Friday, October 2, 2020
More

    อย่ามองเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย

    การทำบุญนั้นสามารถทำได้ทุกที่ ทุกกาลเวลา….

    พระพรหมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ประธานผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ ได้เทศนาเอาไว้ในธรรมะรุ่งอรุณ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวงรัชกาลที่ 9 วันที่ 5 ธันาวาคม 2550 ทุกๆ ปี เราจะบำเพ็ญการกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษากัน แต่ว่าที่จริงแล้วเราสามารถทำบุญกุศลได้ทุกที่ทุกเวลา


    พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “อะกาลิโก” การทำบุญนั้น ทำได้ทุกกาลเวลา อย่างนั่งสมาธินั้นจะนั่งเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องไปรอวันนั้นวันนี้ อย่างหลวงพ่อเองเมื่อวานนีี้ลงจากเครื่องบินเขาเอารถเข็นมารับ หลวงพ่อก็นั่งสมาธิบนรถเข็น ที่จริงแล้วไม่นั่งก็ได้ แต่เขาศรัทธามาแล้วก็เลยขึ้นมากับเขาและนั่งสมาธิไปด้วย พอเวลาที่เรานั่งไปก็คิดไปว่า นี่เขากำลังเข็นธรรมะเลยนะ เพราะตัวหลวงพ่อนี้เป็นธรรมะ ไปที่ไหนไปต่างประเทศก็แสดงธรรมะ มาเมืองไทยก็แสดงธรรมะ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ทำให้จิตใจของเราสบายขึ้น

    พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ร่างกายของเรานี้ต้องแตกสลายไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่การแตกสลายของร่างกายนั้น เป็นเพียงชั่วระยะเท่านั้น แต่จิตใจของเรานั้นไม่ได้ตายตามร่างกายไปด้วย บุญกุศลต่างๆ ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็เกาะติดไปกับใจของเรานั่นเอง ดังนั้นในขณะที่ร่างกายเรายังอยู่นี้ ถ้าหากว่าใจเราไม่มี “นิรัตถังวะ กะลิงคะลัง” มันก็เหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืนนั่นแหละ หยิกก็ไม่เจ็บ ดีก็ไม่เป็นไร ด่าก็ไม่ว่าอะไร เรียกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย นั่นหมายถึงว่าใจออกไปแล้วเพราะฉะนั้นในขณะที่เรามีร่างกายนี้ ใจของเรานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

    “การที่เรามุ่งแต่ไปบริการร่างกายของเรา เราบริการกันมากเรียกว่า “วัตถุ นิยม” คือ พยายามกันทุกอย่าง ด้านการศึกษาต้องเสียเงินเสียทองกันเยอะ ด้านสุขภาพอนามัยก็เสียเงินเสียทองกันเยอะ ด้านที่อยู่อาศัยก็เสียเงินเสียทองกันเยอะ ด้านอาหารก็เสียเงินเสียทองเยอะ เพราะอะไรก็เพื่อบำรุงร่างกาย”

    แต่ขณะเดียวกันก็ลืมไปว่า เราไม่ได้บำรุงใจกัน อาหาร 3 เวลาเช้า กลางวัน เย็น อดเวลาไหนก็อดไม่ได้ต้องรับประทานกันทุกๆ เวลา แต่ว่าอาหารใจนี้กลับทำน้อย อาหารใจนี้ เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ การทำสมาธินั้นเพื่ออะไร? ก็เพื่อผลิตพลังจิต พลังจิตเอาไปไว้ที่ไหน? ก็เอาไปไว้สำหรับควบคุมจิตใจของเรา เพราะว่าเวลาเราสบายอย่างนี้เราไม่ทุกข์ไม่โศก เวลาเราสบายก็ใจนี้ที่สบาย แล้วเวลามันทุกข์มันยาก ลำบากอะไรต่างๆ ก็ใจของเรานี้เองที่มันยากมันลำบาก เพราะฉะนั้นใจจึงมีความสำคัญ

    พระพุทธเจ้าจึงให้กำลังใจแก่มนุษยชาติ ด้วยการบัญญัติสมาธิไว้เพื่อให้เราพากันปฏิบัติ แต่พวกเราไม่พากันปฏิบัติเราพากันเลยไปเสีย ก็เรียกว่าจิตนิยมนั้นหายไป คือโลกเรานี้จะอยู่ได้ด้วยความสงบสุข มันต้องมีทั้ง 2 อย่างสมดุลกันร่างกายก็เรียกว่าวัตถุนิยม ทางใจก็เรียกว่าจิตนิยม ทั้งสองอย่างนี้ต้องสมดุลกัน ถ้าหากว่าไม่สมดุลกันแล้วคนเราจะไม่บริสุทธิ์ คนเราจะเกิดสิ่งต่างๆขึ้นมา ทำให้ความทุกข์ยาก ลำบากเกิดขึ้น ตลอดจนกระทั่งทำให้เกิดสิ่งต่างๆที่เราไม่เคยคาดคิด อันนี้ก็เกิดขึ้นจากการที่จิตใจและร่างกายไม่สมดุลกัน เพราะฉะนั้นจงอย่าลืมเรื่องการทำสมาธิ

