3 ชั่วโมง จนเขาเอาเก้าอี้มาให้ผม ไม่เคยปัดใครเลย เราก็คนเหมือนกัน เขารู้จักเราก็ยิ่งดีสิ ได้เพื่อนด้วย แค่ช่วงโควิด-19 เขาจะกันไม่ให้ใกล้ ไม่ให้ถ่าย จริงๆ ผมอยากถ่าย บางทีถูกการ์ดดึงไปเลย เราต้องหันไปมองหน้าแฟนคลับ รู้สึกใจหายเหมือนกัน เขาจะเสียใจหรือเปล่า

    พวกนี้น่ากลัว หลังๆ มันเหมือนยาพิษ ยิ่งขึ้นไปแล้วยิ่งเจ็บปวด คือแบบว่าทำไงดีวะ ถอยหลังก็ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ไปถึงระดับผู้ว่าฯ ชอบ เพิ่ม Line ทักมาหาให้ไปเล่นงานการกุศล คือเข้าไปเป็นการเมืองแล้ว เราเริ่มไม่ใช่แล้ว ก็เกรงใจแต่บางอย่างก็ไม่อยากทำ นิสัยพวกผมคือหนีๆๆ

    เคยให้สัมภาษณ์ว่ากลัวตัวเองไม่เหมือนเดิม อยากจะรู้ว่าคำพูดนั้นเอาไว้แค่เตือนตัวเองหรือว่ามีวิธีการทำว่าจะป้องกันไม่ให้ตัวเองไม่เหมือนเดิม

    เตือนตัวเองเฉยๆ ยังไงนิสัยของผมมันก็ไม่เหลิงอยู่แล้ว ผมรู้ตัวเอง คุยกับใครก็ได้ นอกจากไปเจอนิสัยแย่ๆ ถึงจะมีอาการ ไม่โอเคก็เดินหนี

    มองปรากฏการณ์อย่างไรที่เพลงโฟล์กเป็นที่นิยมในยุคนี้

    ตอนแรกไม่คิดว่าจะมาขนาดนี้นะ เริ่มจากไหนผมก็ไม่รู้ เหมือนหลายๆ คนแข่งขันกันแล้วมีไฟขึ้นมา มีหลายวงเกิดขึ้นจริงจัง เริ่มดัง มีทัวร์ คุยกับพี่ต่ายว่ามีคนสนใจโฟล์กเยอะมาก และหน้าใหม่เกิดขึ้นโคตรเยอะ ทำเพลงเอง แต่งเพลงเอง เป็นปีที่ผมประทับใจมาก โอโห้นี่มันสงครามเพลงหรือเปล่า เพลงดีๆ ทั้งนั้น เสียอยู่อย่างเดียวปล่อยกันบ่อยมาก ออกมาชนกันเต็มยูทูบเลย ปล่อยกันเดือนละเพลงหรือไง วันหนึ่งแต่งเพลงกันกี่เพลง คือผมอยากรู้ เก่งกันฉิบหาย เอาความคิดกันมาจากไหน ผมยอมเลย ผมไม่ค่อยปล่อยเท่าไร กว่าจะเอาหนึ่งเพลงลง ตามอารมณ์ ปีนี้เป็นที่แปลกนะที่แรปกับโฟล์กมา แต่ผมยังไม่รู้ว่าใครจะอยู่ยาวกว่ากัน แต่สักพักก็จะเปลี่ยนแน่นอน

