Friday, December 4, 2020
More

    คนไทยยุคใหม่ใช้โซเชียลมีเดียหาบ้านกว่า 72% แทนการเข้าชมโครงการด้วยตนเอง

    คนไทยใช้โซเชียลมีเดียค้นหาอสังหาริมทรัพย์มากถึง 72% แซงหน้าการเข้าชมโครงการด้วยตนเองที่เคยเป็นอันดับ 1 ถึง 79%

    จากผลสำรวจ Thailand Consumer Sentiment Study ฉบับล่าสุด ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ที่สอบถามผู้บริโภคอายุตั้งแต่ 22 – 60 ปีขึ้นไป เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ค้นหา (Search) และค้นคว้าข้อมูล (Learn) เพื่อเปรียบเทียบ (Compare) โครงการและปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่ราคา ทำเล โปรไฟล์ของโครงการ ไปจนถึงใช้เครื่องมือออนไลน์ต่างๆ โดย Platform ยอดนิยมที่ผู้บริโภคไทยใช้เมื่อต้องหาข้อมูลอันดับหนึ่งคือ โซเชียลมีเดีย 72% กระโดดจากการสำรวจครั้งก่อนอยู่ในอันดับสามที่ 50%


    อันดับสองคือ เว็บไซต์ของผู้ประกอบการอสังหาฯ จำนวน 69% โดยครั้งที่ผ่านมาอยู่ในอันดับสี่ ที่ 43%

    อันดับสามคือ เว็บไซต์สื่อกลางอสังหาฯ อยู่ที่ 61% ซึ่งตกอันดับจากครั้งก่อนที่ติดอันดับสองด้วยจำนวน 61% เท่ากัน

    ที่น่าสนใจคือ ช่องทางการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมากจากครั้งก่อนที่อันดับหนึ่งคือการเข้าชมโครงการด้วยตนเองถึง 79% ตามด้วยเว็บพอร์ทัลอสังหาฯ โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ของผู้ประกอบการ

    เมื่อเจาะลึกตามช่วงวัยพบว่า ผู้บริโภคอายุระหว่าง 22-29 ปี ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียค้นหาข้อมูลอสังหาฯ มากถึง 81% รองลงมาคือเว็บไซต์ของผู้ประกอบการ 77% ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สะท้อนถึงพฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนไป

    สำหรับข้อมูลที่ผู้บริโภคค้นหามากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ราคา 83%, ตามด้วยทำเล 72% และข้อมูลทางการเงิน 69%

    สิ่งที่น่าสนใจพบว่า กลุ่มคนอายุระหว่าง 22-29 ปี ให้ความสำคัญกับข้อมูลทางการเงินถึง 78% อีกทั้งยังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับภาษี 59% มาตรการของรัฐบาล 46% เอกสารและกระบวนการทางกฎหมาย 50% เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มต้นทำงานจึงยังไม่มีเงินออมมากนัก ข้อมูลดังกล่าวจึงมีความสำคัญมากสำหรับคนวัยนี้ มากกว่ากลุ่มคนอายุ 30-60 ปี ที่ค่อนข้างมีความพร้อมทางการเงินแล้ว

    นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกโครงการอสังหาฯ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ผู้บริโภคต้องนำมาใช้พิจารณาเพื่อคัดเลือกที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนให้มากที่สุด

    สำหรับปัจจัยภายในสำคัญ ที่นำมาพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม./ตร.ว. 59%, ขนาดของที่พักอาศัย 50% และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ 45%

    ขณะเดียวที่ปัจจัยสำคัญภายนอกโครงการอสังหาฯ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ 3 อันดับแรก คือ ทำเลของที่อยู่อาศัย 83%, ความปลอดภัยของทำเล 65% และ โครงสร้างพื้นฐาน / สิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 62%

    โดยทำเลยังครองแชมป์อันดับแรกเช่นเดียวกับการสำรวจครั้งก่อนในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ตามด้วยความปลอดภัยของทำเล และโครงสร้างพื้นฐาน/สิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบพื้นที่ นอกจากนี้ 25% ยังให้ความสำคัญเรื่องของการพัฒนาพื้นที่โดยรอบในอนาคต และอีก 23% สนใจเรื่องสินเชื่อบ้าน ทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจไม่ใช่น้อย ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมองไปถึงเรื่องของการลงทุนปล่อยเช่าหรือขายต่อในอนาคต

    ทั้งนี้ เมื่อมีแผนว่าจะตัดสินใจซื้อบ้านแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ “เงิน” ที่ต้องใช้ในการลงทุน จากการสำรวจครั้งล่าสุดนี้พบว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีการเตรียมออมเงินก่อนที่จะค้นหาอสังหาฯ โดย 44% เริ่มออมเงินก่อนค้นหาอสังหาฯ, 31% เริ่มออมหลังจากประเมินราคาอสังหาฯ และ 20% เริ่มออมเงินหลังจากตัดสินใจซื้ออสังหาฯ

    ด้านคุณกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่  ประจำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเช่าอสังหาฯ สักแห่ง ผู้บริโภคจะพิจารณาในหลายด้าน เพื่อหาสิ่งที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการในระยะยาว เพราะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง และอีกมุมหนึ่งคือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทราบว่าควรวางกลยุทธ์หรือพัฒนาโครงการอย่างไรให้เข้าถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง