Sunday, November 29, 2020
More

    โรคหืดคร่าชีวิตคนไทยปีละ 7 พันคน ติดอันดับ 76 ของโลกทั้งที่รักษาได้ อาการคล้ายโควิด-19

    วันโรคหืดโลก หรือ world asthma day ที่องค์การอนามัยโลก และองค์การหืดโลก Global กำหนดให้ตรงกับวันอังคารแรกของเดือนพฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งปีนี้ตรงกับ 5 พฤษภาคม 2563 ภายใต้แนวคิด enough asthma death เพื่อลดการเสียชีวิตจากโรคหืด เพื่อกระตุ้นให้บุคคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยและครอบครัว ได้ตระหนักถึงความสำคัญ สร้างความตื่นตัว ทราบอาการของโรค การรักษา ป้องกัน เพื่อลดการผลกระทบ และการเสียชีวิตจากโรคหืด

    คนไทยเสียชีวิตจากโรคหืด มากเป็นอันดับที่ 76 ของโลก

    จากข้อมูลองค์การอนามัยโลกล่าสุดในปี 2017 พบคนไทยเสียชีวิตจากโรคหืดถึง 6,808 ราย โดยคิดเป็น 7.76 รายต่อประชากร 1 แสนคน หรือ 1.3% ของคนที่เสียชีวิตทั้งหมด จัดเป็นอันดับที่ 76 ของโลก และอันดับที่ 5 ในอาเซียน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยจากโรค พบว่า โรคหืดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในคนไทยเป็นอันดับที่ 19 โดยอันดับ 1 คือหลอดเลือดหัวใจ รองลงมาคือไข้หวัดใหญ่/ปอดบวม และโรคหลอดเลือดสมอง (ที่มา: https://www.worldlifeexpectancy.com)

    อัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดในผู้ใหญ่มากกว่าเด็กประมาณ 5 เท่า


    ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตในไทยปีละ 7,000 คน ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก เพราะว่าโรคนี้สามารถรักษาได้ หายได้ ถ้ารักษาเร็วมีโอกาสหายได้สูง โดยอัตราการเสียชีวิตในผู้ใหญ่จะมากกว่าเด็กประมาณ 5 เท่า และกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญคือคนไข้ที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เพราะการพ่นยาทำได้ยากกว่า อาการรุนแรงกว่า และหลายคนชินกับอาการหอบโดยที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคหืด
    ซึ่งภาวะอาการหอบ หลายคนจะเข้าใจว่าต้องเริ่มต้นด้วยการหอบ ซึ่งจริงๆ แล้วอาการหอบ มักจะเริ่มต้นด้วย “การไอช่วงเวลากลางคืน” จึงได้จัดทำ แอปพลิเคชัน “Asthma Care” เพื่อให้คนไข้สามารถสังเกตุอาการ และดูแลตัวเองได้แม้ในยามฉุกเฉิน โดยมีแผนปฏิบัติการ “Asthma Action Plan” ซึ่งอยู่ในแอปพลิเคชั่นให้คำแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวและสังเกตอาการ

    อาการของโรคหืดคล้ายกับโควิด-19 แต่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง

    ทั้งนี้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยอาการของคนไข้โรคหืดอาการคล้ายกับโควิด-19 แต่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ในกรณีคนไข้โรคหืดมักมีอาการไออย่างเดียวมีน้ำมูกบ้างแต่ไม่มีไข้ ขณะที่โรคโควิด-19 มีไข้ถึง 60% เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว และอาการบ่งชี้ที่สำคัญ คือไม่ได้กลิ่นและไม่สัมผัสรส ตรวจสอบได้โดยให้คนไข้พ่นยาฉุกเฉิน ซึ่งจะต้องหายจากอาการที่เกิดจากโรคหืด หากไม่หายและมีอาการข้างต้น มีข้อแนะนำให้ตรวจหาเชื้อโควิด-19
    ซึ่งสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ได้ออกข้อแนะนำการปฏิบัติ 5 ประการในสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 อ้างอิงตามองค์การหืดโลก ดังนี้

