Sunday, November 29, 2020
More

    เปลี่ยนเสาหลักคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นเสายางพารา กว่า 7 แสนต้นทั่วประเทศใน 3 ปี

    กรมทางหลวงชนบท จัดแผนปรับปรุงเสาหลักนำทางทั่วประเทศ จำนวน 705,112 ต้น โดยจะเปลี่ยนจากคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นเสาหลักนำทางที่ผลิตจากยางพารา เพื่อลดความรุนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุ ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง และส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศ ตามนโยบายรัฐบาล คาดทำจบใน 3 ปี 2563-2565 ใช้งบประมาณรวม 1,402.172 ล้านบาท

    เปลี่ยนเสาหลักนำทาง จากเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นเสายางพารา 705,112 ต้น ทั่วประเทศ


    นายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า ทช. มีโครงการที่จะปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางทุกหลักทั่วประเทศ จำนวน 705,112 ต้น จากเสาคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นเสาที่ผลิตจากยางพารา ดำเนินการระหว่างปี 2563-2565 ใช้งบประมาณรวม 1,402.172 ล้านบาท

    เนื่องจากสถิติอุบัติเหตุบนทางหลวงชนบทระหว่างปี 2560 ถึง 2562 พบว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุ คือการเสียหลักหลุดออกนอกทางชนกับสิ่งอันตราย และจากการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุเชิงลึก พบว่าสิ่งอันตรายข้างทางที่ผู้ขับขี่เสียหลักหลุดออกนอกทางไปชนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ

    1.สิ่งอันตรายที่เป็นสิ่งแวดล้อมข้างทางได้แก่ต้นไม้รั้วบ้านคันคลองเป็นต้น

    2.สิ่งอันตรายที่เป็นอุปกรณ์จราจร ได้แก่ หลักนำโค้ง เสาป้ายจราจร เสาไฟฟ้าแสงสว่าง เป็นต้น

    ทั้งนี้จากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) (2560) ได้คำนวณมูลค่าความสูญเสียจากการเสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุจราจร พบว่า การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีมูลค่าเท่ากับประมาณ 10 ล้านบาทต่อราย และการบาดเจ็บสาหัสมีมูลค่าเท่ากับประมาณ 3 ล้านบาทต่อราย

    เสาหลักนำทางจากยางพารา มีต้นทุนการผลิตพร้อมติดตั้ง 2,500 บาทต่อหลัก หรือเฉลี่ย 35,000 บาทต่อโค้ง

    ขณะที่หลักนำทางที่ผลิตจากยางพารามีต้นทุนการผลิตพร้อมติดตั้งอยู่ที่ 2,500 บาทต่อหลัก โดยเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยของทางโค้งบนทางหลวงชนบทที่ติดตั้งหลักนำโค้งโดยส่วนใหญ่จะใช้หลักนำโค้งอยู่ประมาณ 14 หลักต่อโค้ง คิดเป็นมูลค่าเงินที่ใช้เปลี่ยนหลักนำโค้งเป็นยางพาราอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทต่อโค้งเท่านั้น

    หากผู้ขับขี่เกิดอุบัติเหตุหลุดโค้งชนกับเสาหลักยางพาราอาจไม่เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

    หากมีอุบัติเหตุหลุดโค้งชนกับเสาหลักนำทางคอนกรีตจนทำให้มีผู้ขับขี่เสียชีวิต 1 คนเกิดขึ้น จะคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียของชีวิตเท่ากับ 10 ล้านบาท แต่หากโค้งที่เกิดอุบัติเหตุนี้ได้เปลี่ยนไปใช้เสาหลักนำโค้งที่ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่างยางพาราแทน ผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุหลุดโค้งชนกับเสาหลักนำทางยางพารา อาจไม่เป็นอันตรายจนถึงกับเสียชีวิต และเมื่อพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางคอนกรีตไปใช้เสาหลักนำทางยางพารา

    ทั้งนี้ ทช. จึงได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางที่ผลิตจากคอนกรีตเสริมเหล็กไปใช้เสาหลักนำทางที่ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่างเสาหลักนำทางยางพาราแทน เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุจากการหลุดออกนอกทางชนกับหลักนำทาง โดยจะดำเนินการปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางทุกหลักทั่วประเทศ จำนวน 705,112 ต้น เป็นเสาหลักนำทางยางพารา ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2565 โดยใช้งบประมาณรวม 1,402.172 ล้านบาท แบ่งเป็น ปี 2563 จำนวน 200,000 ต้น, ปี 2564 จำนวน 200,000 ต้น และในปี 2565 อีกจำนวน 305,112 ต้น

    เป็นการลดความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สิน และผลักดันการใช้ยางพาราในประเทศให้เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ลดความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้สัญจรบนทางหลวงชนบทลงได้แล้ว ยังเป็นการผลักดันการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น สามารถช่วยเพิ่มเม็ดเงินให้ชาวสวนยางให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมในด้านการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม