Monday, November 30, 2020
More

    ธุรกิจสุขภาพและศัลยกรรมไทยเติบโตต่อเนื่อง พบกัมพูชาเป็นลูกค้าต่างชาติหลัก

    หลังสามารถรับมือและควบคุมการแพร่ระบาดจากโควิด-19 ได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกของหน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศไทย และความร่วมมือร่วมใจกันอย่างดีของประชาชน

    กรปรกับมาตรการคลายล็อคระยะที่ 6 ซึ่งเริ่มผ่อนปรนให้กลุ่มชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามารับการรักษาโรค (Medical Wellness) การดูแลสุขภาพและศัลยกรรมเพื่อความสวยงามได้ ตามมาตรการกักตัว(Quarantine) 14 วันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ


    ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขทั้งการรักษาโรค สุขภาพ และศัลยกรรมความงาม ได้รับการยกระดับเป็นกลุ่มธุรกิจ “แม่เหล็ก” เพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาโดยเร็วที่สุด

    รัฐยกระดับธุรกิจศัลยกรรมความงาม ให้เป็นธุรกิจแม่เหล็กของประเทศ

    นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งอาเซียน และอดีตนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า “ดีใจมากที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจศัลยกรรมความงาม ยกระดับให้เป็นธุรกิจแม่เหล็กของประเทศ เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี”

    “ในฐานะนายกสมาคมฯ ผมการันตีได้ว่า ศัลยกรรมความงามของประเทศไทยดีที่สุดในโลก ประเทศเราสามารถทำศัลยกรรมให้กับสาวประเภทสอง จนประกวดได้ตำแหน่งสาวประเภทสองที่สวยที่สุดในโลก มีศัลยแพทย์ฝีมือดีที่สุดในการทำศัลยกรรมความงามให้กับกลุ่มคนผิวเหลือง ไม่รวมกลุ่มคนตะวันตกเพราะโครงหน้า และลักษณะของอวัยวะส่วนต่าง ๆ แตกต่างกัน”

    การคลายล็อคธุรกิจศัลยกรรมความงาม นับเป็นการเริ่มต้นกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกจุด

    โดยศัลยกรรมความงามเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าการตลาดให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์สูงมาก เนื่องจากการทำหัตถการต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ และความชำนาญเฉพาะทางของแพทย์ ขณะเดียวกันผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการจับจ่ายสูง ที่ผ่านมาจะเข้าพักในโรงแรมหรู รับประทานอาหารแพง ๆ ชอปปิงในห้างดัง ทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ อีกด้วย

    ซึ่งการคลายล็อคธุรกิจนี้จึงเป็นการเริ่มต้นกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกจุดทีเดียว ทั้งนี้ทางสมาคมฯ ยังได้มีการเสนอมาตรการกักตัว (Quarantine) จาก 14 วัน เป็น 7+7 โดยกักตัวจากประเทศต้นทาง 7 วัน (ที่เชื่อถือได้) และในประเทศไทย 7 วัน รวมเป็น 14 วัน พร้อมแนะหาวิธีลดขั้นตอนการทำเอกสาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้ามารับบริการ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการติดต่อให้น้อยที่สุดลดการแพร่ระบาด และยังสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้ามาติดต่อได้อีกด้วย

    แต่ทั้งนี้เน้นย้ำว่า ความปลอดภัยต้องมีเป็นอันดับแรก และสำหรับแพทย์ โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลผู้ให้บริการ มีขั้นตอนการตรวจรับที่เข้มข้นอยู่แล้วเนื่องจากเป็นบุคลากรที่อยู่กลุ่มสาธารณสุข และต้องมีความมั่นใจในความปลอดภัยทั้งจากผู้เข้ามารับบริการ และการบริหารจัดการของประเทศต้นทางเท่านั้นจึงกล้าที่จะเปิดรับ

    กัมพูชา เป็นลูกค้าชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ ที่เข้ามารับบริการทำศัลยกรรมความงามในประเทศไทย

    ในส่วนการปรับตัวของสถานพยาบาล หรือคลินิกต่าง ๆ ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 นี้ นอกจากการเพิ่มมาตรการคัดกรองผู้เข้ามาใช้บริการ ตามแนวทางของศบค.แล้ว การรักษาความสะอาดพื้นที่ทุกตารางนิ้ว รวมถึงในอากาศให้ปราศจากเชื้อโรคเป็นข้อตระหนักสำคัญที่ทุกสถานพยาบาล และคลินิกต่าง ๆ ดำเนินการอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว นอกจากนี้ผู้เข้าบริการส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็คุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ หรือ New Normal ทั้งสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และ Social Distancing

    และนายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ ยังได้เปิดเผยว่า “ตั้งแต่เปิดให้บริการหลังมาตรการคลายล็อค ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นคนไทยในประเทศ และคนไทยที่มาจากต่างประเทศ เพราะลูกค้าต่างชาติจริง ๆ การเดินทางเข้ามาใช้บริการปัจจุบันต้องดำเนินการทำเอกสารหลายขั้นหลายตอน ทำให้เกิดความไม่สะดวก ซึ่งหากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ควรเร่งดำเนินการปรับลดขั้นตอนดังกล่าว เช่นการใช้วิธี Fast Tract เป็นต้น”

    “ทั้งปัจจุบันการแพทย์ไทยมีศักยภาพเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว แต่ยังขาดการส่งเสริมสนับสนุนให้เติบโต และสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมาลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการทำศัลยกรรมความงามในประเทศไทยกลุ่มใหญ่ คือกัมพูชา ตามด้วยออสเตรเลีย ลาว และพม่า”

    เผยมูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมไทย พบมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนมูลค่าตลาดของธุรกิจศัลยกรรมไทยพบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
    – ปี 2560 มูลค่าราว 30,000 ล้านบาท
    – ปี 2561 มูลค่าราว 36,000 ล้านบาท
    – ปี 2562 มูลค่าราว 39,600-43,000 ล้านบาท
    ส่วนในปี 2563 ก่อนมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตามการส่งเสริมสนับสนุนให้ไทยเป็น Medical Hub ในภูมิภาค รวมถึงการผลักดันธุรกิจด้านสุขภาพ และศัลยกรรมความงามอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว และการสร้างผลิตสินค้าไทยที่มีศักยภาพสูง จำหน่ายให้กับชาวต่างชาติกลุ่มนี้ จะเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยให้เติบโตอย่างมหาศาล