Thursday, June 4, 2020
More

    คนไทยกว่า 83% เลือกสุขภาพมากกว่าเสรีภาพ ถ้าโควิด-19 ไม่ระบาดรอบ 2 เสรีภาพจะกลับมา

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “เสรีภาพหรือสุขภาพ” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11 – 13 พฤษภาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,259 หน่วยตัวอย่าง
    ซึ่งการสำรวจ เรื่อง “เสรีภาพหรือสุขภาพ” เป็นการสำรวจเกี่ยวกับข้อเสนอให้ยกเลิก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก. ฉุกเฉิน) และการให้ความสำคัญระหว่างเสรีภาพกับสุขภาพ ซึ่งอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (MasterSample) ของนิด้าโพล โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0

    คนไทยส่วนใหญ่ เห็นด้วย กับข้อเสนอให้ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน


    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนกับข้อเสนอให้ยกเลิก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) พบว่าการสำรวจเป็นดังนี้
    – ร้อยละ 35.98 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ดีขึ้นเยอะเเล้ว อยากให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติจะได้เดินทางสะดวก และผู้ประกอบการสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ
    – ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลายลงแล้ว อยากให้มีการผ่อนปรน ในการดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ
    – ร้อยละ 15.17 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 ขึ้น และอยากให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่านี้
    – ร้อยละ 25.74 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะอยากให้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด–19 ปลอดภัย 100% ก่อน และเกรงว่าจะกลับมาเเพร่ระบาดรอบ 2
    – ร้อยละ 1.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

    กว่า 41% เห็นควรให้มีเคอร์ฟิวตามเวลาเดิม ขณะที่ 23% แนะให้ปรับเวลาเคอร์ฟิวใหม่ ส่วนใหญ่เลือก เที่ยงคืน – ตี4

    การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกับข้อเสนอให้ยกเลิกประกาศเคอร์ฟิว (4 ทุ่ม – ตี 4) พบว่า
    – ร้อยละ 41.22 ระบุว่า เห็นควรให้มีเคอร์ฟิวตามเวลาเดิม เพราะอยากให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หมดไป 100% ก่อน และลดการมั่วสุม ชุมนุมที่จะก่อให้เกิดการเเพร่ระบาดรอบ 2
    – ร้อยละ 33.68 ระบุว่า เห็นควรยกเลิกเคอร์ฟิวไปเลย เพราะไม่สะดวกในการเดินทางเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ที่ทำงานตอนกลางคืนขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ และสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด – 19 ดีขึ้นเเล้ว
    – ร้อยละ 23.99 ระบุว่า เห็นควรให้มีการปรับเวลาเคอร์ฟิวใหม่ เพราะอยากให้ปรับเปลี่ยนเวลาให้ดึกมากกว่านี้ ประชาชนบางส่วนยังต้องทำงานอยู่ และจะได้สะดวกในการเดินทางมากขึ้น
    – ร้อยละ 1.11 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
    แต่เมื่อถามผู้ที่เห็นควรให้มีการปรับช่วงเวลาเคอร์ฟิวใหม่ พบว่า
    – ร้อยละ 40.73 ระบุว่า ช่วงเวลาเคอร์ฟิวใหม่ควรเป็นเวลา 00.00 น. – 04.00 น.
    – ร้อยละ 18.21 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลา 23.00 น. – 04.00 น.
    – ร้อยละ 12.58 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลา 00.00 น. – 05.00 น.
    – ร้อยละ 6.29 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลา 23.00 น. – 03.00 น.
    – ร้อยละ 5.30 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลา 23.00 น. – 05.00 น.
    – ร้อยละ 16.89 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลาอื่น ๆ

     ส่วนใหญ่แนะยังไม่ควรอนุญาตให้เปิด เพราะผับ บาร์ ร้านเหล้า หวั่นทำให้เกิดการแพร่ระบาดรอบ 2

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลว่าควรอนุญาตให้ ผับ บาร์ ร้านเหล้า เปิดให้บริการ พบว่า
    – ร้อยละ 78.87 ระบุว่า ยังไม่ควรอนุญาตให้เปิด เพราะผับ บาร์ ร้านเหล้า ถือเป็นแหล่งมั่วสุม แออัด ประชาชนบางกลุ่มยังไม่ให้ความร่วมมือ เกรงว่าการกลับมารวมตัวกันของประชาชน อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2
    – ร้อยละ 18.03 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เปิดได้แล้ว เพราะผู้ประกอบกิจการผับ บาร์ ร้านเหล้า ขาดรายได้ พนักงานตกงานมากขึ้น และควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันที่จะไม่ก่อให้เกิดการเเพร่ระบาดรอบ 2
    – ร้อยละ 3.10 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

    คนไทยส่วนใหญ่ เลือกสุขภาพ มากกว่าเสรีภาพ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการให้ความสำคัญระหว่างเสรีภาพ กับสุขภาพ พบว่า
    – ร้อยละ 83.80 ระบุว่า เลือกสุขภาพที่ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้ว่าจะต้องถูกจำกัดเสรีภาพบ้างก็ตาม เพราะถ้าประชาชนสุขภาพดี ทำให้ไม่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 ขึ้น และเสรีภาพก็จะได้กลับมาในการดำรงชีวิต
    – ร้อยละ 12.87 ระบุว่า เลือกเสรีภาพในการดำเนินชีวิต แม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะอยากมีอิสระในการเดินทาง ประกอบอาชีพเหมือนเดิม และประชาชนส่วนใหญ่มีการดูแลและรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น
    – ร้อยละ 2.86 ระบุว่า อะไรก็ได้แล้วแต่รัฐบาลจะเห็นสมควร เพราะ ทั้ง 2 สิ่งมีความสำคัญเท่ากัน ต้องทำควบคู่กันไป
    – ร้อยละ 0.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