Sunday, November 29, 2020
More

    ธุรกิจโรงแรมไทยเข้าขั้นวิกฤต คาดรายได้จากห้องพักลดลง 55-65% ในปี 2020

    สถานการณ์ของโรค COVID-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลกทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยในปี 2020 หดตัวลงอย่างมาก จำนวนผู้โดยสารต่างชาติขาเข้าผ่านสนามบินหลัก 5 แห่งของไทยก็หดตัวลงในทันที โดยมีอัตราการหดตัวที่ระดับประมาณ 45-50% ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรม โดยคาดว่าค่าห้องพักเฉลี่ยต่อห้องพักที่ขายได้ (RevPAR) ของธุรกิจโรงแรมไทยจะลดลง 55-65% ในปี 2020

    มรสุมโควิดกระทบท่องเที่ยวอย่างรุนแรง

    สถานการณ์การระบาดในไทยเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2020 เรื่อยมาซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อกลุ่มผู้ติดเชื้อจากสถานบันเทิงและสนามมวย


    โดยศูนย์วิจัย EIC ธนาคารไทยพาณิชย์คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2020 จะหดตัวลง 67% จาก 39.8 ล้านคนในปี 2019 เหลือเพียง 13.1 ล้านคนจากการที่รัฐบาลของหลายประเทศดำเนินมาตรการห้ามประชาชนของตนเองเดินทางออกนอกประเทศการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากของสายการบินทั่วโลกและความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ตราบที่ยังไม่มีการผลิตยาต้านไวรัสหรือวัคซีนเพื่อทำการรักษาและป้องกันโรคอย่างเฉพาะเจาะจง

    นอกจากนี้สภาวะศรษฐกิจที่โลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวต่างชาติและส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในท้ายที่สุดโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเลือกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของตนเองหรือในประเทศละแวกใกล้เคียงภายในภูมิภาคของตนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลง

    อีกทั้งยังคาดว่าจำนวนทริปค้างคืนภายในประเทศของนักท่องเที่ยวไทยจะหดตัวลง 35% จากจำนวน 130 ล้านทริปในปี 2019 มาอยู่ที่ 85 ล้านทริปในปี 2020 จากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ภายในประเทศซึ่งทำให้ประชาชนงดเว้นกิจกรรมการท่องเที่ยวสังสรรค์และสันทนาการรวมถึงการหยุดชะงักของสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานเช่นการเลิกจ้างการให้หยุดงานชั่วคราวโดยไม่จ่ายค่าจ้างและการลดค่าจ้างลงชั่วคราวซึ่งต่างก็ทำให้รายได้ของคนไทยลดลงและทำให้การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศลดลงในที่สุด

    โควิด-19 ซ้ำเติมธุรกิจโรงแรม

    จากสถานการณ์ไวรัสระบาดครั้งนี้ส่งผลให้จำนวนทริปค้างคืนของนักท่องเที่ยวไทยที่หดตัวลงจะส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่หวังจะพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวไทยเพื่อประคับประคองธุรกิจในช่วงที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวลงอย่างรุนแรงดังเช่นในปัจจุบัน

    จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวลงทำให้ EIC คาดว่าค่าห้องพักเฉลี่ยต่อห้องพักที่ขายได้ (Revenue per Available Room, RevPAR) เฉลี่ยของธุรกิจโรงแรมไทยจะลดลง 55-65% ในปี 2020 โดยคาดว่าอัตราการเข้าพัก (Occupancy rate) เฉลี่ยทั่วประเทศของปี 2020 จะลดลงราว 35-40%

    ในขณะที่ค่าห้องพักเฉลี่ย (Average room rate) จะลดลง 20-25% ซึ่งจะทำให้โรงแรมเกือบทุกแห่งประสบกับสภาวะขาดทุนจากการดำเนินงานและอาจมีโรงแรมบางแห่งจำเป็นต้องปิดกิจการโดยเฉพาะโรงแรมขนาดกลาง-เล็กที่มีเงินทุนไม่มากนักและไม่สามารถทนต่อสภาวะขาดสภาพคล่องติดต่อกันได้ยาวนานหลายเดือนนอกจากนี้โรงแรมบางแห่งอาจเลือกที่จะหยุดให้บริการชั่วคราวเพื่อลดค่าใช้จ่ายและผลขาดทุนจากการดำเนินงานให้น้อยที่สุดในสภาวะที่รายได้ค่าห้องพัก (room revenue) และรายได้จากบริการอื่นๆที่ไม่ใช่ห้องพัก (non-room revenue) เช่นภัตตาคารห้องประชุมสัมมนาห้องจัดเลี้ยงสปาฟิตเนสเซ็นเตอร์ฯลฯมีการหดตัวลงอย่างมากจนไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมจากการเปิดให้บริการ

    เปิด 3 กลยุทธ์โรงแรมให้พ้นวิกฤต

    ในปัจจุบันโรงแรมหลายแห่งได้รักษาสภาพคล่องและสภาพการดำเนินงานของธุรกิจระหว่างรอให้จำนวนนักท่องเที่ยวและผู้เข้าพักกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งผ่าน 3 แนวทางหลักดังนี้

    1)  การสร้างรายได้และสภาพคล่องจากการบริการที่มีอยู่ในโรงแรม เช่น

    ·    การลดค่าห้องพักลงอย่างมากเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยในช่วงก่อนที่โรค COVID-19 จะระบาดในไทย

