Thursday, May 28, 2020
More

    คุมเข้มเคอร์ฟิว ตั้งจุดคัดกรอง 421 จุดทั่วไทย ควบคุมการเดินทางใน กทม. และรอยต่อจังหวัด

    พล... ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวผ่านศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เกี่ยวกับการการปฏิบัติในสถานการณ์เคอร์ฟิว รวมถึงเอกสารหลักฐานหากมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางหลังช่วงเวลา 22.00 . โดยระบุว่า การปฏิบัติของฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการฉุกเฉินด้านความมั่นคง ได้มีการหารือร่วมกับ ผบ. เหล่าทัพ ผบ.ตร และปลัดกระทรวงมหาดไทย กำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อรองรับมาตรการที่รัฐบาลได้ออกมา

    โดยในส่วนของด่านตรวจ ซึ่งเป็นจุดตรวจคัดกรองในรอยต่อระหว่างจังหวัด และกรุงเทพมหานคร จะมีการปรับจุดตรวจคัดกรอง ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 421 จุด โดยมุ่งเน้นการใช้กฎหมายให้เข้มข้นขึ้น และจะควบคุมการเดินทางข้ามจังหวัดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ในช่วงเวลาที่ประกาศเคอร์ฟิว 22.00 – 04.00 . จะต้องไม่มีการเดินทางยกเว้นเงื่อนไขตามที่กำหนดได้ระบุ และตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้


    นอกจากนี้ฝ่ายความมั่นคงยังเห็นพ้องร่วมกันว่า จะต้องมีการเพิ่มจุดตรวจร่วม หรือชุดเคลื่อนที่เร็ว ในลักษณะกระจายเป็นใยแมงมุมทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างตำรวจ ฝ่ายปกครองกรุงเทพมหานคร และ กอ.รมน.จังหวัด รวมทั้งสารวัตรทหาร โดยจะร่วมกันจัดจุดตรวจครอบคลุมทุกพื้นที่ และจะมีการเพิ่มสายตรวจในทุกสถานีตำรวจเพื่อให้กระจายไปถึงระดับ อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน และร่วมกันทำงานระหว่างตำรวจ ฝ่ายปกครองและทหาร ที่จะช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุข อสม.ในการไปเคาะประตูบ้านเพื่อตรวจสอบคัดกรองผู้ที่อาจจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยง จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปช่วยร่วมปฏิบัติเพื่อดูแล และอำนวยความสะดวก และความปลอดภัย

    สำหรับกรณีที่ยังมีผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินประกาศฉบับต่างๆตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อหรืออื่นๆจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาในทุกข้อหาทั้งนี้อยากขอความร่วมมือให้ออกจากบ้านและที่พักอาศัยเท่าที่จำเป็นเพราะจุดมุ่งหมายในการออกข้อกำหนดต่างๆก็เพื่อเป็นข้อห้ามสำหรับผู้ที่ยังมีพฤติกรรมเดินทางแบบปกติไม่ปฏิบัติตามแนวทางการรักษาระยะห่างระหว่างสังคม

    อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็นต้องออกจากเคหสถานหรือเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่อยู่ในเงื่อนไขยกเว้นจะต้องมีเอกสารสำคัญติดตัวไว้ตลอดเวลาประกอบด้วยบัตรประชาชนเอกสารรับรองจากนายจ้างผู้ประกอบการผู้จัดการหรือหัวหน้าส่วนราชการโดยมีการระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นใครสังกัดที่ใดมีหน้าที่อย่างไรและมีความจำเป็นต้องออกมาเพราะมีเหตุสุดวิสัยโดยกำหนดวันเวลาที่ชัดเจน

    ซึ่งเมื่อมีเอกสารทั้ง 2 อย่าง และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจ ก็จะมีการพิจารณาถึงความจำเป็น และสามารถผ่านได้ แต่หากเป็นประเภทออกมาแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็จะต้องถูกดำเนินการตามขั้นตอน ทั้งนี้โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้มีการปรับการใช้ชีวิตให้เกิดความเหมาะสม และเผื่อเวลาในการเดินทางด้วย