Tuesday, November 24, 2020
More

    เผยชาวไทยอาจต้องใช้จ่ายเพิ่ม 20% ชดเชยรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ไทยกำลังสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาลจากการปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสถิติการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 6,039 บาทต่อคนต่อวัน สูงกว่าการใช้จ่ายเฉลี่ยของไทยเที่ยวไทยกันเองถึงกว่า 2 เท่า และมากกว่าการใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของคนไทยถึง 13 เท่า ซึ่งหากจะให้การใช้จ่ายของคนไทยกันเองสามารถชดเชยผลกระทบต่อเศรษฐกิจนี้ได้ ชาวไทยจะต้องเพิ่มการใช้จ่ายขึ้นคนละ 20%

    เปิดปัจจัยที่ทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจท่องเที่ยวเป็นเรื่องยาก

    KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า เราอาจไม่สามารถคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างฉับพลันได้ถึงแม้จะมีการทยอยเปิดเมืองแล้วก็ตาม ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ข้อ


    1. การเปิดรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มจะเป็นด่านสุดท้ายที่จะถูกคลายล็อก

    ส่วนหนึ่งจากความยากในการตรวจสอบนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใหม่ในประเทศเนื่องจากยังไม่มีระบบการตรวจสอบผู้ติดเชื้อ (testing) ที่มีประสิทธิภาพทราบผลได้รวดเร็ว และระบบการติดตามคัดกรองผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อที่รัดกุมและครอบคลุมเพียงพอ (contact tracing) ในปี 2019 เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีรวมถึง 39.8 ล้านคน คิดเป็นนักท่องเที่ยวขาเข้าเฉลี่ย 109,040 คนในแต่ละวันถ้าจะเปิดการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่อาจจะต้องมีการเตรียมการทั้งระบบการตรวจสอบสถานที่กักตัวและระบบติดตามให้เพียงพอกับคนจำนวนมากที่จะเข้ามาในแต่ละวันจึงคาดหวังได้ยากว่าประเทศไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้เต็มที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในปีนี้

    ถึงแม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะกลับมาได้บ้างจากการปลดล็อกภายในประเทศแต่ลำพังการใช้จ่ายภายในประเทศยากมากที่จะชดเชยเม็ดเงินที่สูญเสียไปจากการท่องเที่ยวที่เคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญของไทย

    จากตัวเลขสถิตินักท่องเที่ยว เราสามารถประมาณได้ว่า ในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ในประเทศไทยถึงประมาณ 1 ล้านคนในแต่ละวันโดยเฉลี่ย (อาจมากน้อยต่างกันตามฤดูกาล) และการใช้จ่ายของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ต่างกันลิบลับ จากสถิติบัญชีรายได้ประชาชาติ การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 6,039 บาทต่อคนต่อวัน สูงกว่าการใช้จ่ายเฉลี่ยของไทยเที่ยวไทยกันเองถึงกว่า 2 เท่า และมากกว่าการใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของคนไทยถึง 13 เท่า หากจะให้การใช้จ่ายของคนไทยกันเองสามารถชดเชยผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากรายได้ที่สูญเสียไปจากการท่องเที่ยวได้หมด คนไทยวัย 15 ปีขึ้นไปทุกๆ คน ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 56.5 ล้านคน จะต้องเพิ่มการใช้จ่ายขึ้นคนละ 20% ซึ่งคงเป็นไปได้ยากในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้

    2. การเปิดเมืองแบบที่ยังมีการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) อย่างเคร่งครัด

    ยังคงเป็นเรื่องที่ทางการยังคงให้ความสำคัญเพื่อประสิทธิผลในการควบคุมโรคฉะนั้นแม้ว่าไทยจะสามารถเปิดประเทศเพื่ออนุญาตให้มีการเดินทางและการท่องเที่ยวได้กับบางประเทศหรือกลุ่มประเทศแต่การท่องเที่ยวแบบต้องกักตัวและรักษาระยะห่างย่อมมีผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยวของต่างชาติและเพิ่มต้นทุนทำให้หลายธุรกิจไม่สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้เต็มศักยภาพไม่ว่าจะเป็นโรงแรมร้านอาหารร้านนวดสปากรุ๊ปทัวร์การโดยสารรถบัสสถานที่จัดการแสดงโชว์ผับบาร์ล้วนแล้วแต่ต้องมีการจัดระเบียบใหม่อาจทำให้รับลูกค้าได้เพียงครึ่งเดียวของระดับปกติบางธุรกิจที่เป็นกลุ่มเสี่ยงก็มีแนวโน้มถูกปิดยาว

    การที่ร้านค้าสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้หลังผ่อนคลายล็อกดาวน์ แต่ยอดขายไม่กลับมาเป็นปกติ ก็อาจทำให้ไม่คุ้มค่าที่จะกลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้ง หลายธุรกิจมีสัดส่วนต้นทุนที่ไม่ผันแปรตามยอดขาย (fixed cost) เช่น ค่าสิ่งปลูกสร้าง ค่าเช่าที่ ค่าจ้างพนักงานประจำ สูงอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มโรงแรมและกลุ่มร้านอาหารจะต้องมียอดขายอย่างน้อย 40-50% ของยอดปกติจึงจะเริ่มมีกำไร (breakeven) อีกทั้งการที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการดูแลสุขอนามัยภายในร้านและ 

    การปฏิบัติตามกฎรักษาระยะห่างอย่างเคร่งครัดยิ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและรายรับลดลงไปอีกดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่แม้จะเปิดเมืองแต่หลายธุรกิจก็ยังต้องประสบกับภาวะขาดทุนหรือต้องปิดตัวไปถาวรยิ่งตอกย้ำให้เศรษฐกิจอาจทรุดตัวลงไปนานกว่าที่หลายฝ่ายคาด

    3. ธุรกิจที่เปิดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการใช้จ่ายของคนในประเทศ

    ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นปีละ 12% โดยเฉลี่ย การท่องเที่ยวที่โตอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ทำให้คนไทยหันมาทำธุรกิจโรงแรมที่พักเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน โดยระหว่างปี 2013-2018 จำนวนโรงแรมที่พักเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 10% (ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมที่พักที่ไม่ได้จดทะเบียนกิจการโรงแรม ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก) หากดูอัตราการเติบโตของจำนวนห้องพัก จะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคืออยู่ที่ 7% ต่อปี แสดงว่าที่พักที่เกิดใหม่ในระยะหลังมีขนาดเล็กลง นั่นคือผู้ประกอบการรายเล็กกระโดดลงมาทำธุรกิจที่พักกันมากขึ้น จำนวนแรงงานที่เข้ามาอยู่ในภาคโรงแรมและภัตตาคารก็เพิ่มขึ้นเช่นกันเฉลี่ย 4% ต่อปี

    พร้อมหรือยัง? เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหากนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมาธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้อาจอยู่ไม่รอดและต้องปิดตัวลงสภาวะวิกฤตการท่องเที่ยวไทยเช่นนี้ย่อมกระทบต่อรายได้ของทั้งผู้ประกอบการลูกจ้างในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องอีกมหาศาลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเหนี่ยวรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจถึงแม้จะเริ่มมีการทยอยเปิดเมือง

    ความเสียหายต่อเศรษฐกิจที่เริ่มปรากฏรุนแรงขึ้นสวนทางกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ค่อย ๆ ทยอยลดลง ประกอบกับความสามารถที่เพิ่มขึ้นในการรองรับผู้ป่วยใหม่ต่อวัน  

    เราจึงเห็นประเทศต่างๆเริ่มมีการผ่อนคลายล็อกดาวน์เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถควบคุมการติดเชื้อได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งแต่ในทางกลับกันมาตรการของไทยก็ยังคงเข้มงวดต่อเนื่องการทยอยปลดล็อกภายในประเทศเป็นไปอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก

    การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการลดต้นทุนผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการลดความเสี่ยงและข้อจำกัดทางระบบสาธารณสุข  แต่ในวันที่ยอดผู้ติดเชื้ออยู่ในหลักต่ำสิบอย่างต่อเนื่อง และข้อจำกัดทางระบบสาธารณสุขได้รับการเตรียมพร้อมเพิ่มมากขึ้น การตั้งการ์ดรักษามาตรการระยะห่างทางสังคมที่ถูกตั้งคำถามว่าเคร่งครัดเกินควร อาจทำให้คนไทยกว่า 70 ล้านคนทั่วประเทศต้องตกอยู่ในภาวะล็อกดาวน์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมหากไม่มีการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐอย่างเพียงพอและทันท่วงทีแล้วต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับย่อมตกอยู่กับคนไทยทุกคนโดยเฉพาะสำหรับคนรายได้น้อยธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กและโอกาสในการขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คงจะเป็นไปได้ยาก

    KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ประมาณการ GDP ปีนี้โตติดลบ 9% ปรับลดจากครั้งก่อนหน้าที่ประเมินติดลบ 6.8% โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งมองว่าจะมาเพิ่มอีกเพียง 3 ล้านคน จากข้อสมมุติว่าไทยจะสามารถทยอยเปิดประเทศให้กับบางประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำได้ และจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในทั้งปีนี้มีเพียง 9 ล้านคน ลดลงถึง 77% จากตัวเลขปีที่แล้วถ้าเราไม่สามารถเปิดประเทศได้เลยก็อาจจะมีความเสี่ยงที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะต่ำกว่านี้

    เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง  สิ่งที่น่ากังวลคือถึงแม้ในระยะต่อไปจะมีการเปิดพรมแดนให้มีการเดินทางเข้าออกประเทศได้แล้วก็ตาม ก็ยังหวังไม่ได้ว่าภาคการท่องเที่ยวไทยจะกลับมาทะยานเฟื่องฟูได้อย่างรวดเร็วเหมือนในช่วงยุคก่อน COVID-19

    อย่างไรก็ตาม มองในแง่ดี วิกฤตโควิดครั้งนี้นับเป็นโอกาสให้เศรษฐกิจไทยได้รีเซ็ตตัวเอง ลดการกระจุกตัวของโครงสร้างเศรษฐกิจในภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งมากจนเกินไป และมองหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่  โดยหากยังไม่มีก็คงต้องเริ่มสร้างขึ้นมาในวันนี้