    ·    การให้บริการอาหารแบบสั่งกลับบ้านและบริการ food delivery

    ·    การให้บริการห้องพักและบริการอื่นๆ ที่จำเป็นแก่ประชาชนทั่วไปที่ต้องการแยกอยู่อาศัยจากครอบครัวเพื่อกักกันโรคโดยคิดค่าห้องพักเป็นรายสัปดาห์

    ·    การให้บริการห้องพักแก่ผู้ป่วยโรค COVID-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงตามโครงการของกระทรวงสาธารณสุข

    2)  การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น

    ·    การปิดพื้นที่ให้บริการบางส่วนหรือหยุดให้บริการชั่วคราวเพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงานต่างๆ

    3)  การชะลอค่าใช้จ่ายบางประเภทออกไป เช่น

    ·    การยกเลิกการจ้างบริษัทที่ปรึกษาภายนอก

    ·    การเจรจาขอยืดเวลาการผ่อนชำระสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์

    โรงแรมไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง

    นอกเหนือจากผลกระทบจากโรค COVID-19 แล้วธุรกิจโรงแรมของไทยจะยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากปริมาณห้องพักใหม่ที่จะเร่งตัวในอนาคต

    จากข้อมูลพื้นที่อนุญาตก่อสร้างอาคารประเภทโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศของสำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักการโยธากรุงเทพมหานครพบว่าพื้นที่อนุญาตก่อสร้างอาคารประเภทโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศในปี 2019 เพิ่มขึ้น 12% จากระดับประมาณ 2.1 ล้านตารางเมตรในปี 2018 มาอยู่ที่ 2.4 ล้านตารางเมตรในปี 2019 ซึ่งถือระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 และถือเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันโดยพื้นที่อนุญาตก่อสร้างฯส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลภาตใต้และภาคตะวันออกซึ่งสอดคล้องกับตำแหน่งที่ตั้งของเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย

    ทั้งนี้หากพิจารณาข้อมูลพื้นที่อนุญาตก่อสร้างฯเป็นรายจังหวัดจะพบว่าจ.ภูเก็ตมีพื้นที่อนุญาตก่อสร้างฯสูงที่สุดในปี 2019 และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมาซึ่งเป็นผลจากการที่กฎหมายผังเมืองรวมจ.ภูเก็ตฉบับใหม่ (อยู่ระหว่างกระบวนการร่าง) มีแนวโน้มที่จะนำหลักเกณฑ์อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (Floor area ratio, FAR) มาบังคับใช้เป็นครั้งแรกซึ่งถือเป็นข้อจำกัดในการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารเนื่องจากกฎหมายผังเมืองรวมจ.ภูเก็ตฉบับปัจจุบันมีการกำหนดเพียงความสูงของอาคารเท่านั้น

    ดังนั้นผู้ประกอบการจึงมีการเร่งยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารประเภทโรงแรมและรีสอร์ตตามกฎหมายผังเมืองฉบับปัจจุบันไว้ก่อนแล้วรอติดตามแนวโน้มของกฎหมายผังเมืองรวมจ.ภูเก็ตฉบับใหม่ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2021-2022 (พ.ศ. 2564-2565) โดยใบอนุญาตก่อสร้างอาคารจะมีอายุ 2 ปีนับจากวันที่ราชการออกให้และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ครั้งครั้งละ 2 ปีรวมมีอายุทั้งหมด 6 ปีอย่างไรก็ตามจำนวนนักท่องเที่ยวและผู้เข้าพักทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่หดตัวลงอย่างมากจากสถานการณ์

    เตรียมรับมือหลังโควิด-19 บรรเทาลง

    สถานการณ์ทั้งหมดนี้เป็นที่ยืนยันว่าธุรกิจโรงแรมควรปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจหลังจากที่เหตุการณ์การระบาดของโรค COVID-19 บรรเทาลงโดยเฉพาะในแง่การกระจายรายได้เพื่อให้ธุรกิจมีการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต

    ทั้งนี้ผู้ประกอบการอาจพิจารณาถึงการเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวไทยเพื่อให้ธุรกิจมีความพร้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งไม่อาจคาดเดาได้ล่วงหน้าโดยอาจดำเนินกิจกรรมการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลสื่อโซเชียลมีเดียรวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ 

    นอกจากนี้ผู้ประกอบการโรงแรมอาจมองถึงการกระจายรายได้โดยการสร้างรายได้จากส่วนบริการอื่นๆ ภายในโรงแรม (non-room revenue) เช่น การให้บริการอาหารแบบ food delivery และ catering แก่องค์กรภายนอก รวมถึงการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกสามารถสมัครสมาชิกสปาและฟิตเนสเซ็นเตอร์เพื่อสร้างรายได้ประจำมากขึ้น สอดรับกับเทรนด์ wellness lifestyle ของคนรุ่นใหม่ภายหลังจากที่การระบาดของโรค COVID-19 บรรเทาลงและการจองห้องพักเริ่มกลับมาอีกครั้ง ผู้ประกอบการควรทำความสะอาดพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโรงแรม พร้อมทั้งสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและผู้ที่จองห้องพักเกี่ยวกับการทำความสะอาดของโรงแรม รวมถึงกลไกและมาตรฐานการดูแลสุขลักษณะที่เหมาะสมในการให้บริการ เช่น การบริการห้องอาหาร กิจกรรมนันทนาการต่างๆ เป็นต้น 

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้เข้าพักมั่นใจว่าโรงแรมมีความสะอาดและเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโรงแรม