Tuesday, October 20, 2020
More

    ไทยอันดับที่ 11 ฐานผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก พร้อมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

    ยานยนต์ไฟฟ้าอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญที่รัฐบาลควรผลักดัน และกระตุ้นให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์จากการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษในอากาศระยะยาว

    รถยนต์ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ของคนรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ปัจจุบันมียานยนต์จำหน่ายทั่วโลกกว่า 1,200 ล้านคัน ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายประเทศจึงได้มีการออกมาตราการที่เข้มงวดในเรื่องระบบท่อไอเสีย รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยี รองรับการใช้ทั้งเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ อย่างเช่น การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle : HEV) ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV) รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV)


    ไทยฐานผลิตยานยนต์อันดับที่ 11 ของโลก พร้อมลุยผลิตรถไฟฟ้าในปี 2030

    ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ โดยในปี 2019 มีการผลิตอยู่ในอันดับที่ 11 ของโลก และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ถือเป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่มีศักยภาพและบทบาทสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจ และในปี 2030 จะผลิตยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 30% ของการผลิตรถยนต์ในไทยโดยแบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะคือ

    – ระยะสั้น (2020-2022) ผลิตรถสำหรับรถราชการ รถสาธารณะ รถจักรยานยนต์สาธารณะ 60,000-110,000 คัน
    – ระยะกลาง (2021-2025) จะผลักดัน ECO EV จำนวน 100,000-250,000 คัน และผลักดันสมาร์ท ซิตี้ บัส จำนวน 300,000 คัน
    – ระยะยาว (2026-2030) ให้มีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประมาณ 750,000 คัน

    รวมถึงพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบคงที่ 2.63 บาท ต่อหน่วย และจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะให้อยู่ภายในรัศมี 50 – 70 กิโลเมตร เพื่อครอบคลุมการเดินทางระยะไกล ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลและเอกชนมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในอนาคต