SAT กับ ACT ต่างกันอย่างไร สอบอะไรดีกว่า

การเตรียมตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกสอบข้อสอบที่จะใช้ยื่นสมัคร ระหว่างสอบ SAT กับ ACT นั้น หลายคนยังไม่แน่ใจว่า ข้อสอบทั้งสองตัวนี้มีลักษณะอย่างไร แตกต่างกันตรงไหน และควรเลือกสอบอะไรดี บทความนี้จะมาช่วยให้เข้าใจความแตกต่างและสามารถตัดสินใจเลือกข้อสอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง

SAT คืออะไร

SAT ย่อมาจาก Scholastic Assessment Test เป็นข้อสอบมาตรฐานที่จัดขึ้นโดย College Board เพื่อวัดความสามารถทางด้านการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ข้อสอบนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ Evidence-based Reading and Writing และ Mathematics 


ข้อสอบ SAT เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและใช้กันอย่างแพร่หลายในการยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและหลักสูตรนานาชาติในประเทศไทย ปัจจุบัน SAT ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบดิจิทัลแล้ว แต่เนื้อหายังคงเน้นทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

ACT คืออะไร

ACT หรือ American College Testing Assessment เป็นข้อสอบที่วัดทักษะการใช้เหตุผล การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสื่อสารเพื่อประเมินความพร้อมในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา โครงสร้างข้อสอบ ACT ครอบคลุมวิชา English, Mathematics, Reading และ Science Reasoning นอกจากนี้ยังมีพาร์ท Essay ที่เป็นทางเลือก เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการยื่นคะแนนครบถ้วนทั้งสามกลุ่มวิชาหลักในการสมัครมหาวิทยาลัย

เปรียบเทียบข้อสอบ SAT กับ ACT ต่างกันอย่างไร

ข้อสอบ SAT กับ ACT ต่างกันอย่างไร

แม้ว่าทั้ง SAT และ ACT จะมีความคล้ายคลึงกันในด้านการวัดทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนต่อ แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เรามาดูกันว่าข้อสอบทั้งสองมีอะไรที่เหมือนและต่างกันบ้าง

1. ข้อสอบแต่ละพาร์ท

ข้อสอบ SAT แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ Evidence-Based Reading & Writing และ Mathematics

  • Evidence-Based Reading & Writing จะแบ่งเป็น 2 Module ประกอบไปด้วย Module ละ 27 คำถาม
  • Mathematics แบ่งเป็น 2 Module ประกอบไปด้วย Module ละ 22 คำถาม

ข้อสอบ ACT แบ่งออกเป็น 5 พาร์ท ได้แก่ 

  • ACT English มี 75 ข้อ เป็นข้อสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษด้านไวยากรณ์และความถูกต้องในการใช้ภาษา
  • ACT Mathematics มี 60 ข้อ เป็นข้อสอบคณิตศาสตร์แบบเลือกตอบ สามารถใช้เครื่องคิดเลขได้ทุกข้อ ยกเว้นเครื่องคิดเลขที่มีโปรแกรมคำนวณอัตโนมัติ
  • ACT Reading มี 40 ข้อ เป็นข้อสอบการอ่านที่ประกอบด้วยบทความทั้งแบบยาวและสั้น ผู้สอบต้องบริหารเวลาให้ดี
  • ACT Science มี 40 ข้อ เป็นข้อสอบวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์และตอบอย่างรวดเร็ว
  • ACT Writing เป็นพาร์ทเสริมที่ผู้สอบสามารถเลือกได้ เป็นการวัดทักษะการเขียนโดยมีคำถาม 1 ข้อที่ต้องแสดงความสามารถในการวิเคราะห์และเรียบเรียง

2. เวลาในการสอบ

ข้อสอบ SAT แบบดิจิทัลใช้เวลาสอบประมาณ 2 ชั่วโมง 14 นาที ในขณะที่ข้อสอบ ACT ใช้เวลาสอบประมาณ 2 ชั่วโมง 55 นาที (ไม่รวมพาร์ท Writing) หรือ 3 ชั่วโมง 35 นาที (รวมพาร์ท Writing) โดย SAT จะให้เวลาต่อคำถามแต่ละส่วนมากกว่า ในขณะที่ ACT จะเน้นการทำข้อสอบให้เร็วขึ้น

3. การคิดคะแนนสอบ

คะแนน SAT มีช่วงคะแนนอยู่ที่ 400-1,600 คะแนน โดยแบ่งเป็นคะแนนคณิตศาสตร์ 800 คะแนน และคะแนนภาษาอังกฤษ (Evidenced-based Reading and Writing) รวม 800 คะแนน ส่วน คะแนน ACT มีระดับคะแนนอยู่ที่ 1-36 คะแนนในแต่ละพาร์ท และนำคะแนนทั้งหมดมาหาค่าเฉลี่ยเป็นคะแนนรวม โดยคะแนนเต็มของ ACT คือ 36 คะแนน ส่วน ACT Writing มีช่วงคะแนน 2-12 คะแนน

4. ค่าสอบ

ในด้านค่าใช้จ่าย ค่าสอบ SAT อยู่ที่ $111 หรือคิดเป็นเงินไทย ประมาณ 3,600 บาทต่อวิชา ในขณะที่ค่าสอบ ACT (รวม 4 วิชา) อยู่ที่ $168.50 ประมาณ 5,500 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของผู้จัดสอบ

ข้อสอบ SAT กับ ACT อันไหนยากกว่ากัน

ข้อสอบ SAT กับ ACT อันไหนยากกว่ากัน

การตัดสินว่าข้อสอบ SAT หรือ ACT ยากกว่ากันนั้นเป็นเรื่องยากที่จะฟันธง เพราะความยากง่ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความถนัดส่วนบุคคลและสไตล์ของข้อสอบด้วย ข้อสอบ SAT แม้จะมีจำนวนข้อน้อยกว่า ACT แต่มีความซับซ้อนและต้องการการคิดวิเคราะห์มากกว่า 

ในขณะที่ ACT มีจำนวนข้อมากกว่าและต้องการความเร็วในการทำ แต่คณิตศาสตร์คิดเป็นเพียง 25% ของคะแนนรวม ดังนั้นนักเรียนที่ไม่ถนัดคณิตศาสตร์อาจเหมาะกับ ACT มากกว่า

SAT กับ ACT เลือกสอบอันไหนดี

การเลือกระหว่าง SAT และ ACT ควรพิจารณาจากหลายปัจจัย เริ่มต้นจากการตรวจสอบเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยและคณะที่ต้องการสมัคร หากสถาบันรับคะแนนทั้งคู่ ควรลองทำข้อสอบตัวอย่างของทั้งสองเพื่อดูว่าอันไหนเหมาะกับตัวเองมากกว่า การตัดสินใจเลือกข้อสอบที่ตรงกับความถนัดจะช่วยให้การเตรียมตัวมีประสิทธิภาพสูงสุด และเพิ่มโอกาสในการได้คะแนนตามเป้าหมาย

สรุปบทความ

SAT และ ACT เป็นข้อสอบมาตรฐานสำคัญสำหรับการยื่นเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งสองมีจุดประสงค์วัดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นแต่แตกต่างกันในโครงสร้างข้อสอบ เวลา และการคิดคะแนน การเลือกสอบควรพิจารณาจากความถนัดส่วนบุคคล และเงื่อนไขของสถาบันที่ต้องการสมัคร การเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่และการเลือกข้อสอบที่ตรงกับจุดแข็งของตัวเองจะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จ