    แล้วหลังจากนี้เขียนไขและวานิชแพลนอย่างไรต่อ

    ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ ต้องรอปีหน้า หลังปีหน้าต้องถามแล้วว่าจะยังไงต่อ ผมไม่อยากบังคับใครด้วย ปีนี้ก็คุยกันเคลียร์แล้ว ผู้จัดการวงก็บอกว่าเอาปีนี้ให้เสร็จก่อนค่อยมาว่ากัน ว่าจะอยู่ต่อไหมหรือจะออกไปทำของใครของมันเอง เพราะก็มีวงของใครของมันอยู่แล้ว มาอยู่กับผมก็ไม่ได้ทำงานของมันเอง ผมเข้าใจและเคารพในสิ่งที่ทุกคนมี แต่ไม่ใช่ว่าวงแตกนะ ก็ยังอยู่ด้วยกัน ถ้าว่างจริงๆ ก็มาเล่นด้วยกันได้ แต่ทุกคนอยากออกไปทำอะไรของใครของมันแค่นั้น นั่นเป็นสิ่งที่คลุมเครือกันอยู่ว่าวงจะเป็นอย่างไรในภายภาคหน้า ถ้าผมอยากจะอยู่ต่อหรือว่ายังอยู่ได้ คงต้องฟอร์มทีมใหม่ ต้องขุดใหม่หมดเลย แต่ก็หาจริตแบบนี้ยาก

    อนาคตของตัวคุณอยากทำอะไรต่อ

    ตอนนี้ผมกำลังทำบ้าน ทำที่พัก และแกลเลอรีของตัวเอง จะเปิดเป็นที่พักอยู่กับแฟนที่เชียงใหม่ มีเวิร์กชอปสอนศิลปะ กลับมาเป็นเหมือนเดิม เราก็จะได้เอฟเฟกต์ของนามปากกาเขียนไขและวานิชอยู่ดี ซึ่งก็วางแผนกันไว้แล้วว่าทัวร์น้อยลง รับเฉพาะที่อยากไป เดือนหนึ่งอาจจะ 3 หรือ 6 งานเท่านั้น ไม่หักโหมขนาดนี้ ก็ต้องมีสักคนคิดว่าไปหาพี่โจ้ ถ้าใครอยากจะมาหาก็มีบ้านรับแขกได้ ก็มากินข้าว มาพักกัน ผมก็เล่นเพลงเอนเตอร์เทนให้ฟังได้ คงทำเพลงตามปกติ อาจจะมีเพลงใหม่ทำเรื่อยๆ ปล่อยในยูทูบ

    เท่าที่คุยกัน คนอื่นก็จะได้ทำอะไรที่เขาอยากทำ ซึ่งมันเป็นความฝันของใครของมัน เลซื้อที่ไว้ปลูกต้นไม้ อยากมีบ้านแค่หลังเล็กๆ หลังเดียวอยู่กับแฟนแค่นั้น ที่เหลือเอาไว้ทำสวน มันก็เตรียมซื้อไว้แล้ว ผมก็เอาเงินก้อนที่ทัวร์ 2 ปีที่ผ่านมา มาซื้อที่ ได้ 1 ไร่ 1 งานมันแพงนะ เงินเก็บทั้งหมด หมดตัวเลย ใช้เวลาหาที่อยู่ 1 ปี อยู่แถวๆ ทางขึ้นแม่กำปอง ใกล้ๆ แม่ที่สันกำแพง เวลาเราไปทัวร์แกจะได้ขับรถมาดูแลบ้านให้ได้ อีกอย่างเราก็ต้องไปขอลูกสาวเขาที่ระยองอีก อนาคตเราอยากมีครอบครัว ความฝันขอแค่นี้พอแล้ว นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องกลับมาทัวร์ใหม่ กลับมาเก็บเอาสิ่งพวกนี้ เพื่อไปทำในสิ่งที่ตัวเองรัก สุดท้ายของผมคืออยากจะเป็นเหมือนพี่ต่าย พี่บอย Imagine ที่กลับมาทำงานที่ตัวเองรักอยู่บ้าน ผมก็พอใจแล้วที่ได้ทัวร์ ได้ไปแตะตรงนั้นก็รู้แล้วว่ามันเป็นยังไง แล้วได้กลับมาอยู่ที่เดิม ตอนนั้นคงยิ้มแล้วล่ะ