Thursday, June 4, 2020
More

    โจ้-เสฏฐวุฒิ ชนะศรีโยธิน ผู้บุกเบิก SettaSuits แบรนด์สูทยุคใหม่ สืบทอดกิจการร้านตัดผ้าแบบ Tailor-made ย่านบางแค

    โจ้-เสฏฐวุฒิ ชนะศรีโยธิน ลูกชายคนโตในครอบครัวคนจีน มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการสานต่อธุรกิจ “ร้านยูนิฟอร์มและสูท” ของครอบครัวที่มีอายุมายาวนานกว่า 50 ปี

    เขาคือเด็กบัญชีฯ จุฬาฯ ผู้มีโอกาสพลิกผันเข้าสู่วงการบันเทิง และเลือกก้าวเดินบนเส้นทางการออกแบบเสื้อผ้า สู่เจ้าของแบรนด์ SettaSuits ร้านสูทแบบ Tailor-made หรือ ร้านตัดสูทตามสัดส่วนของคุณโดยเฉพาะ ซึ่งนำประสบการณ์จากการเรียนรู้ในสถาบันการออกแบบนานาชาติ ชนาพัฒน์ หรือ CIDI (Chanapatana International Design Institute) และประสบการณ์จากการเข้าไปดูแลธุรกิจร้านตัดเย็บของครอบครัวมาประยุกต์ใช้


    จากครอบครัวต่างจังหวัดสู่เจ้าของธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าในกรุงเทพฯ

    “ครอบครัวผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ คุณลุงเป็นผู้นำร่องธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้า โดยเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เปิดร้านตัดเสื้อผ้าแบบ Tailor-made จากนั้นคุณพ่อก็เข้ามาฝึกงานจนกระทั่งมีความรู้เปิดร้านเป็นของตัวเองได้ หน้าร้านอยู่ที่บางแค ถนนเพชรเกษม เปิดมาได้กว่า 50 ปีแล้วครับ”

    คำบอกเล่าการเริ่มต้นธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าแบบ Tailor-made ของครอบครัว โจ้-เสฏฐวุฒิ ชนะศรีโยธิน ทายาทรุ่นสอง ผู้สืบทอดธุรกิจร้านตัดผ้ามากฝีมือในยุคเก่า สู่การแตกแบรนด์สูทแบบทันสมัยในชื่อ SettaSuits

    เมื่อเสื้อผ้าสำเร็จรูปเข้ามาแย่งตลาดตัดเย็บ ผู้ประกอบการจะอยู่อย่างไร?

    หากย้อนไปยุคสมัย 50-60 ปีที่แล้ว คนในสังคมที่อยากได้เสื้อผ้าใหม่ๆ มักจะไม่นิยมซื้อเสื้อผ้าสำเร็จ แต่จะเข้าร้านตัดผ้า Tailor-made หรือ ร้านตัดเสื้อผ้าตามสัดส่วนของคุณโดยเฉพาะ ลูกค้าอาจจะเลือกผ้าที่ร้าน หรือไปหาซื้อผ้ามาจากข้างนอกเพื่อให้ร้านออกแบบตัดชุดให้ทั้งตัว ได้ทั้งแบบที่ชอบและขนาดที่ใช่

    ร้านตัดผ้าแบบ Tailor-made จึงเฟื่องฟูมากในยุคหนึ่งของประเทศไทย อย่างไรก็ตามเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ความทันสมัยต่างๆ เริ่มเข้ามา ธุรกิจตัดผ้าแบบ Tailor-made ก็ไม่ได้รับความนิยมเช่นเดิม

    โจ้-เสฏฐวุฒิ เล่าว่า “เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน เสื้อผ้าสำเร็จรูปเข้ามาตีตลาดในไทยมากขึ้น ทำให้คนที่จะตัดเสื้อผ้าแบบ Tailor-made ลดลง คุณพ่อเลยเปลี่ยนวิธีการทำงาน หันมามองว่า อะไรบ้างที่ยังต้องการการทำ Tailor-made อยู่ นั่นก็คือ ชุดข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เราจึงเน้นไปเจาะตลาดนี้ เข้าไปคุยติดต่อประสานงาน ทำชุดเครื่องแบบเต็มยศ ครึ่งยศ เพราะเหล่านี้ใช้สกิลคล้ายๆ กับการทำ Tailor-made แต่เป็น Tailor-made เคลื่อนที่ ไปวัดขนาดให้ถึงที่ ธุรกิจนี้ก็ไปได้ดี จนปัจจุบันมีเซลล์ถึง 6 สาย เพื่อรับออเดอร์มาส่ง”

    จุดเริ่มต้นของ SettaSuits แบรนด์ตัดสูทของทายาทรุ่นสองร้านตัดเสื้อผ้า

    การเลือกเส้นทางชีวิตของ โจ้-เสฏฐวุฒิ เริ่มต้นจากสอบเข้าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาคิดเสมอว่าที่เลือกเรียนด้านนี้ก็เพื่อจะนำมาต่อยอดธุรกิจที่บ้าน

    เมื่อเรียนจบเขามีโอกาสได้ร่วมรายการเรียลลิตี้โชว์ Academy Fantasia ปี 4 ได้เข้าไปทำงานในวงการบันเทิงพักหนึ่ง หลังจากหมดสัญญาได้ไปเรียนต่อด้านแฟชั่นดีไซน์ที่สถาบันออกแบบนานาชาติ ชนาพัฒน์ หรือ CIDI (Chanapatana International Design Institute)

    จากนั้นโจ้ได้มีโอกาสส่งงานดีไซน์เข้าประกวดบนเวทีต่างๆ พร้อมๆ กับเข้าไปช่วยธุรกิจที่บ้าน ได้เรียนรู้กับช่างมืออาชีพ แล้วก็นำความรู้ที่ได้จากสถาบันการออกแบบมาประยุกต์เข้าด้วยกัน ใช้เวลาบ่มเพาะประสบการณ์ประมาณ 4-5 ปี จึงสร้างแบรนด์ของตัวเองชื่อ SettaSuits

    “SettaSuits คือร้านสูทที่นำช่างฝีมือที่มีประสบการณ์จากร้านคุณพ่อมาทำด้วย ผมรู้สึกว่าในยุคหลังๆ คนเริ่มหันกลับมาใช้ Tailor-made มากขึ้น เพราะอาจจะอยากได้อะไรที่เป็นเฉพาะของตัวเอง ทั้งขนาดและเนื้อผ้าที่ชอบ ซึ่งกระแสนี้กลับมาอีกครั้ง ผมจึงตัดสินใจทำแบรนด์ SettaSuits เป็นแบรนด์ลูกออกมา ปัจจุบัน SettaSuits มีอายุได้ 3 ปีแล้วครับ”

    จากเด็กบัญชีสู่ช่างตัดผ้ามือฉมัง

    “ในครอบครัวมีพี่น้อง 6 คน ผมเป็นลูกชายคนโต หลายคนไปอยู่ในสายงานวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร หรือบางคนไปทางวิศวกร หลากหลายอาชีพมากครับ ด้วยความที่เราเป็นลูกชายคนโตด้วยจึงเข้ามาดูธุรกิจของพ่อแทน”

    “การวาดรูป ออกแบบ ตัดเย็บและวัดตัว ไม่ง่ายสำหรับเด็กบัญชีอย่างผม จนทุกวันนี้สิ่งที่ติดอยู่กับตัวเสมอ คือสายวัด ที่พร้อมจะวัดตัวตัดชุดลูกค้าทุกเวลา”

    คำนิยามของ SettaSuits

    หากจะให้นิยามสูทของ SettaSuits โจ้เล่าอย่างสนุกสนานว่า “ผมนิยามแบรนด์ตัวเองว่าเป็น FunKy Suits อยากให้คนสนุกในการใส่สูท คาแรกเตอร์คือผู้ชายชอบแต่งตัว ชอบออกงานสังคม และเป็นผู้ชายที่ชอบอะไรที่แตกต่าง น้อยแต่มาก ละเอียดอ่อนต่อการเลือกใส่เสื้อผ้า”

