Monday, October 19, 2020
More

    กลุ่มแรงงานในกรุงเทพฯ ร้อยละ 64.10 วางแผนเลิกสูบบุหรี่ ยุคนิวนอร์มัล

    รายงานการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคยาสูบของกลุ่มผู้ใช้แรงงานทั้งในและนอกระบบ จำนวน 1,098 คน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลของสวนดุสิตโพล ด้วยการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) พบความน่าสนใจดังนี้

    กลุ่มแรงงานที่สูบบุหรี่น้อย ร้อยละ 17.76 สูบบุหรี่น้อยลงหลังโควิด-19 ทุเลา

    โดยจากการเปรียบเทียบการสูบบุหรี่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 (เม.ย.-พ.ค.63) กับช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 บรรเทาลง (มิ.ย.-ส.ค.63) พบความถี่ในการสูบบุหรี่ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานสูบบุหรี่น้อย (1-5 มวนต่อวัน) ร้อยละ 17.76


    มีการสูบบุหรี่น้อยลงหลังโควิด-19 ทุเลา โดยมีสาเหตุสำคัญตามลำดับ ดังนี้
    – รายได้ลดลง
    – ต้องการดูแลสุขภาพ
    – กังวลว่าการสูบบุหรี่จะทำให้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่ายขึ้น

    อีกทั้งร้อยละ 64.10 ของกลุ่มดังกล่าวยังมีการวางแผนที่จะเลิกสูบบุหรี่อีกด้วย

    กลุ่มแรงงานที่สูบบุหรี่มาก ร้อยละ 5.01 มีการสูบบุหรี่มากขึ้นหลังโควิด-19 บรรเทา

    กลับกันพบว่ากลุ่มแรงงานที่สูบบุหรี่มาก (11-15 มวนต่อวัน) ร้อยละ 5.01 มีการสูบบุหรี่มากขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 ทุเลา เนื่องจากมีความเครียดในการทำงานและจากวิกฤตโควิด-19

    และร้อยละ 29.09 มีการวางแผนที่จะเลิกสูบบุหรี่ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามลำดับ ดังนี้
    – ลดปริมาณการสูบ
    – หักดิบ
    – การใช้ยา

    ทั้งยังพบว่าส่วนของผู้ใช้แรงงานที่ไม่เคยสูบบุหรี่ ส่วนใหญ่มีบุคคลใกล้ชิดสูบบุหรี่ ทั้งมีความกังวลเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพจากคนใกล้ชิดที่สูบบุหรี่

    ผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 84 อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรรมการกำกับทิศทางของ ศจย. เผยว่า ปัญหาความยากจนกับการสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่ควบคู่กันไปตั้งแต่ในระดับโลกถึงระดับครัวเรือน หรือแม้แต่ตัวบุคคล

    ในระดับโลกพบว่า ผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 84 อยู่ในประเทศยากจนที่เรียกว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกับประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ

    ดังนั้นการแก้ปัญหาการติดบุหรี่ในประชากรวัยทำงานจึงเป็นการปลดล็อกให้กับการพัฒนาประเทศโดยตรง และสาเหตุสำคัญของการติดบุหรี่ในประชากรวัยแรงงาน มีทั้งปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบการทำงาน และปัญหาส่วนตัว

    เริ่มจากเชิงโครงสร้าง พบว่าสภาพการจ้างและสภาพการทำงานที่มีชั่วโมงยาวนานระหว่าง 8-12 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้สร้างความเครียดกับคนงานได้มากจนอาจต้องหาทางผ่อนคลายด้วยการสูบบุหรี่

    ส่วนปัญหาส่วนตัวนั้น อาจมาจากการเลียนแบบบริโภคตามเพื่อนร่วมงาน โดย
    ไม่ได้รับรู้ผลร้ายอย่างแท้จริงของการสูบบุหรี่

    การสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียว ก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือดเพิ่มเกือบ 20 เท่า

    ด้วยสาเหตุทั้งหมดนี้ทำให้การแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องทำทั้งการปรับเปลี่ยนสภาพการจ้าง การทำงานให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น และการให้ความรู้ในเรื่องผลร้ายของการสูบบุหรี่ทั้งต่อส่วนตัว และส่วนรวมอย่างจริงจัง

    ศจย.ยังได้กล่าวว่า การเลิกสูบบุหรี่ด้วยวิธีการลดจำนวนมวนบุหรี่ลง ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม และยังคงมีผลต่อสุขภาพเช่นเดิม เพราะการสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียวต่อวัน ก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มเกือบ 20 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองถึงร้อยละ 40 ดังนั้น หากต้องการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือด จำเป็นต้องเลิกสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า