Sunday, August 9, 2020
More

    ฝายทดน้ำห้วยปอ จ.กาฬสินธุ์ ต้นแบบแหล่งเก็บน้ำบรรเทาปัญหาภัยแล้งแห่งภาคอีสาน

    กาฬสินธุ์ ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ มีดินดี น้ำดี ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ อย่างไรก็ตามเมื่อถึงฤดูน้ำป่าไหลหลาก ทำให้บางพื้นที่เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันบางพื้นที่ที่ติดเทือกเขาภูพาน ช่วงฤดูแล้งก็แทบไม่มีน้ำทำเกษตร อย่างตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ

    ด้านมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงริเริ่ม โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องพบกับภัยแล้งและน้ำป่าไหลหลากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากภาวะว่างงานจากวิกฤตโควิด-19 ใน 3 จังหวัดพื้นที่ต้นแบบภาคอีสาน อุดรธานี ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ จนเกิดความสำเร็จเป็นรูปแบบการทำงานที่เรียกว่า “4 ประสาน 3 ประโยชน์” 

    จาก 1 ฝาย เพิ่มเป็น 5 ฝาย ด้วยความร่วมมือของชาวบ้าน


    สำหรับจังหวัดกาฬสินธุ์ มีการพัฒนาแหล่งน้ำและอาชีพตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากบรรเทา ผู้ตกงานโควิด-19 รวม 37 โครงการ ใน 13 อำเภอ งบประมาณลงทุน 21.3 ล้านบาท ผู้รับประโยชน์ 2,110 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 9,820 ไร่ ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 13.8 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดการณ์รายได้เกษตรกรที่จะได้รับ 68.7 ล้านบาท 

    โดยฝายทดน้ำห้วยปอ หมู่ 12 บ้านบัวสามัคคี ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น 1 ใน 37 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำของจังหวัด แหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร มีขนาดหน้ากว้าง 18 เมตร สามารถจุน้ำได้ประมาณ 36,000 ลูกบาศก์เมตร ด้านหน้าและด้านข้างชำรุดเสียหาย มีการรั่วซึมจนกักเก็บน้ำไม่ได้ การซ่อมแซมจุดที่ชำรุด ทำผนังเสริมคอนกรีตด้านหน้า ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เข้าสู่แปลงเกษตร ชาวบ้านได้รับประโยชน์ 2 หมู่บ้าน พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 91 ไร่ สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี เช่น ทำนาและพืชหลังนา 

    ความสำเร็จของโครงการฝายทดน้ำห้วยปอ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของคนในชุมชนคนทำงานที่ร่วมแรงร่วมใจกับผู้ได้รับการจ้างงาน ที่ต้องการช่วยพัฒนาแหล่งน้ำให้กับบ้านเกิดของตนเอง บรรเทาปัญหาภัยแล้ง เดิมชาวบ้านต้องการซ่อมแซมฝายแห่งนี้มานานกว่า 5 ปี แต่ไม่มีงบประมาณเพียงพอ เมื่อได้แรงงานและเงินสนับสนุนทำให้เกิดความร่วมมือในแบบที่ “ร่วมคิด ร่วมทำ”เติมเต็มโอกาสที่ชาวบ้านไม่มีก่อนหน้านี้

    เมื่อซ่อมฝายสำเร็จ มีน้ำเข้าถึงแปลงเกษตร ส่งผลดีกับการเพาะปลูก ทำให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์ของโครงการ เริ่มเข้ามาให้ความร่วมมือมากขึ้น ในด้านต่างๆ ทั้งการสละแรงงาน สละเงินทุนสบทบ ร่วมกันปรับปรุงฝายตัวอื่นๆ จาก 1 ฝาย เพิ่มเป็น 5 ฝาย จนชาวบ้านในอำเภอใกล้เคียงเข้าร่วมช่วยทำฝายเพิ่มอีก 2 ฝาย จนทำให้ ห้วยปอมีฝายครบตลอดลำน้ำ รวม 7 ฝาย

    แนวคิด 4 ประสาน 3 ประโยชน์

    โดยมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เสนอรูปแบบการทำงานที่เรียกว่า “4 ประสาน 3 ประโยชน์” ที่ทำตั้งแต่ “ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” มีการ “ร่วมคิด ร่วมทำ” โดยชุมชน เป็นการทำตามแนวพระราชดำริตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ เกิดความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มีการ   บูรณาการทำงานร่วมกับภาคี นำไปสู่การส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืน ครัวเรือนพึ่งพาตนเองได้ เกิดความเข้มแข็ง

    สำหรับรูปแบบการทำงานที่สำเร็จเป็นรูปธรรมแบบ 4 ประสานงานประกอบด้วย ประชาชน คือชาวบ้าน เกษตรกร ผู้เข้าร่วมโครงการ, ราชการ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานระดับจังหวัด, ภาคเอกชน ช่วยเรื่ององค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิต  สมัยใหม่ และ ปิดทองหลังพระฯ เป็นผู้ประสานงาน วางแนวทางการปฏิบัติงานในพื้นที่ วางเกณฑ์การคัดเลือกคนว่างงานที่ตรงกับเป้าหมาย

    ส่วน 3 ประโยชน์ ที่ช่วยบรรเทาปัญหาสำคัญ ประโยชน์แรกคือแหล่งน้ำ มีการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก พัฒนาระบบกระจายน้ำจากแหล่งน้ำสู่พื้นที่การเกษตร จนถึงการกระจายน้ำสู่แต่ละแปลงเกษตรกร 

    ประโยชน์ที่สองคือ การสร้างอาชีพ การทำเกษตรแบบประณีต ทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เกิดการสร้างกลุ่ม/ กองทุนเพื่อบริหารจัดการภายในชุมชน และมีการพัฒนาตลาดที่ยั่งยืนโดยภาคเอกชนเข้ามาแนะแนวทางการผลิตให้ได้ตรงตามความต้องการของตลาด 

    ประโยชน์สุดท้าย องค์ความรู้ สร้างองค์ความรู้ใหม่ในชุมชนเพื่อการประกอบอาชีพเป็นทางเลือกบรรเทาปัญหาการว่างงาน มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการร่วมกันกับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชน จนสามารถนำความรู้ที่เกิดขึ้นมาประเมินเพื่อใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของชุมชน

    ด้วยรูปแบบการทำงานที่สำเร็จเป็นรูปธรรม จังหวัดกาฬสินธุ์จึงวางแนวทางที่จะขยายผลโครงการไปสู่พื้นที่อื่นของจังหวัด และวางนโยบายนำเสนอโครงการตามแนวการทำงานของปิดทองหลังพระฯ เข้าสู่แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังโควิด-19 ของรัฐบาลอีกด้วย