Tuesday, October 20, 2020
More

    ชวนอ่านเศรษฐกิจสีน้ำเงิน การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบยั่งยืน รับนิวนอร์มัล

    ชวนศึกษาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) แนวทางในการสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งด้านการท่องเที่ยว ยุคนิวนอร์มัล

    ทะเลและชายฝั่งของไทยฟื้นตัวขึ้นชัดเจนยุคโควิด-19

    โดยรายงานการวิเคราะห์แนวทางการฟื้นเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวทางทะเล ของ TDRI เผยว่าการเกิดขึ้นของโควิด-19 นอกจากจะปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตสู่สังคมนิวนอร์มัล (New Normal) ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้สังคมสามารถตักตวงประโยชน์จากการเป็นสังคมดิจิทัลแล้ว


    ยังพบว่าการลดลงของกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเลได้ส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างเห็นได้ชัด เพราะส่งผลให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทยฟื้นตัวขึ้น ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ มาจากการที่คุณภาพน้ำทะเลดีขึ้น และการลดลงของกิจกรรมทางทะเล ภายหลังการที่ประเทศไทยประกาศล็อกดาวน์ประมาณ 1-2 เดือน อันส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง

    สัตว์ทะเลไทยฟื้นตัวจนเป็นปรากฏการณ์

    ทั้งรายงานตามสื่อโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ยังแสดงให้เห็นว่าในช่วงประมาณเดือนเม.ย.-พ.ค.63 มีรายงานการฟื้นฟูของธรรมชาติและการพบสัตว์ทะเลหายากในปริมาณที่มากขึ้น เช่น

    – หาดทรายบริเวณหาดป่าตอง คุณภาพน้ำทะเลใสสะอาดขึ้นเป็นสีฟ้าคราม

    – บริเวณแหลมจูโหย เกาะลิบง จ.ตรัง มีการพบ ฝูงพะยูนจำนวน 30 ตัว และเต่าทะเล จำนวน 2 ตัว

    – เกาะสมุยพบเต่าตนุเพศเมียขึ้นมาวางไข่ในรอบ 6 ปี และมีลูกเต่าฝักออกจากไข่และลงสู่ทะเลจำนวน 202 ตัว

    – อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา พบฝูงฉลามหูดำเกือบ 20 ตัว ฝูงโลมาปากขวดราว 100 ตัว และพบแม่เต่ามะเฟืองจำนวน 4-5 ตัวขึ้นมาวางไข่มากที่สุดในรอบ 20 ปี

    หรือตามแนวชายฝั่ง จ.ภูเก็ตและพังงา โดยเฉพาะจ.กระบี่พบวาฬเพชฌฆาตดำฝูงใหญ่ราว 10-15 ตัว และฝูงฉลามหูดำประมาณ 50 ตัว

    ไทยมีมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลไม่น้อยกว่า 24 ล้านล้านบาท

    ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเลกว่า 320,000 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 60 ของอาณาเขตทางบก และมีความยาวของชายฝั่งทะเลกว่า 3,100 กิโลเมตร ครอบคลุม 23 จังหวัด ทำให้ทรัพยากรทางทะเลสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยอย่างมาก คณะอนุกรรมการจัดการองค์ความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลทำการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลไม่น้อยกว่า 24 ล้านล้านบาท

    โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวเกิดจากกิจกรรมการท่องเที่ยว การทำประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเป็นแหล่งเชื้อเพลิง และพลังงาน ทรัพยากรแร่ธาตุ และการ พาณิชยนาวี

    เศรษฐกิจสีน้ำเงิน การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    เหตุนี้เองจึงเป็นที่มาซึ่งทำให้ เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) หรือการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เริ่มกลับมาได้รับการพูดถึงอีกครั้ง โดย TDRI เผยว่าบทเรียนจากโควิด-19 ครั้งนี้ ทำให้ Blue Economy ควรเป็นแนวนโยบายที่ต้องเร่งให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติเร็วขึ้น และขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

    ทั้งผลการศึกษาของ TDRI ยังพบว่า การนำแนวคิดการกำหนดเขต Blue Economy สามารถนำไปสู่การจัดการที่มีประสิทธิภาพด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น

    – การกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวให้อยู่ในระดับที่ไม่เกินขีดความสามารถในการรองรับของธรรมชาติ (Carrying Capacity)

    – การจัดระเบียบการค้าขายหน้าชายหาด หรือกำหนด Zoning ของกิจกรรมต่าง ๆ ให้ชัดเจน เช่น พื้นที่ทำการเกษตรชายฝั่ง พื้นที่ขายอาหาร พื้นที่และจำนวนโรงแรมและที่พัก

    – การกำหนดเปิด-ปิดฤดูกาลท่องเที่ยวทางทะเลเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติสามารถฟื้นตัว

    – การกำหนดค่าธรรมเนียมในการเข้าสถานที่ท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง