Wednesday, September 30, 2020
More

    BEST OF BKK ที่สุดของกรุงเทพฯ แห่งปี 2019

    ต้อนรับปีใหม่ 2020 BLT Bangkok ขอชวนมาทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน “กรุงเทพมหานคร” ตลอดปี 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นปีที่มีเรื่องราวทั้งดีและไม่ดีมากมาย เพื่อหวังว่าในปีใหม่นี้เราจะร่วมกันรักษาสิ่งที่ดีงามและพัฒนาต่อยอด รวมถึงนำบทเรียนต่างๆ สู่การปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้มหานครแห่งนี้มีความน่าอยู่ยิ่งขึ้น


    เมืองท่องเที่ยวชั้นนำของโลก
    กรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ครองใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างไม่เสื่อมคลาย ยืนยันได้จากผลการครองอันดับ 1 เมืองจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาเยือนมากที่สุด ปี 2019 ของมาสเตอร์การ์ด ซึ่งสามารถรักษาแชมป์เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และยังรั้งอยู่อันดับ 3 ที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินมากที่สุด ประมาณ 20.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    อีกทั้งยังคว้ารางวัล The 2019 Business Traveller China Awards Ceremony ในสาขา Favourite Business City in the World และ สาขา Favourite Leisure City in the World ซึ่งมอบให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การบริการ ทั้งโรงแรมที่พัก สายการบิน สนามบิน รวมถึงจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมประจำปี 2019 นอกจากนี้ยังรั้งอันดับที่ 15 เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดจากการสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก The Top 15 Cities in the World ปี 2019 โดยเว็บไซต์ Travel and Leisure ขณะที่ เว็บไซต์ Agoda ยังเปิดเผยว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่คนญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน ในช่วง Golden Week ที่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ถึง 10 วันในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และครองอันดับ 15 จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดของโลก สำหรับนักเดินทางเพื่อธุรกิจ ปี 2020 จากนิตยสาร CEOWORLD ซึ่งเป็นนิตยสารด้านธุรกิจของสหรัฐ อเมริกาอีกด้วย

    เมืองสร้างสรรค์แห่งใหม่ UNESCO
    UNESCO ประกาศรายชื่อเมืองสร้างสรรค์แห่งใหม่ (Creative Cities) จำนวน 66 เมืองทั่วโลก โดยมี 2 เมืองของไทยติดโผสมาชิกเครือข่ายสร้างสรรค์แห่งใหม่ คือ กรุงเทพฯ ได้รับการจัดให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ สาขางานออกแบบ (Design) และสุโขทัย ในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Craft and Folk Art) ส่งผลให้ไทยมีเมืองสร้างสรรค์ทั้งหมด 4 เมือง ซึ่งต่อจาก ภูเก็ต สาขาวิทยาการอาหาร (Gastronomy) ปี 2558 และเชียงใหม่ สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Craft and Folk Art) ปี 2560

    สำหรับ เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เป็นโครงการที่ดำเนินงานควบคู่กับการประกาศแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ โดยคัดเลือกเมืองที่เป็นแหล่งรวบรวมวิทยาการ มีพื้นฐานที่ขับเคลื่อนทั้งในส่วนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน แบ่งออกเป็น 7 สาขา ได้แก่ 1. สาขาวรรณกรรม (Literature) 2. สาขาภาพยนตร์ (Film) 3. สาขาดนตรี (Music) 4. สาขาหัตถกรรม และศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Arts) 5. สาขาการออกแบบ (Design) 6. สาขาศิลปะสื่อประชาสัมพันธ์ (Media art) และ 7. สาขาวิทยาการอาหาร (Gastronomy)

    มหานครแห่งราง (ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง)
    ความฝันที่จะได้เห็น กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งรางเริ่มใกล้จะเป็นจริงมากขึ้น โดยปี 2562 ได้มีการเปิดให้บริการรถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท จากสถานีหมอชิต-สถานีเคหะฯ รวมทั้งยังเปิดบริการรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จนสามารถเดินทางจากหมอชิตถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ขณะที่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ได้เปิดให้บริการ รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และทดลองให้บริการรสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงเตาปูน-ท่าพระ 4 สถานี ได้แก่ สถานีบางยี่ขัน สถานีบางขุนนนท์ สถานีไฟฉาย และสถานีจรัญฯ ทั้งนี้ภายใน 30 มีนาคม 2563 จะพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบ จากสถานีเตาปูน-สถานีท่าพระ ซึ่งจะทำให้เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย Circle Line

    ทั้งนี้ ปี 2566 ถือเป็นเป้าหมายในการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าตามแผนแม่บทระยะที่ 1 (M-Map1) ซึ่งจะทำให้มีเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยาวรวมกันเป็น 464 กิโลเมตร ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มีโครงข่ายรถไฟฟ้ายาวเป็นอันดับ 3 ของโลก

