Thursday, September 24, 2020
More

    กรุงเทพฯ ติดลิสต์ 11 เมืองเสี่ยงจมทะเลในปี 2100

    อุณหภูมิโลกและระดับน้ำทะเลกำลังเพิ่มสูงขึ้นเมืองชายฝั่งทะเลที่อยู่ในระดับต่ำกำลังประสบกับปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงและการหาทางแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์เพื่อต่อสู้กับกระแสน้ำขึ้นบางเมืองกำลังจมเนื่องจากการเพิ่มระดับน้ำทะเลอย่างช้าๆรุกล้ำเข้าไปในชายฝั่งของพวกเขาในขณะที่อีกหลายเมืองกำลังจมน้ำเนื่องจากการสูบน้ำบาดาลมากเกินไปที่สร้างการเปลี่ยนแปลงของความดันและปริมาณที่ทำให้ที่ดินจม

    โดยสภาเศรษฐกิจโลก เผย 11 เมืองที่กำลังจะจมและหายไปในปี ค.. 2100


    1. จาการ์ตาแห่งอินโดนีเซีย
    จาการ์ตากำลังจมลงถึง 6.7 นิ้วต่อปี เนื่องจากการสูบน้ำใต้ดินมากเกินไป (ซึ่งสร้างแรงกดดันและปริมาณการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ดินจม) โดยรัฐบาลอินโดนีเซียเพิ่งอนุมัติแผนการย้ายเมืองหลวง 100 ไมล์ห่างจากที่ตั้งปัจจุบันบนเกาะชวาเพื่อปกป้องผู้อยู่อาศัย 10 ล้านคนจากน้ำท่วมมากขึ้น การย้ายจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีและมีค่าใช้จ่าย 33 พันล้านดอลลาร์

    2. ลากอสแห่งไนจีเรีย
    ชายฝั่งต่ำของลากอสยังคงกัดเซาะและทะเลที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนทำให้เมืองใหญ่ที่สุดของแอฟริกาตกอยู่ในอันตรายจากน้ำท่วม โดยการศึกษาในปี 2012 จากมหาวิทยาลัยพลีมัธ พบว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจาก 3 ถึง 9 ฟุต จะส่งผลร้ายต่อกิจกรรมของมนุษย์ในภูมิภาคเหล่านี้ ซึ่งคาดว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 6.6 ฟุตภายในปลายศตวรรษนี้

    3. ฮูสตันแห่งรัฐเท็กซัสสหรัฐอเมริกา
    บางส่วนของฮูสตันกำลังจมน้ำในอัตรา 2 นิ้วต่อปี เนื่องจากการสูบน้ำบาดาลมากเกินไป อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เช่น เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ ซึ่งสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนเกือบ 135,000 หลัง และพลัดถิ่นประมาณ 30,000 คน

    4. ธากาบังคลาเทศ
    บังคลาเทศผลิตการปล่อยมลภาวะ 0.3% ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม บังคลาเทศกำลังเผชิญกับผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น มหาสมุทรอาจท่วม 17% ของแผ่นดินบังคลาเทศ และพลัดถิ่นประมาณ 18 ล้านคนในปี 2050

    5. เวนิสแห่งอิตาลี
    เวนิสกำลังจมในอัตรา 0.08 นิ้วทุกปี โดยอิตาลีเริ่มสร้างกำแพงกั้นน้ำท่วม ซึ่งประกอบด้วยประตู 78 แห่ง ผ่านทางเข้า 3 แห่งในปี 2003 เป็นที่รู้จักในนามโมเซ่ สิ่งกีดขวางนั้นแล้วเสร็จในปี 2011 แต่คาดว่าจะพร้อมใช้ในปี 2022 ทั้งนี้ เมื่อเกิดพายุหลายครั้งในเวนิสในปี 2018 ทำให้น้ำท่วมเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เมืองเคยเห็นในรอบทศวรรษ

    6. เวอร์จิเนียบีชแห่งรัฐเวอร์จิเนียสหรัฐอเมริกา
    เวอร์จิเนียบีชเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีอัตราที่เร็วที่สุดของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นบนชายฝั่งตะวันออกโดยคำนึงถึงทั้งระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นและพื้นที่ที่กำลังจม ด้านสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติประเมินว่า เวอร์จิเนียบีชสามารถอยู่ในจุดที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกือบ 12 ฟุตในปี 2100

    7. กรุงเทพมหานครแห่งประเทศไทย
    กรุงเทพฯ กำลังจะจมในอัตรามากกว่า 1 เซนติเมตรต่อปี และอาจจะต่ำกว่าระดับน้ำทะเลในปี 2030 ตามที่สำนักข่าว The Guardian เคยเผยแพร่ข้อมูล โดยประเทศไทย ประชากรมากกว่าร้อยละ 10% อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่จะเกิดจมน้ำภายในปี 2050 เมื่อเทียบกับ 1% ตามการศึกษาก่อนหน้าโดยเฉพาะกรุงเทพฯอยู่ในสถานะอันตรายอย่างยิ่ง

    8. นิวออร์ลีนส์แห่งรัฐลุยเซียนาสหรัฐอเมริกา
    บางส่วนของนิวออร์ลีนส์กำลังจมลงในอัตรา 2 นิ้วต่อปี และอาจอยู่ใต้น้ำได้ถึงปี 2100 จากการศึกษาของ NASA ในปี 2016 อีกทั้งบางส่วนของนิวออร์ลีนส์ยังอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 15 ฟุตและที่ตั้งบนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำก็เพิ่มการสัมผัสกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและน้ำท่วม

    9. รอตเตอร์ดัมแห่งเนเธอร์แลนด์
    จากข้อมูลของเดอะนิวยอร์กไทมส์พบว่า 90% ของเมืองรอตเตอร์ดัมอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเมื่อระดับมหาสมุทรสูงขึ้นความเสี่ยงของการเกิดน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้น

    10. อเล็กซานเดรียแห่งอิยิปต์
    ชายหาดของอเล็กซานเดรียหายไปเนื่องจากระดับน้ำทะเลยังคงสูงขึ้น ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอาจสูงถึง 2 ฟุตในปี 2100 ตามข้อมูลของ NPR

    11. ไมอามีแห่งรัฐฟลอริดาสหรัฐอเมริกา
    Jeff Goodell ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเคยกล่าวว่าไม่มีสถานการณ์ใดที่คุณสามารถนึกได้ว่าไมอามีมีอยู่เมื่อปลายศตวรรษโดยระดับน้ำทะเลของไมอามีเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าในพื้นที่อื่นๆของโลกทำให้เกิดน้ำท่วมส่งผลให้น้ำดื่มเกิดการปนเปื้อนและสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อบ้านเมือง

    ทั้งนี้ในไม่ช้าเมืองเหล่านี้อาจจะต้องยกโครงสร้างให้อยู่เหนือน้ำขึ้นไปอีกมิเช่นนั้นก็จะจมหายไปกลายเป็นเมืองใต้ทะเล

    ที่มา https://www.weforum.org/agenda/2019/09/11-sinking-cities-that-could-soon-be-underwater?fbclid=IwAR1hlg8tUqq5F2vgpjGnUqq5m511EaHc3ZgHXWhBdnOMa-mJyT6CLVl60y8