Sunday, September 20, 2020
More

    ธุรกิจความงามไทยรุ่ง!! สวนกระแสเศรษฐกิจ สร้างมูลค่า 1.68 แสนล้านบาท

    ในช่วงปลายปี 2562 นับเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่วงการธุรกิจต่างพร้อมใจดาวน์ลงแทบทุกตลาด ไม่เว้นแม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “ตลาดความงาม” ที่นอกจากจะต้องต่อสู้กับปัจจัยภายนอกแล้ว ยังต้องรับมือกับจำนวนผู้เล่นที่เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตาม ตลาดความงามไทยยังเป็นเป้าหมายหลักจากคู่ค้าทั่วโลก ที่พร้อมลงทุนดึงธุรกิจไปเติบโตในตลาดโลก

    สกินแคร์ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ธุรกิจเครื่องสำอางและสกินแคร์ เป็นธุรกิจรุ่งมาแรง โดยคาดว่าปี 2562-2566 จะเติบโตประมาณ 7.14% จากปี 2560 ที่ 7.8% มีมูลค่ารวมสูงถึง 1.68 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มสกินแคร์สูงสุด สัดส่วน 47% รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม 18% เครื่อง-สำอาง 14% ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดร่างกาย 16% และน้ำหอม 5%


    ดยอัตราเฉลี่ยการซื้อสินค้า  เครื่องสำอางและสกินแคร์ของคนไทยอยู่ที่ 1,500 บาทต่อครั้ง

    เมื่อวิเคราะห์ตัวเลขมูลค่าธุรกิจเครื่องสำอางดังกล่าวก็จะพบว่า มูลค่าธุรกิจเครื่องสำอางในภาพรวมเติบโตต่อเนื่องและอัตราการเติบโตสูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ

    ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ยอดขายของค้าปลีกปี 2563 จะเติบโตอยู่ที่ 2.7-3.0% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่น่าจะขยายตัวประมาณ 3.1% โดยค้าปลีกที่เจาะกลุ่มลูกค้าฐานรากและกำลังซื้อปานกลางลงล่างอย่างร้านค้าปลีกดั้งเดิมและไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็น Segment ที่คาดว่าจะยังคงเผชิญข้อจำกัดของการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตและ E-Commerce ยังคงมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าค้าปลีกใน Segment อื่นๆ

    แบรนด์เครื่องสำอางจับกลุ่ม Mass มากขึ้น

    ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าเป็นช่วงขาขึ้นของตลาดความงามที่เปิดให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามามีบทบาท  โดยเฉพาะดารานักแสดงและเน็ตไอ-ดอล ที่หันมาสร้างแบรนด์เครื่องสำอางกันอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงสินค้านำเข้าจากจีนและเกาหลีใต้ในราคาถูก

    อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้เล่นยังส่งให้การแข่งขันมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Mass ระดับกลางและล่าง ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล ทำให้แม้แต่ Global Brand ต่างก็หันมาพัฒนาคอลเลคชั่นเครื่องสำอางในราคาที่ถูกลง เพื่อส่งสินค้าเข้าในกลุ่ม Mass มากขึ้น รวมถึงเริ่มออก Fighting brand ใหม่ๆ ในราคาที่จับต้องได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันและรักษาส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มสินค้านั้นๆ

    อย่าง ลอรีอัล ธุรกิจความงามที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี สามารถสร้างยอดขายในปี 2562 เติบโต 8% ทุบสถิติในรอบทศวรรษ จากการเติบโตของ 4 แบรนด์ใหญ่ ได้แก่ ลังโคม อีฟ แซงต์ โลร็องต์ จิออร์จิโอ อาร์มานี และคีลส์ ซึ่งสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นในอัตราเลข 2 หลักได้ทุกแบรนด์  ส่วนแผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ก็ทำยอดขายทั้งปีได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยยอดขาย ลา โรช- พเซย์ ทะลุ 1,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 34,000 ล้านบาท ซึ่งการจับกลุ่ม Mass ครั้งนี้ จะเน้นแข่งขันกันที่คุณภาพของสินค้า รูปแบบและความแปลกใหม่ ความหลากหลาย มีนวัตกรรมทั้งตัวสินค้าและแพ็คเกจจิ้ง ไปจนถึงด้านราคา รวมถึงต้องสำรวจความต้องการของผู้บริโภค เพื่อที่จะได้สินค้าที่ตอบสนองผู้บริโภคได้ในทุกกลุ่มอายุ

    ผลักดันการส่งเสริมการตลาด กระตุ้นผู้บริโภค

    อย่างไรก็ตาม จากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ตลาดในประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยพบว่า กว่า 60% ของผู้ประกอบการค้าปลีกในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มียอดขายแย่ลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง/น้ำมัน อุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม) โดยมีถึง 65% ที่ยังไม่มั่นใจกับผลประกอบการว่าจะกลับมาฟื้นตัวเมื่อไร และ 35% มองว่าธุรกิจของตนเองน่าจะใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีที่จะกลับมาฟื้นตัว สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้ประกอบการที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในระยะข้างหน้า

    ดังนั้น การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดยังคงมีความจำเป็นต่อการ  กระตุ้นหรือจูงใจให้ผู้บริโภคออกมาใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพในการให้บริการที่ดีสม่ำเสมอในยุคที่การแข่งขันของธุรกิจมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

    นอกจากนี้ การบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรดำเนินการเพื่อสร้างความเข้าใจและคาดการณ์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกัน การออกนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ การดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยประคองการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกได้