Thursday, October 29, 2020
More

    บล.ภัทรชี้จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยจะลดลง 50% ใน Q1-Q2/2563

    บริษัทหลักทรัพย์ภัทร บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ปรับประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลงอีกครั้งจาก 1.4% เป็นติดลบ 0.4% หลังสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ที่ระบาดในภูมิภาคหนึ่ง ได้กลายเป็นการระบาดครั้งใหญ่ของโลกหรือ Pandemic ด้านการท่องเที่ยวคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจะลดลง 50% ในไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปีนี้

    สำหรับกรณีฐานประเมินว่าการกักกันและการสกัดการระบาดจะจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศเศรษฐกิจหลักในไตรมาสสองและไตรมาสสามของปีนี้แต่ผลกระทบต่อไทยนั้นจะรุนแรงเพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างมาก


    ประเด็นหลักที่มีผลต่อการประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจ ได้แก่ การท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วน 12% ในจีดีพีของประเทศในปี 2019 โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจะลดลง 50% ในไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปีนี้ ก่อนที่จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในครึ่งหลังของปี ตลอดทั้งปีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจะลดลง 25% ซึ่งจะมีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดไว้ในช่วงก่อนหน้าขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวอื่นจะยังไม่เติบโตนักจากความท้าทายที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้วส่วนราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอาจจะให้ทางบวกเล็กน้อยต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

    การท่องเที่ยวจะยังคงได้รับผลกระทบหนักในไตรมาสสอง ดังนั้นการคาดการณ์ในกรณีฐานจึงประเมินว่า เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค ซึ่งหมายถึงการหดตัวสองไตรมาสติดต่อกัน อีกทั้งคาดการฟื้นตัวจะอยู่ในรูปตัวยู (U Shape) ขณะที่กิจกรรมทางการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติในครึ่งหลังของปี

    จากเศรษฐกิจที่ตกต่ำและจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดลงดอกเบี้ยนโยบายลงที่ระดับ 0% จึงคาดว่าในการประชุมครั้งต่อไปวันที่ 25 มีนาคม 2563 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ลงไปที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแนวทางการดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังของ กนง. จึงไม่คาดว่าหลังจากนั้น กนง.จะลดดอกเบี้ยอีก

    ทั้งนี้สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการใช้มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อแบบเฉพาะกลุ่มและการเสริมสภาพคล่องเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องลุกลามไปสู่ปัญหาการล้มละลายของธุรกิจโดยภาครัฐควรจะมีการออกมาตรการทางการคลังแบบตรงเป้าหมายมากขึ้นเพื่อบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ภายใต้ข้อสมมุติกรณีที่เศรษฐกิจโลกถดถอยเล็กน้อยคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวเหลือ +1.4% และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบ 2% ในปี 2020 เพราะคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวการส่งออกซึ่งผลต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆและความเชื่อมั่นในประเทศ

    โดยคาดว่าทั้งปีการท่องเที่ยวจะหดตัว 40% (นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจำนวนลดลง 16 ล้านราย) เพราะความเชื่อมั่นยังไม่ดีขึ้น ในกรณีดังกล่าวกนง. จะลดดอกเบี้ยลงสองครั้ง ครั้งละ 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสิ้นปีอยู่ที่ 0.50%

    อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจหดตัวมากกว่าที่คาด หากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสยาวนานกว่าที่คาด และการปรับลดคาดการณ์นี้ไม่ได้นำการระบาดของไวรัสในประเทศมาร่วมประเมินด้วย ซึ่งมีความเป็นได้ โดยในกรณีเช่นนั้น การบริโภคในประเทศจะชะลอตัวมากกว่าที่คาด ในทางตรงกันข้าม หากมาตรการกักกันได้ผลและมีการคิดค้นยาสำเร็จ ก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความกังวลของประชาชนและนักท่องเที่ยวและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วกว่าคาด


    Writer : Sasirin Phosri