    “การทำสมาธินี้เราอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ แต่ว่าที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ต้องทําให้เกิดขึ้นแก่ตัวของเรา ทำไม่เป็นก็แสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อที่จะได้ให้ใจของเราได้ทำสมาธิ ถ้าไม่สามารถหาได้ก็มาที่สถาบันพลังจิตตานุภาพมาเรียนสมาธิกับสถาบัน เรียนแล้วไม่ได้เรียนเฉยๆ เรียนแล้วยังไปสอนคนอื่นได้ ไม่ต้องไปหาครูบาอาจารย์ที่ไหนให้ยากเย็นเข็ญใจเลย หลวงพ่อก็ผลิตอาจารย์มานับร้อยนับพัน ก็เพื่อที่จะพยายามให้เราได้ทำด้านจิตใจนี้ให้สมดุลกับร่างกาย

    เราลองมาคิดดูว่า เราลงทุนให้แก่ร่างกายนี้มหาศาล ให้การศึกษากี่หมื่นกี่แสนล้าน ด้านสุขภาพอนามัยลงทุนกันไปกี่หมื่นกี่แสนล้าน สารพัดที่ทำขึ้นมา แต่ว่าการที่จะลงทุนด้านสมาธิด้านจิตใจนี้มันมีเพียงเล็กน้อยล้านหนึ่งก็ถือว่ามากแล้ว ด้านจิตนิยมนี้ลงทุนกันน้อยมากเรียกว่าแทบมองไม่เห็น เพราะฉะนั้นความยุ่งยากหรือความเดือดร้อนหรือความคิดต้องทำสงครามกันมันจึงเกิดขึ้นอยู่ทุกๆ สมัยก็เพราะว่าไม่เชื่อ คำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า “สัมมาสมาธิ” คือสมาธิที่ถูกต้องเพราะฉะนั้นเราท่านทั้งหลายจงพากันคิดให้ได้ ในข้อนี้ว่าทำอย่างไรเราถึงจะชักชวนกันดำเนินการ เพื่อให้เกิดการลงทุนด้านจิตนิยม ก็คือการทำสมาธิภาวนาให้มากขึ้นนั่นเอง

    ที่จริงแล้วสมาธิมีอยู่ด้วยกันทุกคนอยู่แล้ว อันนั้นเรียกว่า “สมาธิธรรมชาติ” เวลาเราจะนอนหลับนี้ ก่อนจะนอน เรามีสมาธิ 4-5 นาทีอะไรอย่างนี้อยู่แล้ว แล้วเราก็หลับไปตั้งไม่รู้กี่ชั่วโมงเวลาเราตื่นขึ้นมาเราจะรู้สึกกระชุ่ม กระชวย มีชีวิตจิตใจ ก็เพราะสมาธินิดหน่อยที่เราได้จากธรรมชาตินั่นเอง ถ้าหากว่าเราได้มาทำสมาธิให้มากกว่า 3 ถึง 5 นาที เราเรียกว่า “สมาธิสร้างขึ้น” อันนี้จะเป็นส่วนกำไร สามารถที่จะทำกำไรให้กับชีวิตของเราได้

    “ถ้าหากว่าเข้าใจแล้วว่าการกระทำคือคำพูด การกระทำนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะห่างกันมากกับคำพูด อย่างเวลาเราพูดว่าทำบ้าน เราพูดแค่สองคำเท่านั้น แต่ว่าต้องใช้เวลาทำจริงๆ ไม่รู้กี่เดือนกี่ปีกว่าจะได้บ้านขึ้นมา หรือเราพูดว่าทำรถไฟแค่ 3 คำเท่านั้น แต่การทำจริงนั้นต้องตั้งโรงงาน มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือสิ่งของต่างๆ มากมายกว่าจะสร้างรถไฟออกมาได้ เพราะฉะนั้นคำพูดที่เราเข้าใจนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพยายามทำทางด้านจิตนิยมให้มาก ซึ่งการทำสมาธิทำกุศลให้กับใจนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย”

    หลวงพ่อจึงได้พยายามตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพเพื่อที่จะขยายวงการทำสมาธิให้มากขึ้น เวลานี้ถือว่าได้ผลมากแล้ว เรามีสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ คนต่างก็รู้แล้วว่าทำสมาธิเพื่ออะไร? เราทำสมาธิเพื่อเกิดพลังจิต เมื่อมีพลังจิตแล้วก็ควบคุมจิตใจได้ เวลาตายไปก็ไม่ต้องตกนรก เพราะว่าเราควบคุมจิตใจได้ตั้งแต่เรายังไม่ตาย “เราจะไปรอให้บุญมาช่วยเราตอนตาย บางทีก็ช่วยได้บ้าง ช่วยไม่ได้บ้าง แต่ถ้าเราทำพลังจิตของเราขึ้นมาได้แล้วไม่ต้องไปรอบุญอันไหน ก็เหมือนกับเรารู้ว่าทางนี้เป็นทางรก แล้วเรื่องอะไรเราจะเดินไป พิจารณาเดินในทางที่เตียนเดินได้ ซึ่งก็คือสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้านั่นเอง”