    1.ห้ามหยุดยา-ลดยา และต้องพ่นยาอย่างสม่ำเสมอ เพราะเสียงหอบกำเริบ (ลดการมาโรงพยาบาลให้น้อยที่สุด)
    2.หลีกเลี่ยงยาพ่นประเภทฝอยละออง หรือ Nebulization เนื่องจากมีโอกาสที่ผู้ป่วยโรคหืดที่ติดเชื้อโควิด-19 จะแพร่กระจายเชื้อได้ และแนะนำให้ใช้ยาพ่น MDI with spacers (อุปกรณ์พ่น) ทำให้ได้ริเริ่มโครงการ “หยุดหอบ ป้องกัน Covid-19 ด้วย Thai Kit Spacer” โดยแจกจ่ายให้กับโรงพยาบาล 500 ถึง 600 แห่งทั่วประเทศ
    3.คนไข้ต้องเข้าใจและมีแผนปฎิบัติการดูแลในยามฉุกเฉิน (Asthma Action Plan) โดยปกติสูตรการพ่นยาฉุกเฉิน ทุก 15 นาที x 3 ครั้ง ถ้าดีขึ้นพ่นห่าง 6 – 8 ชั่วโมงจนดีขึ้นไป 2-3 วัน ซึ่งคนไข้หลายคนจำผิด หรือจำไม่ได้ว่าจะต้องดูแลตัวเองอย่างไร ต้องใช้ Asthma Action Plan (ใน Application : Asthma Care) ดูแลและสังเกตอาการที่บ้านด้วยตนเอง
    4.หลีกเลี่ยงการทำหัตถการเป่าปอด ลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ ถึงแม้ว่าจะพบคนไข้โรคเกิดที่ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ได้มีจำนวนมากก็ตาม
    5.การดูแลคนไข้ผ่าน Telemedicine โรคหืดสามารถที่จะตรวจดูอาการและรักษาผ่านทางไกลได้ โดยส่งยาไปที่บ้านหรือรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน

    ผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคหืดเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะโรคหืดสามารถรักษาได้

    ขณะที่ รศ.นพ.ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ เลขาธิการสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวย้ำว่า การที่มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคหืด เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียง Enough Asthma Death แต่ต้องเป็น Zero Asthma Death เพราะโรคหืดสามารถรักษาได้ ถึงแม้ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคจะมาจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม ถ้าผู้ป่วยดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ อีกทั้งคนไทยยังสามารถเข้าถึงยารักษาโรคหืดอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีสิทธิ์การเข้าถึงยาตามระบบการรักษาโรค เช่น หลักประกันสุขภาพ ฯลฯ ความสำคัญจึงอยู่ที่การบริหารการใช้ยา และความรู้ความเข้าใจโรคหืดของคนไข้เอง

    โรคหืด และภูมิแพ้ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19

    ทั้งนี้ทางสมาคมฯ ได้เตรียมการสื่อสารกับประชาชนทั่วไปผ่าน Digital Platform เร็วๆนี้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีความกังวลสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ขณะที่ข้อมูลผู้ป่วยโรคหืดที่ติดโควิด-19 ยังมีออกมาไม่มาก ซึ่งจากข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า โรคหืด และภูมิแพ้ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด 19 แต่ลักษณะอาการของหืดกำเริบ และปอดติดเชื้อจากโควิด-19 อาจคล้ายกัน ซึ่งการจำแนกกลุ่มอาการของโรคอาศัยการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพในอนาคต ทางสมาคมสภาองค์กรโรคหืดฯ จึงได้เตรียมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างแพทย์ผู้เชียวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลโรคหืดด้วย

    อย่างไรก็ตามสมาคมสภาองค์กรโรคหืดฯ มีคำแนะนำวิธีสังเกตตัวเองว่าเป็นโรคหืด หรือไม่ ด้วยคำถามง่ายๆ ดังนี้

    -ท่านเคยมีอาการเหนื่อย หายใจเสียงดังหวีด แน่นหน้าอก ไอเป็นๆ หายๆ ในช่วงเช้า/กลางคืน หรือเมื่อมีสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่นควัน อากาศเย็น ขนแมวหรือขนสุนัข การออกกำลังกาย หรือไม่ ?
    -ท่านเคยนอนไม่หลับหรือต้องตื่นขึ้นมาเนื่องจากไอ, หายใจติดขัด, แน่นหน้าอก ที่ไม่ได้เกิดจากไข้หวัดหรือไม่ ?
    -ท่านเคยมีอาการหอบหืดหรือไม่ ? (หายใจหอบ, หายใจเสียงดังวี๊ดๆ, หายใจไม่ทัน, หายใจไม่เต็มอิ่ม, ไอเป็นชุดๆ)
    -ท่านเคยใช้ยาเพื่อระงับอาการหอบหืดหรือไม่ ?

    แคมเปญ #AdayinAlifeChallenge ส่งต่อความห่วงใยจากบุคคลากรทางการแพทย์ ถึงผู้ป่วยโรคหืด

    ทั้งนี้เพื่อให้กำลังใจคนไข้ที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง บุคลากรทางแพทย์ที่ดูแลรักษาคนไข้โรคหืด จึงริเริ่มแคมเปญ #AdayinAlifeChallenge เพื่อส่งต่อความห่วงใยของบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีต่อผู้ป่วยทุกคน และเป็นการ Challenge ไปยังบุคลากรทางการ แพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 5 พฤษภาคมนี้ เพื่อคัดเลือกและมอบ spacer ให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วม และชวนบุคคลทั่วไปรับคำท้าเพื่อส่งต่อความห่วงใยไปยังผู้ป่วยโรคหืดเนื่องในวันโรคหืดสากล (World Asthma Day)