Sunday, October 25, 2020
More

    ช่วงวิกฤตไวรัส นักดื่มไทยลดลงถึง 48% สูบบุหรี่น้อยลงเกือบ 20%

    กรมสุขภาพจิต เผยผลสำรวจประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด-19 เกี่ยวกับการดื่มสุรา และสูบบุหรี่ของคนวัยทำงาน ซึ่งมีแนวโน้มที่สดลงแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองในทางที่ดีขึ้น

    วิกฤตไวรัสทำให้นักดื่มลดลงกว่า 48%


    นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤติโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ในกลุ่มวัยทำงาน โดยระบุว่าสถานการณ์การระบาดของโคโรนาไวรัส ก่อให้เกิดความเครียด ต้องอาศัยการปรับตัวปรับใจเป็นอย่างสูง ซึ่งในวัยทำงานปกติก็จะให้ความสำคัญกับการทำมาหากิน มักจะละเลยการให้ความสำคัญกับสุขภาพ และมีพฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่พึงประสงค์ ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งผลกระทบที่เกิดในช่วงเวลานี้ อาทิ การตั้งวงดื่มสุรา

    ซึ่งทางศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้ทำการสำรวจประชาชนในช่วงวันที่ 18 – 19 เมษายน 2563 จำนวน 1,566 ราย ใน 15 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า มีประชาชน 48.5% ไม่ได้ดื่มเลย รองลงมาคือ ดื่มน้อยลง 33.0% ดื่มเท่าเดิม 18.2% และดื่มบ่อยขึ้น 0.3%

    โดยเหตุผลหลักที่ทำให้นักดื่มเหล่านี้หยุดดื่ม หรือดื่มน้อยลง คือ 1.หาซื้อไม่ได้/หาซื้อยาก 2.กลัวการติดเชื้อ 3.รายได้น้อยลง/ไม่มีเงินซื้อ และ 4.ต้องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

    ถ้าคนไทย 50% หยุดดื่มไปตลอดปี จะลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ 4.25 หมื่นล้านบาท

    นพ.จุมภฏ พรมสีดา ยังเปิดเผยว่า ถ้าคนไทย 50% หยุดดื่มไปตลอดปี จะประหยัดเงิน ค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้เพราะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ค่าเสียหายของทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ได้ถึง 4.25 หมื่นล้านบาท

    นอกจากนี้การดื่มสุรายังเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ และอาการรุนแรงของโรคโควิด-19 ดังนี้ 1.ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง 2.ลดความสามารถของร่ายกายในการรับมือกับโรคติดเชื้อ รวมถึงโควิด-19 3.ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (ARDS) ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดของโควิด-19 4.ความคิด การตัดสินใจและพฤติกรรมแย่ลง 5.ทำให้เกิดการบาดเจ็บและความรุนแรง และ 6.เพิ่มความวิตกกังวลและทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า

    วัยทำงานสูบบุหรี่น้อยลงเกือบ 20% ในช่วงโควิด-19

    ส่วนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยทำงานในช่วงสถานการณ์โควิด-19 พบว่า มีผู้ที่สูบบุหรี่ลดน้อยลงเกือบ 20% แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง มีเพียง 6 – 15% เท่านั้นที่สูบบุหรี่มากขึ้น และมีผู้ที่เลิกสูบแล้วกลับมาสูบใหม่มีไม่ถึง 1% โดยปัจจัยที่ทำให้วัยแรงงานลด หรือสูบบุหรี่น้อยลง คือ 1.รายได้ลดลง 2.ต้องการดูแลสุขภาพเพื่อที่จะต่อสู่กับการระบาดของโรคโคโรนาไวรัส ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี

    ซึ่ง นพ.จุมภฏ พรมสีดา คาดว่าผู้ที่สูบบุหรี่มากขึ้น มาจากความเครียดทั้งจากที่บ้าน และที่ทำงาน ซึ่งหากจัดการปัญหาความเครียดได้ดีปัญหานี้น่าจะหมดไป รวมถึงการสูบบุหรี่ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาความเครียดที่ยั่งยืน