    เมืองต้นแบบการสวมหมวกกันน็อก
    จากผลสำรวจอัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในไทย ปี 2561 โดย มูลนิธิไทยโรดส์ และ เครือข่ายเฝ้าระวังสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Watch) พบว่า กรุงเทพฯ มีผู้ใช้รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยสูงถึง 85% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้โดยสารที่มีการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้นเป็น 55% และผู้ขับขี่มากถึง 92% ซึ่งสูงที่สุดในประเทศ โดยค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ​ ผู้ขับขี่สวมหมวกนิรภัย เพียง 52% ส่วนผู้โดยสาร แค่ 22% เท่านั้น เนื่องด้วยกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความเข้ม-งวดในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้ประกาศนโยบาย “กรุงเทพมหานคร เมืองต้นแบบ สวมหมวกนิรภัย 100%”

    กทม. ปลูกต้นไม้ล้านต้นสำเร็จ
    1,025,943 ต้น คือจำนวนต้นไม้ที่ กทม. ดำเนินการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและปลูกต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ได้ดำเนินโครงการถนนสายอัตลักษณ์ด้วยพันธุ์ไม้ 9 สายหลัก ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามวาระการพัฒนากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2561 “Now Moving Forward ทำจริง เห็นผลจริง” สอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ยุทธศาสตร์ “มหานครสีเขียว สะดวกสบาย” ที่มีเป้าหมายให้มีพื้นที่สีเขียวกระจายครอบคลุมทั่วมุมเมือง โดยได้ปลูกต้นไม้ชนิดเดียวกันในถนนแต่ละสาย ประกอบด้วย ถ.ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า, ถ.สุขุมวิท, ถ.วิภาวดีรังสิต, ถ.มิตรไมตรี, ถ.บรม-ราชชนนี, ถ.รัชดาภิเษก, ถ.ศรีอยุธยา, ถ.เลียบคลองมดตะนอย และ ถ.หทัย-ราษฎร์ ทั้งนี้ ปัจจุบัน กทม. มีพื้นที่สีเขียวในรูปแบบสวนสาธารณะ สวนหย่อม รวม 8,081 แห่ง พื้นที่ 23,905 ไร่ 3 งาน 31.74 ตารางวา (38,249,326.95 ตารางเมตร) อัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากร 6.73 ตร.ม./คน คิดเป็นร้อยละ 2.44 ต่อพื้นที่กรุงเทพฯ

    เมืองที่สอบตกด้านพื้นที่สีเขียว
    กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 23 จังหวัด ที่มีพื้นที่ป่าไม้น้อยกว่าร้อยละ 20 อีกทั้งอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 6.73 ตร.ม./คน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่า พื้นที่สีเขียวต่อสัดส่วนประชากรที่เหมาะสมคือ 9 ตร.ม./คน อย่างไรก็ดีได้มีการกำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวใน กทม. เป็น 10 ตร.ม./คน ในปี 2573

    ถึงอย่างนั้นปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีสวนสาธารณะหลัก 39 แห่ง ในจำนวนนี้มีสวนที่อยู่ในระยะเดินถึงได้ใน 10 นาที เพียง 3% และใน 15 นาที เพียง 5% ซึ่งควรต้องเดินถึงได้ในระยะ 400 เมตร หรือภายใน 5 นาที ทั้งนี้ สมาคมภูมิสถาปนิกแห่งประเทศไทย กับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคีเครือข่าย จึงได้มีแนวคิดในการจัดทำโครงการ We Park เพื่อนำพื้นที่ว่างมาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวที่มีคุณภาพและยั่งยืนในรูปแบบของ Pocket Park หรือสวนขนาดเล็ก โดยได้กำหนดพื้นที่นำร่องไว้ 5 จุด ได้แก่ พื้นที่ว่างหลังวัดหัวลำโพง, พื้นที่ย่านราชประสงค์, พื้นที่ย่านอโศก, บริเวณหน้าธนาคารเกียรตินาคิน, พื้นที่ใต้ทางพิเศษศรีรัช และสะพานเขียว เขตปทุมวัน

    มหานครแห่งฝุ่นพิษ
    ช่วงปลายปีต่อเนื่องต้นปีที่ผ่านมา ชาวกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ บางวันค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก อีกทั้งฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ก็เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งในไทยกำหนดให้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 50 มคก./ลบม. แต่ขณะเดียวกัน WHO กำหนดมาตรฐาน ไม่เกิน 25 มคก./ลบม. ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินว่า คนกรุงเทพฯ ต้องมีค่าเสียโอกาสจากประเด็นด้านสุขภาพทั้งการรักษา และการป้องกันในเบื้องต้น คิดเป็นเม็ดเงินราว 1,600 – 3,100 ล้านบาท รวมทั้งยังเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว ประมาณ 1,000 – 3,500 ล้านบาท คิดเป็นเม็ดเงินทางเศรษฐกิจที่ต้องสูญเสียไปถึง 2,600 ล้านบาท (กรอบเวลาที่ใช้ในการคำนวณคือไม่เกิน 1 เดือน)

    ทั้งนี้ กทม. อยู่ระหว่างจัดหาเครื่องตรวจวัด PM2.5 เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งจะสามารถรายงานและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ พร้อมแนะนำการป้องกันจากปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ทาง www.bangkokairquality.com, www.air4bangkok.com, Facebook : กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และแอปฯ กทม. Connect

    ทางเท้าทางใคร?
    หนึ่งในเรื่องหนักอกหนักใจของคนเดินเท้าคือการต้องเบียดเสียดหรือหลบทางให้กับบรรดารถจักรยานยนต์ที่ลักลอบขับขี่บนทางเท้า จากสถิติการจับปรับผู้กระทำผิดกรณีการขับขี่บนทางเท้าระหว่างวันที่ 9 ก.ค. 2561- 21 ก.ค. 2562 สามารถจับผู้กระทำผิดได้ จำนวน 20,659 ราย โดยว่ากล่าวตักเตือน 4,197 ราย อยู่ระหว่างดำเนินคดี 1,784 ราย และดำเนินคดี 14,678 ราย ปรับเป็นเงิน 11,179,500 บาท โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร มีนโยบายที่จะเพิ่มโทษการจับปรับผู้กระทำผิด กรณีการจอดรถหรือขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า เป็น 2,000 บาท

    สำหรับวินจักรยานยนต์รับจ้างที่ตั้งอยู่บนทางเท้าในพื้นที่ กทม. ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 475 วิน จากจำนวน 5,410 วิน ทาง กทม. ได้หาวิธีที่จัดระเบียบและแนวทางนำวินลงจากทางเท้า เพื่อให้ประชาชนที่สัญจรบนทางเท้าเดินได้อย่างสะดวก อย่างเปลี่ยนแปลงการใช้งานจุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะให้เป็นจุดจอดรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งได้นำร่อง 20 จุด จาก 97 จุด

    มหานครที่ค่ารถไฟฟ้าแพงสุดในโลก
    ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะทางถนนและประเภทอื่นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ผู้โดยสารไทยต้องควักเงินจ่ายค่าโดยสารระบบรถไฟฟ้า เฉลี่ยขั้นต่ำ 28.30 บาท/เที่ยว ฉะนั้นจึงมีค่ารถไฟฟ้าเฉลี่ย 1,000-1,200 บาท/เดือน หรือ 12,000 บาท/ปี ซึ่งนับว่าสูงกว่าประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ รวมถึงไทยมีส่วนต่างค่าโดยสารระหว่างรถไฟฟ้ากับรถโดยสาร (รถเมล์) สูงที่สุด โดยค่าโดยสารต่อเที่ยวการเดินทางของไทยอยู่ที่ 2.14 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 67.10 บาท ขณะเดียวกันเมื่อคิดค่าโดยสารเฉลี่ยต่อกิโลเมตร พบว่า อยู่ที่ 0.478 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 14.99 บาท สูงกว่าสิงคโปร์ ฮ่องกง และอังกฤษ ทั้งนี้ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีแนวคิดที่พยายามลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการตั้งเพดานค่าโดยสารตลอดสายอยู่ที่ 65 บาท

    เมืองค่าครองชีพสูงที่พักแพง
    จากการเปิดเผยดัชนีค่าครองชีพทั่วโลก ปี 2562 โดย numbeo.com เว็บไซต์ฐานข้อมูลด้านค่าครองชีพ พบว่า กรุงเทพฯ รั้งอันดับ 2 เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดของอาเซียน และอันดับที่ 20 ของเอเชีย โดยค่าครองชีพของคนกรุงเฉลี่ยรายบุคคล (ไม่นับรวมค่าเช่าที่พักอาศัย) อยู่ที่ประมาณ 21,054.88 บาท/เดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครอบครัว (สมาชิก 4 คน ไม่รวมค่าที่พัก) อยู่ที่ 75,923.62 บาท/เดือน

    อีกทั้งจากรายงานการใช้ชีวิตทั่วโลก (Global Living Report) ฉบับที่ 5 โดยแผนกวิจัย ซีบีอาร์อี ยังระบุว่า กรุงเทพฯ ติดในอันดับที่ 33 ของเมืองที่มีราคาที่พักอาศัยแพงของโลก มีราคาที่พักอาศัยเฉลี่ย 3.40 ล้านบาท (106,383 ดอลลาร์สหรัฐฯ) และรั้งในอันดับที่ 21 ของเมืองอัตราการเติบโตของราคาเฉลี่ยที่พักอาศัยต่อปี ซึ่งอยู่ที่ 4.0% อีกด้วย