Saturday, January 16, 2021
More

    Work from Home และ Remote Working เทรนด์ทำงานที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อ ในช่วงโควิด-19

    จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยในขณะนี้ เริ่มมีการระบาดระลอกใหม่ ทำให้หลายองค์กรเริ่มปรับตัวในการทำงาน เทรนด์การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) หรือทำงานทางไกล (Remote Working) จากที่ไหนก็ได้ เริ่มมีหลายองค์กร พิจารณาแนวคิดนี้มาปรับใช้กับพนักงาน แม้ว่าเทรนด์ดังกล่าวถูกพูดถึงมาหลายปี แต่ก็ยังคงไม่เห็นการนำมาใช้อย่างจริงจัง โดยจุดเด่นที่สำคัญของการทำงานทางไกลนั้น คือ การเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการการทำงานของคนยุคใหม่ ซึ่งมีไลฟ์สไตล์แตกต่างจากคนรุ่นก่อน อีกทั้งมีผลวิจัยยืนยันอีกว่า คนรุ่นใหม่ที่ทำงานจากทางไกลทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากกว่า

    คนรุ่นใหม่เลือก งานอิสระ งานฟรีแลนซ์ และเลือกเป็นนายตัวเอง

    ในประเทศไทย เราจะพบได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากคนรุ่นใหม่จะเห็นได้ชัดเจนว่า หลายปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานอิสระ งานฟรีแลนซ์เป็นอย่างมาก รวมทั้งการเลือกเป็นนายตัวเองประกอบธุรกิจต่างๆ อย่างบรรดาสตาร์ทอัพ เน้นความคล่องตัวและยืดหยุ่นสูงทั้งสถานที่การทำงานและเวลาในการทำงาน หลายองค์กรเริ่มตระหนักในเรื่องเหล่านี้ และพิจารณาแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ที่สามารถจูงใจให้คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในอนาคต ให้ยังคงทำงานอยู่ในองค์กรและไม่จากไปไหน

    หลายองค์กรเริ่มทำเทรนด์การทำงานที่บ้าน – ทำงานทางไกล มาปรับใช้


    สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นตัวเร่งที่ทำให้เห็นว่าการนำแนวทางการทำงานที่บ้านมาใช้เป็นแนวทางหลักชัดขึ้น โดยมีตัวอย่างองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานในช่วงโควิด-19 ในประเทศไทย คือ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป (TDG) ที่เริ่มใช้นโยบายให้พนักงานทำงานทางไกลตั้งแต่เริ่มมีข่าวการแพร่ระบาดโควิด-19 ในต่างประเทศ โดยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมปฏิบัติการ ในช่วงที่ผ่านมา ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป (TDG) เริ่มปรับแนวทางการทำงานใหม่ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังไม่เข้ามาในประเทศ คือ ช่วงเดือนมกราคมให้พนักงาน 50% จากจำนวนพนักงานทั้งหมดกว่า 1,000 คนเริ่มทำงานจากที่บ้านหรือทำงานทางไกล จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มเป็น 70% และครบทั้ง 100% ในเดือนมีนาคม ส่วนยูนิลีเวอร์ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ เลือกใช้แนวทางแก้ปัญหาแบบผสมผสาน คือ พนักงานออฟฟิศเน้นให้ทำงานจากที่บ้านเป็นหลัก ส่วนพนักงานในโรงงานผลิตที่ยังต้องเดินเครื่องการผลิตต่อเนื่อง ทางยูนิลีเวอร์ได้กำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

    เครื่องมือดิจิทัล คือหนึ่งสิ่งสำคัญในการทำงานช่วงการแพร่ระบาดโควิด

    ท่ามกลางการปรับวิธีทำงานใหม่นั้น แม้จะเป็นไปอย่างราบรื่นแต่การเลือกใช้เครื่องมือทำงานร่วมกันที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย อย่างเช่น การใช้นโยบายปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากจะมีเป้าหมายหลักเพื่อดูแลความปลอดภัยของพนักงานแล้ว ยังต้องมีเวลาเพียงพอในการเริ่มทักษะด้านเทคโนโลยีให้แก่พนักงงานยามที่ต้องทำงานที่บ้าน โดยเฉพาะการอบรมการใช้เครื่องมือดิจิทัลซึ่งเป็นเครื่องมือการทำงานใหม่ๆ ส่วนยูนิลีเวอร์ การที่ต้องบริหารจัดการ ดูแลพนักงานในโรงงานให้ปลอดภัยจากเชื้อ COVID และควบคุมการผลิตให้เป็นไปอย่างราบรื่น ถือเป็นความท้าทายเช่นกันที่จะต้องมีเครื่องมือดิจิทัล ซึ่งเป็นเหมือนผู้ช่วยติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ

    สำหรับเครื่องมีการทำงานร่วมกันด้วยระบบดิจิทัลอย่าง LARK ที่มีให้ความหลากหลายตามความต้องการของธุรกิจ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรหรือทำเพียงบางส่วน เช่น กรณีการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กร การใช้เครื่องมือที่ตอบโจทย์การทำงานครบวงจรมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อพนักงานจะไม่ต้องเสียเวลาไปกับการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปมาอยู่ตลอดเวลา หรืออาจสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นได้ ซึ่ง LARK เป็นโซลูชั่นการทำงานในรูปแบบ All –in-One ที่จะช่วยให้การทำงานประสานงานกันในแต่ละแผนกเป็นไปอย่างราบรื่นภายในชุดเครื่องมือเดียว