Thursday, October 29, 2020
More

    เผย 2 กลุ่มธุรกิจที่ยังไปได้ ในวิกฤต COVID-19 ขณะที่แรงงานไทยอาจว่างงานเพิ่มอีกหลายแสนตำแหน่ง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยรายงานเรื่อง ต้องชนะ! เสาะหาธุรกิจที่ยังไปได้ในวิกฤต โควิด-19 โดยระบุว่า วิกฤตโควิด-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ต่อเศรษฐกิจ และธุรกิจในแทบทุกสาขา ซึ่งเศรษฐกิจ และธุรกิจในไทยก็เผชิญแรงกดดันนี้ เริ่มจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว การผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ผูกพันกับการค้าระหว่างประเทศ เกิดการหยุดชะงักและขาดรายได้หล่อเลี้ยงกิจการทำให้ต้องปรับลดต้นทุนหรือแม้แต่ปิดกิจการชั่วคราว ลุกลามมาถึงธุรกิจที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศที่เดิมก็อยู่ในภาวะอ่อนแรงอยู่แล้ว

    ปัจจัยลบนี้ซ้ำเติมกำลังซื้อของครัวเรือนให้ยิ่งลำบาก และต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าสมาชิกในครัวเรือนต้องประสบกับภาวะถูกเลิกจ้าง หรือมีรายได้ลดลง โดยเบื้องต้นประเมินว่า ในปี 2563 จำนวนผู้มีงานทำอาจลดลงอีกในหลักหลายแสนตำแหน่ง ต่อเนื่องจากในปี 2562 ที่จำนวนผู้มีงานทำลดลง 2.5 แสนตำแหน่ง


    ทั้งนี้คงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า วิกฤตโควิด-19 จะยังไม่สิ้นสุดในระยะใกล้ จึงยากที่เศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะพลิกฟื้นกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าสะสมที่สูญเสียไปตลอดปีอาจคิดเป็นเม็ดเงินรวมๆ ไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท ในด้านธุรกิจก็เช่นกัน การจะอยู่รอดภายใต้สถานการณ์นี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวอย่างหนัก ทั้งการบริหารจัดการสภาพคล่อง/กระแสเงินสด การผ่อนผันการชำระหนี้ต่างๆ การตัดลดต้นทุนในส่วนที่ไม่กระทบต่อการสร้างรายได้ รวมทั้งการใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ และสถาบันการเงินที่ทยอยออกมาแล้วหรือที่กำลังจะตามมาอีกในอนาคต

    ท่ามกลางความซบเซาในบรรดาธุรกิจต่างๆ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากจะต้องหาธุรกิจในประเทศที่ยังพอมีโอกาส หรือแย่น้อยกว่าธุรกิจอื่นโดยเปรียบเทียบในปี 2563 แล้ว อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

    1. ธุรกิจพัฒนาแอปพลิเคชัน/โซลูชั่น/คอนเทนท์ออนไลน์ รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์และสนับสนุนการใช้อินเทอร์เน็ต จากความจำเป็นในการรักษาระยะห่างทางสังคม การเรียนออนไลน์ และการทำงานที่บ้าน แต่ผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มนี้คงต้องปรับผลิตภัณฑ์และบริการให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ใช้งานมากขึ้น ทั้งในด้านข้อมูลสาระและความบันเทิง ขณะที่ผู้ประกอบการที่เดิมไม่ได้ทำธุรกิจนี้ อาจมีข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดพอสมควรเพราะขาดทักษะหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

     

    2. ธุรกิจด้านอาหาร รวมถึงธุรกิจค้าปลีกสินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อาทิ วิตามิน เจลแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ หน้ากากอนามัย เป็นต้น ซึ่งแม้ตลาดจะมีผู้ขายมากรายและเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาหรือเป็นลูกจ้างที่ตกงาน/ถูกหยุดจ้างชั่วคราวอาจเข้าสู่ธุรกิจนี้ได้โดยไม่ลำบากเกินไปเพียงแต่หากทำธุรกิจด้านอาหารก็คงต้องเน้นการชูความสะอาดและความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภครวมถึงเป็นเมนูอาหารสำเร็จรูปที่มีคุณค่าทางโภชนาการในราคาที่ย่อมเยาและเสริมด้วยบริการจัดส่งให้ถึงที่พัก

    ขณะที่หากเป็นธุรกิจค้าปลีกสินค้าที่เป็นที่ต้องการในยามนี้ ก็คงอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการจะสามารถจัดหามาจำหน่ายในราคาที่เข้าถึงได้และส่งถึงมือผู้บริโภคเป้าหมายได้โดยสะดวกหรือไม่เป็นหลัก

    ท้ายสุดนี้ ในยามวิกฤต หากผู้ประกอบการตั้งหลักให้ดี มีความขยันและอดทน มองหาโอกาสสร้างรายได้อยู่เสมอ ก็น่าจะช่วยให้สามารถฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปได้ และหลังจากนี้เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ทุกธุรกิจคงต้องกลับมาทบทวนและซ่อมสร้างกลยุทธ์ให้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการกระจายตลาด/แหล่งวัตถุดิบ/ช่องทางที่หลากหลาย รวมไปถึงการมีเงินออม/แผนสำรองรองรับกรณีฉุกเฉิน


    Writer : Kanokorn Na Ranong