    “เราตั้งใจไว้แต่แรกเริ่มว่า กลุ่มลูกค้าคือผู้ชายอายุ 25 ปีขึ้นไป ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับต้นจนไปถึงสูง ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาก็ตรงตามเป้าหมาย แต่ที่ต่างออกไปคือ ลูกค้าที่มาสั่งตัดส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ทั้งตัดสูทให้ตัวเองบ้าง ให้สามี หรือแฟนบ้าง เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่เราได้เห็น ตอนนี้ที่ร้านก็รับตัดสูททุกรูปแบบ ทั้งหญิงและชาย”

    มองตลาดสูทในประเทศไทยเป็นอย่างไร

    “ตราบใดที่ประชากรไทยมีเพิ่มขึ้น มีเด็กที่เริ่มโตเป็นหนุ่ม หรือมีวัยรุ่นที่เข้าสู่วัยทำงาน อย่างน้อยพวกเขาต้องมีสูทไว้หนึ่งชุดเป็นท่าไม้ตายติดตู้ไว้ รวมไปถึงรุ่นใหญ่ที่ต้องการสูทเพื่อแต่งงาน ผมมองว่าธุรกิจนี้ยังไปได้อยู่ ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีประชากรที่ใช้ชีวิตตามรูปแบบนี้ อย่างงานแต่งงาน มีทั้งชุดเจ้าบ่าว ชุดเพื่อนเจ้าบ่าว รวมถึงชุดสูทสำหรับผู้หญิงด้วย” นี่คือคำเชื่อมั่นในธุรกิจจากเจ้าของแบรนด์ SettaSuits

    เมื่อถามถึงการส่งออกต่างประเทศ คำตอบที่ได้คือปัญหาด้านโลจิสติกส์ ที่มีทั้งค่าขนส่งที่แพงมาก อาจจะเทียบเท่ากับค่าสูท หรือแพงกว่า รวมถึงปัญหาการวัดขนาดตัวที่อาจเกิดข้อผิดพลาดได้

    อย่างไรก็ตาม เจ้าของแบรนด์ SettaSuits ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เขาพร้อมจะหาหนทางก้าวต่อเสมอหากมีเส้นทางให้ก้าวเดิน

    “เราอยากทำตลาดต่างประเทศมาก เคยมีลูกค้าจากสหรัฐอเมริกาทักมา แต่ติดปัญหาเรื่องการจัดส่ง เพราะค่าส่งแพงมาก ดีไม่ดีแพงเท่าหรือแพงกว่าด้วยซ้ำ เราเลยรู้สึกเสียดายค่าส่ง อีกทั้งอาจจะเกิดปัญหาผิดพลาดในเรื่องวัดตัว เพราะลูกค้าอาจต้องวัดตัวด้วยตัวเองแล้วส่งมาให้เราตัดเย็บให้ ซึ่งอาจจะไม่แม่นยำเท่าช่างวัดให้เอง”

    “มีอยู่เคสหนึ่งสนุกมากครับ ลูกค้าอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เขาต้องการตัดชุดสูทเพื่อนเจ้าบ่าว ผมก็ให้เขาวัดขนาดตัวแล้วส่งมาให้ เมื่อผมเห็นขนาดแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมก็ฟีดแบ็กกลับไปให้เขาวัดขนาดให้อีกครั้ง ตอนนั้นคือยุ่งยากอยู่เหมือนกันเพราะเราอยู่คนละที่ แต่สุดท้ายออกมาแล้วก็ถือว่าใช้ได้เลยครับ พอดีตัวเลย นับว่าเป็นหนึ่งเคสที่สนุกมาก และเป็นแคสแรกด้วยที่เราลองทำงานข้ามประเทศ”

