Friday, October 23, 2020
More

    องค์กรติดตามการค้าสัตว์ป่า เผยมีการลักลอบซื้อขายชิ้นส่วนนกเงือก ปี 61-62 ถึง 546 ชิ้น

    ข้อมูลของเจ้าหน้าที่โครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่ามีกลุ่มพรานเข้าป่าล่า “นกชนหิน” ในเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี จ.หวัดนราธิวาส จากแรงดึงดูดการตั้งค่าหัวนกชนิดนี้ที่สูงถึงหลักหมื่น

    สังคมตื่นตัว ดัน “นกชนหิน” ขึ้นเป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 20


    ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความตื่นตัวของสังคมในการผลักดันสถานะการอนุรักษ์ “นกชนหิน” นกเงือก 1 ใน 13 ชนิดของไทยจากสถานะสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ขึ้นเป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 20 ที่สอดคล้องกับรายงานขององค์กรติดตามการค้าสัตว์ป่า (TRAFFIC) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ซึ่งติดตามการลักลอบการซื้อขายชิ้นส่วน และเครื่องประดับจากโหนกนกชนหินและนกเงือกชนิดอื่น ๆ ในตลาดออนไลน์ในประเทศไทย ระหว่างเดือนตุลาคม 2561- เมษายน 2562 พบการโพสต์ซื้อขายสินค้าจากนกเงือก 236 โพสต์ มีผลิตภัณฑ์จากนกเงือกมากกว่า 546 ชิ้น โดย 173 โพสต์ หรือ 73% เป็นการซื้อขายผลิตภัณฑ์จากนกชนหิน

    “นกชนหิน” หนึ่งในชนิดของนกที่น่าเป็นห่วงที่สุดในระบบนิเวศ

    ต่อมามูลนิธิสืบนาคะเสถียรจึงได้สร้างแคมเปญรณรงค์ “ขอให้นกชนหินเป็นสัตว์ป่าสงวนอันลำดับที่ 20 ของไทย” ผ่านเว็บไซต์ www.change.org เพื่อขอชื่อสนับสนุนจากประชาชนก่อนส่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเรื่องนี้ไปพิจารณาผลักดันตามขั้นตอนต่อไป

    ซึ่ง ศ.ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวิจัยนกเงือก ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ในภาพรวมของนกเงือกแต่ละชนิดในประเทศไทยนั้นมีความแตกต่างกันในแง่พื้นที่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านที่เชื่อมโยงกันเป็นวงจรชีวิต อย่างไรก็ดี ชนิดของนกที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ “นกชนหิน” เพราะในอินโดนีเซียมีการล่าเพื่อส่งหัวไปขายที่ประเทศจีน แต่ก็ยังไม่ลุกลามเข้ามาในประเทศไทย

    ยกเว้นมีข่าวเรื่องการล่านกในประเทศมาเลเซีย และตะเข็บชายแดนไทย โดยที่ผ่านมามีการรายงานสถานการณ์ไปยังองค์กรนานาชาติ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านให้มีการเฝ้าระวังและดูแลอย่างเข้มข้น

    “นกชนหิน” นับเป็นนกเงือกที่มีอายุโบราณมากที่สุด

    ในจำนวนนกเงือกทั้ง 13 ชนิดในประเทศไทย นกชนหินเป็นนกที่มีอายุโบราณมากที่สุด กล่าวได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของนกเงือกที่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือนกเงือกสายพันธุ์โหนกใหญ่ เช่น นกกก นกหัวแรด แม้อาจจะไม่ใช่บรรพบุรุษโดยตรง แต่นกชนหินเป็นญาติสนิทกับบรรพบุรุษของนกกก และนกหัวแรด เหมือนเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
    บรรพบุรุษของนกเงือกในไทยมี 3 ชนิด เก่าแก่ที่สุดคือนกเงือกหัวหงอกมีอายุ 47 ล้านปี นกชนหิน 45 ล้านปี และนกเงือกคอแดง ซึ่งอยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน

    บทบาทสำคัญของนกเงือกในระบบนิเวศคือการกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ การอนุรักษ์นกเงือกไว้ได้เท่ากับจะได้พื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น เพราะนกเงือกเหล่านี้ช่วยปลูกป่าและขยายพื้นที่ป่าให้มากขึ้นจากพฤติกรรมการกินผลไม้ที่หลากหลาย ส่งผลให้ป่าที่นกปลูกมีความหลากหลายตามไปด้วย ขณะเดียวกันผลไม้ที่นกเงือกกินและปลูกยังเป็นผลไม้ประจำถิ่น จึงได้ทั้งปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายที่ทำให้ป่ามีความสมบูรณ์

    “นกชนหิน” พบได้ในพื้นที่ป่าดิบทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป

    จากการศึกษาวิจัยในผืนป่าเทือกเขาบูโดฯ กว่า 30 ปี ของทีม ศ.ดร.พิไล ระบุว่า พบรังนกสะสมทั้งหมด จำนวน 22 รัง ที่มีนกเข้ามาใช้ซ้ำ ๆ ราว 40 คู่ แต่เกิดการเสียหายไป 19 รัง เพราะต้นไม้หัก ถ้าไม่มีการเฝ้าระวัง และมีการซ่อมแซมเมื่อต้นรังหักนกเงือกก็ต้องหารังใหม่ เท่ากับปีนั้นแม่นกจะไม่ออกลูก ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีนกชนหินในพื้นที่เทือกเขาบูโดฯ ประมาณ 100 ตัว หรืออาจไม่ถึง 100 ตัวดีนัก เพราะในระยะหลังแต่ละปีพบนกทำรังแค่ 1-2 คู่ และออกลูกเพียงตัวเดียว ส่วนพื้นที่อื่นนั้นไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด แต่นกชนหินสามารถพบได้ในพื้นที่ป่าดิบทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป

    ทั้งกระแสเรียกร้องให้ขึ้นบัญชี “นกชนหิน” เป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 20 นั้น ศ.ดร.พิไล เห็นว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี เพราะกฎหมายในการดูแลนกชนหินจะมีความเข้มข้นขึ้น แต่เมื่อมีกฎหมายแล้วต้องเข้มงวดในการบังคับใช้ด้วย ซึ่งกรณีตัวอย่างจากทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้ประโยชน์จากป่ามาก แต่ไม่มีการทำนุบำรุงทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างที่เป็นเช่นทุกวันนี้
    สำหรับข้อเสีย หากนกชนหินถูกขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าสงวน เรื่องการทำวิจัยจะยุ่งยากขึ้น เพราะต้องมีการกำหนดเขตหวงห้าม ซึ่งอาจจะเป็นการปิดกั้นนักวิจัยจากภายนอก ในขณะเดียวกันหากไม่มีการเฝ้าระวังนกชนิดนี้ก็อาจจะหายไปโดยธรรมชาติ เพราะไม่สามารถเจาะโพรงเองได้ และยังต้องเป็นโพรงลักษณะพิเศษอีกด้วย

    ดังนั้นการจัดอันดับให้เป็นสัตว์ป่าสงวน แต่ไม่มีการเฝ้าระวังที่ดี ในที่สุดนกก็จะค่อย ๆ ลดลง หรือหายไปโดยที่อาจไม่มีคนล่า แต่เพราะไม่มีที่ทำรัง ในทางกลับกันการยกสถานะนกชนหินเป็นสัตว์ป่าสงวนอาจยิ่งเป็นการเพิ่มค่าหัวหรือสร้างแรงจูงใจของนักล่ามากยิ่งขึ้นด้วยเพราะเป็นสัตว์ป่าสงวน ดังนั้นควรเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมศึกษาพัฒนาแนวทางในการอนุรักษ์นกชนหินอย่างเหมาะสม