Friday, November 27, 2020
More

    พูดคุยกับผู้กำกับ-นักแสดง แปลรักฉันด้วยใจเธอ ซีรีส์ที่ว่าด้วยรสชาติชีวิตของการเติบโต

    “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” ซีรีส์ที่จะพาเราย้อนวัยไปสู่ช่วงชีวิตที่ยังคงเต็มไปด้วยคำถาม และชวนสัมผัสความงดงามของความสัมพันธ์ ความรัก และการเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งปฎิเสธไม่ได้ว่าต้องผ่านทั้งอุปสรรค รอยน้ำตา และการแตกสลาย อย่างที่ตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง ถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างทรงพลัง


    โดยก่อนที่ตอนสุดท้ายจะออนแอร์ในวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ย. 63 บน LINE TV นั้น BLT ขอชวนทุกคนมาอ่านเบื้องหลังการทำงาน และความประทับใจต่าง ๆ ในการถ่ายทำซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ จากผู้กำกับและทีมนักแสดงของซีรีส์กัน

    การยกกองมาเยือนภูเก็ตของทีม “แปลรักฉันด้วยใจเธอ”

    บอส-นฤเบศ กูโน (ผู้กำกับ) : เรายกกองมาถ่ายกันที่ภูเก็ตเป็นเวลาเกือบสองเดือนครับ เพราะภูเก็ตคือจังหวัดที่ตอบโจทย์มาก เนื่องด้วยให้ความรู้สึกโรแมนติก มีทั้งทะเล ภูเขา ตึกรามบ้านช่อง ซึ่งดูเป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ และเราอยากได้มู้ดของวัยรุ่นที่อยู่ในเมือง แบบเดินตามถนนที่ถ่ายทอดบรรยากาศของเมืองได้ ก็ทำให้นึกถึงโอลด์ทาวน์ของภูเก็ต

    เมืองที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรม อาหารการกิน วิถีชีวิต ที่รู้สึกได้ถึงดีเทลที่มีเสน่ห์ของจังหวัดนี้ ซึ่งเราว่ามันสามารถใช้เป็นฉากหลังของซีรีส์เรื่องนี้ได้ ส่วนเรื่องการถ่ายทำ ทั้งพีพีกับบิวกิ้น สองนักแสดงนำของเรื่องต้องเจอโจทย์ที่ท้าทายตัวเองเยอะมาก ส่วนหนึ่งมาจากการที่ซีรีส์เรื่องอื่น ๆ มีนักแสดงหลักหลายคู่ แต่เนื้อหาใน “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” 90% ต้องเป็นคู่นี้เท่านั้น

    ดังนั้นเลยต้องเข้ากันทุกฉาก เรียกว่าต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ รวมถึงสภาพอากาศ ที่มีทั้งฝนตกแดดออก ทีมงานก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนกันไปมา และการแสดงเรื่องนี้จะใช้เสน่ห์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีสกิลด้วย อย่างฉากร้องไห้ หรือฉากดราม่า มันมีความซับซ้อน ที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกไม่เท่ากัน

    ซึ่งพีพีกับบิวกิ้นก็ต้องทำการบ้านเยอะขึ้น ดีที่สองคนเขาช่วยซัพพอร์ตกัน ถ้ามีฉากที่บิวกิ้นร้องไห้ไม่ได้ พีพีก็จะมาคอยช่วยยืนส่งความรู้สึกให้ ส่วนพีพีจะเป็นคนที่เล่นฉากสดใสยาก พอจะให้เขากระดี๊กระด๊า ก็ต้องมีบิวกิ้นคอยมาช่วยแหย่ ช่วยแกล้ง ก็ถือว่าเขาส่งพลังงานให้กัน อันนี้คือข้อดี ที่จะทำให้ทั้งคู่ค่อย ๆ เก่งขึ้นไปด้วยกัน