    ข้อดี-ข้อเสีย ของการสืบทอดธุรกิจครอบครัว

    “ข้อดีคือเรามีฐานลูกค้าและฐานการผลิตที่มีคุณภาพ เรามีช่างฝีมือที่อยู่ด้วยกันมากว่า 50 ปี แต่ข้อเสียคือวัฒนธรรมองค์กรเดิมๆ ที่เปลี่ยนแปลงยาก รวมถึงระบบการจัดการข้อมูลภายในที่เราต้องเข้าไปจัดการให้ทันสมัยมากขึ้น และสิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ออนไลน์มาร์เกตติ้งที่เป็นจุดอ่อนของธุรกิจยุคเก่า เราจึงต้องเข้ามาทำอะไรบ้างอย่างทันยุคสมัยขึ้น”

    พลิกวิกฤตเป็นโอกาส จากช่างตัดสูทปรับแผนเป็นช่างตัดเย็บหน้ากากผ้า

    นับเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับหลายธุรกิจเมื่อต้องเผชิญวิกฤตโควิด-19

    โจ้ เด็กบัญชีที่มุ่งสืบทอดธุรกิจของครอบครัวเล่าว่า คุณพ่อเปิดร้านมากว่า 50 ปี ไม่เคยเจอวิกฤตไหนใหญ่เท่าครั้งนี้มาก่อน ด้วยความที่มีลูกค้า มีงานเข้ามาตลอด แต่ตอนนี้ลูกค้าหดหาย พนักงานว่างงาน จึงต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้ลูกน้องซึ่งมีฝีมือเย็บผ้าดีไม่ตกงาน และได้แสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่

    “ช่างตัด ช่างเย็บ เซลล์ พนักงานหน้าร้าน หลังร้าน น้ำตาซึมกันหมดครับ กลับบ้านต่างจังหวัดก็ไม่ได้ ค่าเช่า ค่ากินค่าอยู่ แพงไปหมด สิ่งที่ผมจะทำได้คือ ช่วยให้พวกเขาพอมีรายได้เลี้ยงตัวเอง ผมจึงตัดสินใจออกแบบหน้ากากผ้า และให้ลูกน้องผลิต กว่าจะออกมาขายได้ ค่อนข้างใช้เวลาครับ ทั้งการออกแบบ เลือกวัตถุดิบ ทดลองใช้ คำนวณการจ่ายงานลูกน้องตามสัดส่วนเพื่อให้ทุกคนมีรายได้ ตอนนี้ทุกคนพอยิ้มได้ และหวังว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นในเร็ววันครับ”

    ทิ้งท้ายถึงการดูแลพนักงานในช่วงวิกฤตและฝากขายของได้เลย

    SettaSuits มีโชว์รูมอยู่ที่บางแค ลูกค้าสามารถเข้ามาชมได้ และมีบริการ To the Door คือนัดหมายวัดตัว เลือกเนื้อผ้า อาจจะนัดหมายเจอกันที่บ้าน ออฟฟิศ หรือตามร้านกาแฟก็ได้ครับ”

    “สำหรับหน้ากากผ้า ร้าน SettaSuits ใช้ผ้ามัสลินในการตัดเย็บพร้อมใส่ถุงจัดเก็บคุณภาพ ผลิตโดยช่างมีฝีมือ และวัตถุดิบอย่างดี ราคาเริ่มต้นที่ 69 บาทครับ”

    “ความตั้งใจของเราคือ รักษาพนักงานไว้ทุกคน ไม่ให้ใครออก แต่ก็ต้องดูรูปการณ์ว่าวิกฤตครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อ ต้องพิจารณาหลายๆ เรื่อง จะประหยัดรายจ่ายอย่างไรบ้าง แต่ตอนนี้ถ้าทำได้ ยังไหว เราก็จะรักษาพนักงานไว้ให้ดีที่สุด เพราะนี่คือธุรกิจครอบครัว พนักงานก็เหมือนคนในครอบครัวของเรา อยู่ด้วยกันมานาน จึงเป็นเรื่องทำใจได้ยากแน่นอนหากต้องให้ใครออกไป” โจ้ เจ้าของแบรนด์ SettaSuits กล่าวทิ้งท้าย

    ช่องทางการติดต่อ SettaSuits สำหรับผู้สนใจตัดสูทหรือสั่งหน้ากากผ้า

    IG / FB : SettaSuits
    Line : @settasuits
    Tel : 084 636 9456