Thursday, October 1, 2020
More

    การเผาไหม้เชื้อเพลงฟอสซิล ทำโลกสูญเงินวันละ 8,000 ล้าน USD

    กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด (Center for Research on Energy and Clean Air : CREA) เผยรายงานวิจัยล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึง ถ่านหิน, น้ำมัน และก๊าซ เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้คนประมาณ 4.5 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตในแต่ละปี ทั้งยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.3% ของจีดีพีโลก

    ซึ่งรายงานฉบับนี้ถือเป็นรายงานฉบับแรกที่ประเมินมูลค่าความเสียหายของมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีต่อโลก โดยรายงานระบุว่า มลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหมเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้คนทั่วโลกราว  4.5 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้มลพิษทางอากาศยังทำให้โรคเจ็บป่วยเรื้อรัง และโรคเจ็บป่วยฉับพลันเพิ่มสูงขึ้น ทำให้คนหลายล้าน คนต้องเข้าโรงพยาบาล และต้องขาดงานเพราะลาป่วยหลายพันล้านวันต่อปี รวมถึงยังสร้างความเสียหายต่อทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม


    จากการคำนวณมูลค่าความเสียหายทั่วโลกของมลพิษทางอากาศจากเชื้อเพลิงฟอสซิล พบว่า มูลค่าความเสียหายดังกล่าวพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 3.3% ของจีดีพีโลกและตราบใดที่ถ่านหินน้ำมันและบริษัทรถยนต์ยังคงผลักดันการใช้เทคโนโลยีเก่าล้าสมัยเราก็ยังคงต้องจ่ายค่าความเสียหายเป็นสุขภาพของผู้คนและชุมชน

    ขณะที่มลพิษทางอากาศเป็นภัยคุกคามโลก หนทางแก้ปัญหาก็เริ่มมีมากขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้ ยิ่งไปกว่านั้นทางออกของปัญหามลพิษทางอากาศยังนำไปสู่การกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ กล่าวคือ การใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งไม่เพียงแค่ลดมลพิษทางอากาศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก ให้อยู่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส เมื่อกับกับระดับยุคก่อนอุตสาหกรรมอีกด้วย

    สำหรับข้อค้นพบสำคัญที่ได้จากการวิจัย มีดังนี้

    ประชากรเด็กประมาณ 40,000 คน โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำ เสียชีวิตก่อนวันเกิดครบ 5 ขวบ เพราะเผชิญกับมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 จากเชื้อเพลิงฟอสซิล

    ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ผลผลิตจากกระบวนการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลของรถยนต์ โรงไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหลาย มีส่วนทำให้เกิดโรคหอบหืดในเด็กประมาณ 4 ล้านคนต่อปี โดยประชากรเด็กราว 16 ล้านคนทั่วโลกต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคหอบหืด ซึ่งมีสาเหตุมาจากไนโตรเจนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

    มลพิษ PM2.5 จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการลาป่วย ราว 1,800 ล้านวันต่อปี เทียบกับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อปีประมาณ 101,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.15 ล้านล้านบาท)

    จีนแผ่นดินใหญ่ สหรัฐอเมริกา และอินเดีย แบกรับความเสียหายทางเศรษฐกิจของมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูงที่สุดในโลก โดยมูลค่าความเสียหายของจีนแผ่นดินใหญ่คิดเป็นประมาณ 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 28.13 ล้านล้านบาท) ต่อปี ขณะที่สหรัฐอเมริกา อยู่ในราว 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ราว 18.75 ล้านล้านบาท) ส่วนอินเดีย อยู่ที่ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ราว 4.68 ล้านล้านบาท)

    ทั้งนี้การลดละเลิกการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างสิ้นเชิงจะนำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสุขภาพอย่างยิ่ง ซึ่งจากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์โดยองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐ (the United States Environmental Protection Agency) พบว่า ทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ลงทุนภายใต้กฎหมายอากาศสะอาด (the United States Clean Air Act : CAA) ให้ผลตอบแทนคืนอย่างน้อย 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพเขตเมือง (Journal of Urban Health) พบว่า การลงทุนทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในโครงการวันปลอดรถ (Car-free day) ประจำสัปดาห์ของเมืองโบโกตา ในโคลอมเบียให้ผลประโยชน์ทางสุขภาพคิดเป็นมูลค่า 3.20 – 4.30 ดอลลาร์สหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม บอนดาน อันดริยานุ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศของกรีนพีซ อินโดนีเซีย กล่าวว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ทั้งหมด ทยอยยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ ลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะ และเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้คนทั่้วโลกในขณะนี้ต้องการอากาศที่สะอาด และรัฐบาลทุกประเทศต้องลงมือปฏิบัติได้แล้ว