    ทั้งซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ ทุกคนจะได้เห็นการเติบโตของตัวละครในช่วงวัยมัธยม ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเริ่มต้นการเรียนรู้หลาย ๆ อย่างเป็นครั้งแรก ๆ รวมถึงเรื่องการเรียน กับสนามสอบครั้งใหญ่ ที่เปรียบเหมือนการเดิมพันของชีวิต ว่าความฝันเราจะไปอยู่ที่จุดไหน รวมถึงเรื่องความรัก

    ซึ่งอาจเป็นครั้งแรกที่เรากล้าเปิดความรู้สึกกับใครสักคน เป็นการท้าทายความรู้สึกใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอ เปิดประสบการณ์ของตัวละครในหลาย ๆ มิติ รวมถึงเรื่องครอบครัว ที่ตัวละครต้องตัดสินใจที่จะก้าวข้ามอะไรบางอย่าง โดยเราจะได้เห็นการเติบโตของตัวละครในเรื่อง ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ไปด้วยกันครับ

    การย้อนกลับไปสำรวจตัวตนในวัย 17 ปีอีกครั้งของพีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร

    พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร (รับบทโอ้เอ๋ว) : หลังจากซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ ออนแอร์ไป แล้วพบว่าฟีดแบคที่ได้รับคือทุกคนประทับใจ ส่วนตัวพีพีเอง ก็รู้สึกดีใจมากครับ โดยก่อนจะมาถึงวันออกกองถ่ายทำ ทั้งพีพีและบิวกิ้นทำการบ้านเรื่องการแสดงกันเยอะมาก มีทั้งไปเวิร์กชอป เรียนรู้ภาษาจีน, เรียนดำน้ำ, ฝึกขี่มอเตอร์ไซค์ และยังมีอีกหลายกิจกรรม ที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้ทำมาก่อน

    โดยการมารับบทโอ้วเอ๋ว สิ่งที่ยากที่สุดคือการกลับไปแสดงเป็นเด็กมัธยมปลายอายุ 17 อีกครั้ง ซึ่งในวัยนั้นอาจมองว่า ความรัก มิตรภาพระหว่างเพื่อน การสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต

    แต่ในความเป็นจริง ณ ตอนนี้พอเราโตขึ้น ความคิด ทัศนคติ วุฒิภาวะ และการตัดสินใจก็ไม่เหมือนเดิมนั้น พอบทนี้เราต้องเอาตัวเองย้อนกลับไป เพื่อทำความเข้าใจ และรู้สึกถึงช่วงเวลาตอนนั้นให้ได้มากที่สุด นับเป็นพาร์ทที่ค่อนข้างยาก

    แต่ก็มีเบื้องหลังการทำงานในบรรยากาศที่อบอุ่นมาก พี่ ๆ ทีมงานดูแลเราเหมือนเป็นน้องคนหนึ่ง ทุกคนเป็นกำลังใจ และผลักดันกัน พร้อมสู้ไปด้วยกันตลอดเวลา

    การรับบทสาวใต้โดยคนใต้แท้ ๆ อย่างสไมล์-ภาลฎา ฐิตะวชิระ

    สไมล์-ภาลฎา ฐิตะวชิระ (รับบทตาล) : ตอนที่มีคนติดต่อให้มาแสดงในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ เรายังไม่รู้รายละเอียดว่าเป็นโปรเจกต์อะไร แต่พอได้ยินชื่อผู้กำกับ และรู้ว่าจะได้ร่วมงานกับนาดาว บางกอก เราก็ตัดสินใจรับทันทีเลยค่ะ

    คิดในใจว่าบทไหนก็อยากเล่น ยิ่งพอจะได้มาเป็นนางเอก นาทีนั้นคือดีใจมากค่ะ รีบบอกที่บ้านเลยว่าโอกาสดี ๆ แบบนี้ ไม่ได้มีมาบ่อย ๆ และปกตินางเอกของค่ายนี้คือระดับพี่ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ เลยนะแม่

    ซึ่งพอถึงวันที่ได้อ่านบท เราก็อ้อ เข้าใจเลยค่ะ ว่าพี่บอสผู้กำกับ เขาชวนเรามาเป็นนางเอกจริง ๆ นางที่แปลว่า ผู้หญิง และ เอก ที่แปลว่าหนึ่งเดียว เพราะทั้งเรื่องมีผู้หญิงคนเดียวเลยค่ะ (หัวเราะ)

    โดยพี่บอสผู้กำกับบอกว่าบทสาวใต้ เหมาะกับเรามากนะ เพราะความที่เราเป็นคนใต้ และภูมิใจในภาษาใต้บ้านเรามาก ซึ่งพอได้รู้ว่าต้องพูดภาษาใต้ ก็ตื่นเต้นมากค่ะ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องพูดใต้แบบภูเก็ต แต่บ้านเราเป็นใต้แบบสุราษฎร์ธานี ก็เลยต้องมาปรับจูนกันใหม่ เพราะสำเนียงทางใต้ของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือภาษาใต้จะมีสำเนียงที่ชัดเจน หนักแน่น

    เวลาเล่นในซีนดราม่า กับบทต้องพูดทองแดง (พูดกลางแต่ยังติดสำเนียงใต้) ไปด้วย เศร้าไปด้วย เลยค่อนข้างยาก แต่พอได้มาทำความรู้จักตัวละครตาลมากขึ้น

    ก็รู้สึกชอบบทนี้ เพราะเป็นบทที่ท้าทายมากค่ะ ซึ่งปกติเราเป็นคนที่ไม่กลัวซีนดราม่าเลย ไม่เคยต้องมานั่งเครียด ไม่ต้องมานั่งทำอารมณ์ก่อนเข้าซีน แต่สำหรับเรื่องนี้ ยอมรับว่ากังวลมากค่ะ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกแบบนี้ โดยเราก็พยายามทำการบ้านอย่างหนัก

    อย่างมีฉากหนึ่งที่ถ่ายทำกันตั้งแต่เที่ยงวัน บนโขดหินริมทะเลที่สะสมความร้อนไว้สูงมาก แถมยังเป็นฉากเลิฟซีนอีก ส่วนตัวคือรู้สึกยาก เป็นการชาเลนจ์ตัวเองมาก เพราะเราเองไม่ค่อยได้ผ่านซีนแบบนี้

    แต่พี่บอสผู้กำกับบรีฟเราว่าต้องทำให้ได้ในทีเดียวเลยนะ ซีนนี้เป็นซีนสำคัญ สไมล์กับบิวกิ้นต้องมาเต็มเท่านั้น ถ้าทำไม่ได้พี่ก็จะให้เริ่มใหม่ ซึ่งเราก็ทำใจแล้วว่า ต้องไม่ให้พลาดเลย ต้องลุยเต็มที่ สุดท้ายฉากนี้คือเล่นเทกเดียวผ่านเลยค่ะ

    บทบาทการแสดงครั้งแรกของขุนพล-ปองพล ปัญญามิตร

    ขุนพล-ปองพล ปัญญามิตร (รับบทบาส) : ก่อนอื่นต้องขอบคุณทุกคนมากเลยครับ ที่ให้การตอบรับซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอมาตั้งแต่ต้น ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้เป็นการทำงานเรื่องแรกในชีวิตของผมเลยครับ โดยจริง ๆ ผมสนใจการแสดงมาตั้งแต่มัธยม เคยอยู่ชุมนุมละครเวทีมาก่อน แต่พอได้ลองมาเวิร์กชอปการแสดงครั้งแรก ก็รู้สึกตื่นเต้นมากครับ เหมือนได้เปิดโลก ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก

    อย่างตอนที่ออกกองลงสนามจริง ด้วยความที่เป็นเด็กใหม่ที่ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง วันแรก ๆ ก็รู้สึกเกร็ง ๆ เหมือนยังปรับตัวไม่ค่อยทัน ยิ่งได้เข้าฉากกับพี่ ๆ ที่เขาเคยมีประสบการณ์ทางการแสดงมาก่อน ก็ลุ้นมากครับ โชคดีที่พี่บอสผู้กำกับ, พี่พีพี, พี่บิวกิ้น และเพื่อน ๆ ทุกคนคอยซัพพอร์ต คอยแนะนำ และให้กำลังใจ ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

    โดยสิ่งที่ผมชอบที่สุดคือบรรยากาศการทำงานที่ภูเก็ต ที่สนุกและประทับใจมากครับ เหมือนได้มาเจอเพื่อน ๆ เจอพี่ ๆ ได้ประสบการณ์ชีวิตเยอะมาก ได้ปลดล็อกตัวเองไปอีกขั้น รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นจากการทำงานครั้งนี้

    การรับบทนักแสดงนำควบนักร้องเพลงประกอบซีรีส์ของบิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

    บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล (รับบทเต๋และนักร้องเพลงประกอบของซีรีส์) : รู้สึกดีใจมากครับ ที่ได้มาร้องเพลงประกอบซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ ซึ่งพอได้มาแสดงคู่กับพีพี ทำให้เข้าใจอินเนอร์ของตัวละคร และทำให้รู้ว่าเราจะถ่ายทอดเพลงกีดกัน (Skyline) ออกมาแบบไหน โดยผมว่าเสน่ห์ของการร้องเพลงประกอบซีรีส์ คือจุดเชื่อมโยงระหว่างตัวละคร และเนื้อหาของเพลง

    ซึ่งเพลงนี้ทำหน้าที่สื่อถึงการพบความรักที่ตามหามาเนิ่นนาน แต่กลับต้องพบเจออุปสรรคที่ต้องฝ่าฟันไป แม้กระทั่งอุปสรรคของโชคชะตา อันเป็นหนึ่งบทพิสูจน์ความรัก ซึ่งผมว่ามุมนี้ค่อนข้างน่าสนใจ สำหรับเรื่องโชคชะตากับความรัก

    แถมยังมีการใส่กลิ่นอายความเป็นจีนกำลังภายใน ผมยอมรับเลยว่าเพลงนี้ค่อนข้างร้องยากครับ ด้วยเนื้อหาของเพลงจะมีศัพท์แสง มีความเป็นกวี เลยต้องมีวรรคที่ต้องแบ่งลมหายใจดี ๆ ต้องมีไดนามิกหนักเบา และสำหรับผมการทำงานเพลงนี้คือพิเศษมาก เพราะรู้สึกดีใจที่ได้ร่วมงานกับ พี่โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ นักร้องนำวง Cocktail ที่มาแต่งเพลงนี้ให้

    ด้วยความที่ผมฟังเพลงพี่เขามานาน เลยทำให้รู้สึกว่าสไตล์การทำเพลงของพี่โอมเหมาะมากเลยครับ ส่วน MV เพลงนี้ เราถ่ายทำกันที่ชายหาด จ.ภูเก็ต ซึ่งผมชอบคอนเซปต์ของ MV เพลงนี้มากครับ ชอบมู้ดแอนด์โทนทุกอย่างใน MV นี้

    และด้วยความที่กีดกัน เป็นเพลงเปิดตัวของซีรีส์ ส่วนตัวก็ค่อนข้างลุ้น เพราะเป็นเพลงแรกที่ทุกคนจะได้ยินก่อนที่ซีรีส์จะออนแอร์ ซึ่งนับเป็นอีกโจทย์ใหม่สำหรับผม ที่ท้าทาย เพราะไม่เคยร้องเพลงแนวนี้มาก่อนด้วย ก็เลยอยากขอฝากเพลงกีดกัน (Skyline) ด้วยนะครับ

    ชมตัวอย่างกันก่อนเลย